ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ โดยคัดค้านการใช้คำว่า "ความผิด" และเสนอใช้คำกลางว่า "การกระทำ" เพื่อลดการตีตราและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเน้นให้ใช้แนวปฏิบัติด้านสุขภาพจิตตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการไม่มีการรับรอง "สิทธิของตัวอ่อน" ในกฎหมายไทยและกฎหมายสากล และสนับสนุนการแก้ไขเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุจำเป็นทางการแพทย์ รวมถึงเสนอให้พิจารณาหลักฐานในคดีอย่างเหมาะสมและเปิดทางให้มีการลงมติในวาระต่อไปหลังแสดงความเห็นต่อการกำหนดอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ตามมาตรา 305 เพื่อลดข้อจำกัดและขยายระยะเวลาการยุติการตั้งครรภ์ตามความจำเป็นและสิทธิของผู้หญิง
พอดีผมมีภารกิจสอนออนไลน์ (Online) ไปพร้อมกันด้วยครับ เดี๋ยวต้องไปสอนต่อครับ ผมขออนุญาตสงวนความเห็น ในมาตรา ๔ ที่แก้ไขมาตรา ๓๐๕ อยู่ทั้งหมด ๕ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งเดี๋ยวผมจะเทียบให้เห็นว่า ร่างของกรรมาธิการนั้นแตกต่างกับสิ่งที่ผมขอสงวนอย่างไรครับ
ประเด็นที่ ๑ ร่างของกรรมาธิการในมาตรา ๓๐๕ วรรคแรกนั้นท่านใช้คำว่า ถ้าการกระทำความผิด จั่วหัวมาท่านก็พูดชัดเจนเลยนะครับว่า ถ้าการกระทำความผิด ตามมาตรา ๓๐๑ หรือมาตรา ๓๐๒ ฉะนั้นความหมายก็คือว่าท่านมองอยู่แล้วว่า มาตรา ๓๐๑ นั้นต้องมีคนผิด มาตรา ๓๐๒ ก็เช่นเดียวกันครับว่าต้องมีคนผิด ถ้าในมุม ของผมนะครับ ผมคิดว่าเรากำลังจะบอกว่าผู้หญิงที่เขาเลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์นั้น เราไม่ควรเรียกเขาว่าผู้กระทำความผิดด้วยซ้ำ เฉกเช่นเดียวกับคุณหมอที่ท่านให้ความเห็น ท่านดำเนินการในตามหลักวิชาชีพของท่าน แล้วยุติการตั้งครรภ์ให้กับผู้หญิงนั้นก็ไม่สมควร ที่จะถูกเรียกว่าผู้กระทำความผิดด้วยซ้ำ คำเดียวมีนัยหรือมีความหมายสำคัญอย่างยิ่งนะครับ ถ้าคำนั้นมันเริ่มจากในภาษาจิตวิทยาที่เรียกว่าการตีตรา หรือสทิกมา (Stigma) เมื่อท่าน เริ่มจากกระบวนการตีตราหรือสทิกมา (Stigma) ว่าคนเป็นผู้กระทำความผิด คนก็ไม่กล้า เดินมาหา ไม่กล้าเดินเข้าสู่กระบวนการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ฉะนั้นผมสงวน ในประเด็นแรกของมาตรา ๓๐๕ ขอให้ตัดคำว่า ความผิด ออกไป เป็นเพียงการกระทำ ตามมาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๒ เท่านั้น ส่วนจะมีเหตุยกเว้นเหตุผลประการใดนั้นว่ากันไป นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ใน (๑) ร่างของคณะกรรมาธิการจริง ๆ แล้ว ก็เป็นบวกนะครับ ผมก็แก้แต่เพียงเล็กน้อยครับ เพราะว่าท่านบอกว่าหญิงนั้นจำเป็นต้อง กระทำเนื่องจากสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิง จริง ๆ ประเด็นเรื่องจิตใจมิใช่เป็น ประเด็นที่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๕ เดิมมาก่อนนะครับ และในขณะเดียวกัน ก็เป็นคำที่คล้ายกับอยู่ในข้อบังคับแพทยสภา ปี ๒๕๔๘ แต่ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้จากผู้ชี้แจง จากหลักเกณฑ์ มีหลายท่านเอามาแสดงให้เห็นว่าองค์การอนามัยโลกบอกว่าจริง ๆ แล้ว สุขภาพนั้นมีอยู่ ๒ แบบด้วยกัน สุขภาพแบบหนึ่งเรียกว่าสุขภาพทางกาย สุขภาพอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าสุขภาพทางจิต หรือในภาษาอังกฤษที่เรียกว่าเมนทัลเฮลท์ (Mental Health) เรื่องนี้ มีนัยสำคัญต่อการประเมินนะครับ เพราะว่าสุขภาพทางจิตในมุมของผมนั้นมีความหมาย ที่กว้างกว่าคำว่า จิตใจ ผมมีเวลาค้นครับ แต่วันนี้ไม่สะดวกที่จะนำมาแสดงในระยะเวลา ที่มีอยู่จำกัดว่าศาลฎีกาในประเทศไทยเคยตีความให้ความหมายคำว่า ทารุณกรรมที่ส่งผลกระทบ ต่อจิตใจ นั้นหมายความว่าอย่างไร เช่นการได้รับของมึนเมาแล้วมีอาการเมาไม่รู้สติ ไม่รู้ตัว ไปหลายวันนั้นเรียกว่ามีผลกระทบต่อจิตใจ หรือในขณะเดียวกันอาจจะมีการตีความไปสุดขั้วไปอีกแบบหนึ่งว่า ภาวะทางจิตใจนั้น ต้องถึงขนาดมีโรคที่เรียกว่าดิสออร์เดอร์ (Disorder) ทางจิตเวช จะเป็นสคิโซฟรีเนีย (Schizophrenia) จะเป็นไบโพลาร์ (Bipolar) จะเป็นซึมเศร้า จะเป็นพีทีเอสดี (PTSD) ที่เรียกว่าโพสต์ ทรอเมติก สเตรส ดิสออร์เดอร์ (Post-Traumatic Stress Disorder) ก็สุดแล้วแต่ แต่ผมคิดว่ายิ่งเปิดความหมายของคำว่า จิตใจ แล้วนำไปสู่การตีความ ซึ่งศาล เคยบัญญัติไว้ในทางแคบนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองเด็กครับ เปลี่ยนให้สอดคล้อง กับหลักการที่องค์การอนามัยโลกยอมรับเป็นประเด็นสุขภาพทางจิตก็น่าจะเพียงพอ นั่นเป็น ประเด็นที่ ๒ ครับ
ประการที่ ๓ ในประเด็นที่จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากว่าหญิงนั้นมีความเสี่ยง ซึ่งเป็นผลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตัวของทารกที่อยู่ในครรภ์ วันนี้มีคนหลายคนพูดถึงสิทธิ ของตัวอ่อน ซึ่งในความเป็นจริงไม่เคยมีการใช้คำหรือบัญญัติคำว่า สิทธิของตัวอ่อน มาก่อน อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่รองรับประเด็นเรื่องของการดูแลเด็กก็ไม่มีคำนี้นะครับ อนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็กนั้นแค่เป็นเพียงแค่การขยายการดูแลแม่ในฐานะที่กำลังตั้งครรภ์ลูกอยู่ ว่าหากอนาคตนั้นลูกคลอดออกมาแล้วมีสภาพบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งในประเทศไทย ซึ่งนักกฎหมายทุกคนเรียนคาบแรก สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕ แต่จริง ๆ แล้วนะครับ ประเด็นเรื่องเหตุจำเป็นต้องกระทำนั้นเป็นเรื่องของการดูแลการประเมินที่แค่มีหลักฐาน ทางการแพทย์ควรเชื่อได้ว่าหากทารกคลอดออกมาจะมีความผิดปกติก็ควรค่าต่อการเพียงพอ ที่จะให้แพทย์ดำเนินการในแง่ของการยุติการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งประเด็นที่ผมสงวนไว้นั้นต้องด้วย กับสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไข เฉพาะ (๒) ผมไม่ติดใจครับ
