กฤตยา เสนอปรับกำกับวิชาชีพเวชกรรม-ยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

กฤตยา อาชวนิจกุล ขอสงวนความเห็นต่อญัตติมาตรา 305 โดยเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการยุติการตั้งครรภ์แทนแพทยสภามั่นว่ามีความพร้อมและประสบการณ์เพียงพอ พร้อมเสนอแก้ไขกฎหมายให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จากความผิดทางเพศ หรือตั้งครรภ์เกิน 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 24 สัปดาห์ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน เพื่อให้กระบวนการรวดเร็ว ทันท่วงที และคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงอย่างเป็นธรรม

รองศาสตราจารย์กฤตยา อาชวนิจกุล กรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านผู้แทนผู้ทรงเกียรติ และท่านกรรมาธิการที่ร่วมประชุมกับดิฉันมา ๖ วันเต็ม ๆ บวกอีก ๑ วันในการตรวจรายงานนี้นะคะ ดิฉันขอสงวนความเห็นแปรญัตติมาตรา ๓๐๕ เริ่มต้นตั้งแต่ ถ้าการกระทำความผิดมาตรา ๓๐๑ หรือมาตรา ๓๐๒ เป็นการกระทำของ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา ดิฉันเสนอให้เปลี่ยนเป็น กระทรวงสาธารณสุข ด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ

กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัยได้ทำงานที่เกี่ยวกับเรื่องการยุติ การตั้งครรภ์มาเนิ่นนานแล้ว เป็นกระทรวงที่ได้ลงทุนในการทำวิจัยระดับชาติเมื่อปี ๒๕๔๒ จนได้ข้อเท็จจริงมาถึงข้อสรุปทางวิชาการว่าอัตราตายของผู้หญิงที่ไปทำแท้งเถื่อนนั้น มี ๓๐๐ ต่อ ๑๐๐,๐๐๐ เปรียบเทียบกับอัตราตายของผู้หญิงที่คลอดปกติซึ่งมี ๓๐ ต่อ ๑๐๐,๐๐๐ นี่คืออัตราเมื่อปี ๒๕๔๒ สูงกว่ากัน ๑๐ เท่า ผู้เชี่ยวชาญของกระทรวง สาธารณสุขสรุปว่าอันนี้เป็นปัญหาสาธารณสุขต้น ๆ ของประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ในประเทศไทยมามากกว่า ๖๐ ปี เราใช้กฎหมายมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ นี่ปี ๒๕๖๔ แล้วนะคะ กระทรวงสาธารณสุขยังทำงานเกี่ยวข้องโดยกรมอนามัยเมื่อปี ๒๕๕๗ ได้จัดตั้งเครือข่ายอาสาซึ่งประกอบด้วยแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาที่ทำงานด้านนี้ในการให้บริการที่เรียกว่าอาสาอาร์เอสเอ (RSA) นี่คือ รีเฟอร์รัล ซิสเตม ฟอร์ เซฟ อะบอร์ชัน (Referral System for Safe Abortion) ทำงานร่วมกับ สปสช. ในการที่จะเพิ่มสิทธิประโยชน์เรื่องนี้ ทำงานร่วมกับ อย. ในการที่ นำเข้ายาจากสูตรขององค์การอนามัยโลก แล้วก็ยังควบคุมยาตามสิ่งซึ่ง อย. กำหนดมา ขณะนี้ยาเมดาบอน (Medabon) ซึ่งเป็นยายุติการตั้งครรภ์นั้นอยู่ในความดูแลของ กรมอนามัย และอยู่ในบัญชียา ในบัญชี จ เพราะฉะนั้นแล้วดิฉันคิดว่าถ้าเราต้องการ จะมีหลักเกณฑ์เรื่องนี้ องค์กรที่เหมาะสมที่สุดต้องเป็นองค์กรที่เข้าใจปัญหาถึงรากเหง้าแล้ว คุ้นเคยกับปัญหานี้ ดิฉันไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ในกฎหมายกำหนดให้แพทยสภาเป็นคนทำงานนี้ แพทยสภามีการเลือกตั้งเป็นระยะ ๆ แล้วเราเอากฎเกณฑ์ กติกา วิธีการต่าง ๆ นี้ไปอยู่ในมือ ของคน ๖๐ คน ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยเข้าใจปัญหานี้มาเลยก็ได้ แล้วเราก็รู้ว่าไม่มากก็น้อย แพทยสภาเป็นองค์กรที่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับพวกแพทย์ด้วยกันเอง องค์ประกอบ ของแพทยสภาในรอบ ๒๐ ปีนี้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ดิฉันไม่มีเวลา ที่จะอภิปรายให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาที่องค์ประกอบเปลี่ยนแปลงไปนั้นแพทยสภา คุ้มครองใครกันแน่ แต่ดิฉันไม่มั่นใจว่าแพทยสภาจะคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงที่เขาต้องการยุติ การตั้งครรภ์ ดิฉันในฐานะคนที่ทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข ทำงานกันมา ๒๐ ปี ดิฉันไว้วางใจกระทรวงสาธารณสุขมากกว่า เพราะฉะนั้นจะขอเสนอให้มาตรานี้เปลี่ยนเป็น กระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ดิฉันเองก็ไปปรึกษานักกฎหมายใหญ่ ๆ หมอใหญ่ ๆ หลายคน เขาเห็นด้วยกับดิฉันนะคะ แล้วเขาก็บอกว่าอันที่จริงแล้วแพทยสภาดูแลจรรยาบรรณ ในการประกอบวิชาชีพของหมอ ไม่ควรจะมายุ่งเรื่องนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันขอสงวนแปรญัตติไว้ก็คือมาตรา ๓๐๕ (๓) หญิงมีครรภ์ เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ สิ่งที่ดิฉันสงวนคำแปรญัตติไว้ก็คือให้เพิ่มคำว่า ไม่ว่าจะได้มีการร้องทุกข์ กล่าวโทษ หรือฟ้องคดีในความผิดนั้นหรือไม่ ดิฉันมองว่าถ้าเราเติม คำเหล่านี้เข้าไปเราจะสบายใจนะคะ แล้วก็เชื่อมั่นได้ว่าในกรณีที่ผู้หญิงถูกละเมิดทางเพศ แล้วมีการท้องขึ้นมา เมื่อเขาต้องการยุติการตั้งครรภ์จะไม่มีเงื่อนไขที่จริง ๆ แล้วเราพบ ในการทำงานของเรา คือเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมนี่ตั้งมา ปีที่ ๑๔ ปีที่ ๑๕ แล้วนะคะ อย่างที่ ส.ส. ณัฐวุฒิพูด ขออนุญาตเอ่ยนาม เราพบว่าบางแห่ง มีการตั้งคณะกรรมการ บางแห่งบอกให้ไปฟ้องศาลก่อน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าฟ้องศาล คดีกว่าจะนั่นเด็กก็ต้องคลอดออกมาเดินแล้ว เป็นต้นอย่างนี้นะคะ บางแห่งบอกให้ต้อง แจ้งความ บางแห่งเข้าใจปัญหาบอกว่าให้เอ็นจีโอ (NGO) พามา ไว้ใจเอ็นจีโอ (NGO) ว่า เอ็นจีโอ (NGO) พามา แล้วก็ให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ แต่ละแห่งไม่เหมือนกันเลยค่ะ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าถ้าเราใส่ไว้ให้ชัดเจนตรงนี้ โดยแม้แต่คำว่า ยืนยัน นี่นะคะ ดิฉันยังคิดว่า เป็นเงื่อนไขสำหรับตัวผู้หญิง แล้วอย่าลืมว่ามีผู้หญิงหลายคนเขาอยู่ในภาวะที่เขาอาจจะ ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ เช่น ผู้หญิงพิการ ผู้หญิงมีปัญหาในทางจิตใจ หรืออะไรก็ตามแต่ เราอย่าลืมกลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๓๐๕ (๓) นี้ดิฉันเสนอให้เติมว่า ไม่ว่าจะได้มีการร้องทุกข์ กล่าวโทษ หรือฟ้องคดีในความผิดนั้นหรือไม่