ประเด็นที่ ๔ ก็คือกรณีที่บัญญัติไว้ใน (๓) ซึ่งเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ผมเคยบรรยายหรืออภิปรายในวาระที่หนึ่งว่าคดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่ถูกระบุไว้ แม้กระทั่ง ในข้อบังคับแพทยสภาเดิมที่ใช้คำว่า หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการตีความอย่างแคบ ในการปฏิบัติในหลายพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางโรงพยาบาลต้องการถึงขนาดมีบันทึก ประจำวันเป็นหลักฐาน บางโรงพยาบาลต้องการถึงขนาดบันทึกประจำวันรับแจ้งไว้เป็นคดี บางโรงพยาบาลต้องการถึงขนาดหลักฐานว่ามีเลขคดีอาญาที่เท่านั้นเท่านี้ ทับปี พ.ศ. เท่านั้น เท่านี้ บางโรงพยาบาลถึงขนาดต้องมีหนังสือขอตัวส่งตัวให้แพทย์ประเมินว่าควรหรือไม่ควร ในการยุติการตั้งครรภ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แถมให้ตำรวจเขียนต่อท้ายมาด้วยซ้ำว่า สมควรเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจพิสูจน์เรื่องสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) อีกหรือไม่ ด้วยความเคารพนะครับ ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กบางจังหวัดถึงขนาดอ้างว่า ต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุด นี่ไกลตัวมากเลย เรากำลังพูดถึงอายุครรภ์ ๑๒-๒๐ สัปดาห์ ซึ่งอาจจะมีการแก้ไข แต่คำพิพากษาถึงที่สุดนั้นอาจจะเป็น ๑ ปีต่าง ๆ ไม่ตอบสนองต่อสิทธิ ในการยุติการตั้งครรภ์ของผู้หญิง ฉะนั้นวันนี้กรรมาธิการแก้ไขว่าให้หญิงนั้นยืนยันว่าตนเอง ตั้งครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ อันนี้โอเค (OK) ครับ แต่ผมเพิ่ม เพื่อประโยชน์ของผู้หญิงนิดเดียวว่า ถ้าหรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเขาตั้งครรภ์ เนื่องจากถูกกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศก็ให้พิจารณาหลักฐานตัวนั้นเช่นเดียวกัน
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ เป็นประเด็นที่ ๕ อยู่ในมาตรา ๓๐๕ ก็คือการสงวนเรื่องอายุครรภ์ ๒๔ สัปดาห์ ซึ่งเดี๋ยวอาจจะมีเพื่อนสมาชิกพูดต่อ เพราะว่า อายุครรภ์ ๒๔ สัปดาห์นั้นคือร่างประกบกฎหมายฉบับนี้ที่พรรคก้าวไกลได้มีความเห็น ร่วมกันของสมาชิกทั้งพรรค และได้มีการยื่นร่างประกบว่าเพราะเหตุใดเราจำเป็นต้องขยาย อายุครรภ์ให้รองรับไปถึง ๒๔ สัปดาห์ แล้วในขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีหลักเกณฑ์ใด ๆ ที่มาสร้างความรุงรังให้กับผู้หญิงและแพทย์ที่จะประเมินเพื่อยุติการตั้งครรภ์ให้กับผู้หญิง ฉะนั้นด้วยเหตุผลประเด็นความแตกต่างทั้ง ๕ ประการที่ผมได้นำเรียนต่อท่านประธานครับ กรณีของมาตรา ๓๐๕ ผมขอยืนยันที่จะสงวนความเห็นเพื่อให้มีการลงมติในวาระ ๒ ต่อไป ขอบคุณครับ