ขออีก ๑ อนุนะคะ คือ (๕) มาตรา ๕ (๕) คือหญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกิน สิบสองสัปดาห์ ดิฉันขอขยายไป แต่ไม่เกินยี่สิบสี่สัปดาห์ แล้วก็มีข้อความเหมือนกับร่าง ของกรรมาธิการนะคะ คือยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์หลังการตรวจ และรับคำปรึกษา ทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่น จบแค่นี้ค่ะ ตัดหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กระทรวงสาธารณสุขจะไปกำหนดโดยคำแนะนำของแพทยสภากับกระทรวง ทบวง กรมอะไร ๘-๙ กระทรวงทิ้งไปเลย เพราะดิฉันคิดว่าแค่ผู้หญิงเข้าไปตรวจครรภ์ แล้วก็รับคำปรึกษาทางเลือกนะคะ แค่นี้พอ ในที่นี้คือรับคำปรึกษาทางเลือกที่ศูนย์บริการนั้น จากแพทย์หรือจากนักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ในที่นี้คืออาจจะมี การรับคำปรึกษาทางเลือกจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านนี้มายาวนาน ซึ่งเขาให้ คำปรึกษาทางเลือกด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่าดีเลย์อะบอร์ชัน (Delay abortion) ดีเลย์อะบอร์ชัน (Delay abortion) มันคือความรุนแรงประเภทหนึ่ง แล้วมันเป็นความรุนแรง เชิงโครงสร้าง คือมันเป็นสตรักเจอรัลไวโอเลนซ์ (Structural violence) ซึ่งสตรักเจอรัลไวโอเลนซ์ (Structural violence) หรือความรุนแรงเชิงโครงสร้างนี่มันมักจะเป็นลายลักษณ์อักษร ฝังอยู่ในตามข้อกำหนดและกฎหมายต่าง ๆ นี่ละค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการประชุมโดยให้กระทรวงสาธารณสุขมาทำโน่นทำนี่อีก ถ้าผู้หญิงเขาไปรับ การตรวจครรภ์แล้ว รับคำปรึกษาทางเลือกแล้วก็ให้เขายุติการตั้งครรภ์ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือควรจะมีกรอบเวลาว่ากระบวนการเหล่านี้จะต้องรวดเร็วที่สุดไม่เกินวันสองวัน เพราะ ดิฉันย้ำอีกครั้งหนึ่ง การเข้าถึงบริการการยุติการตั้งครรภ์ที่ช้ามันเป็นความรุนแรง เชิงโครงสร้าง เราจะออกกฎหมายทั้งทีเราควรจะต้องลดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่จริง ๆ แล้วสังคมไทยถนัดมากในการที่จะใส่ไว้ในกฎหมาย แล้วทำกับคนตัวเล็กตัวน้อย ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน