กิตติศักดิ์ ชี้แนวทางแก้ไข ม.305 หญิงตั้งครรภ์ 12-20

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หารือประเด็นการยืนยันการตั้งครรภ์ของหญิงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามข้อ ๓ มาตรา ๑๐๕ โดยชี้ให้เห็นความกังวลเรื่องอันตรายต่อสุขภาพหากทำแท้งล่าช้า และเสนอให้ศูนย์โอเอสซีซี (OSCC) ทำหน้าที่พิจารณาเพื่อรักษาสมดุลระหว่างจรรยาบรรณทางการแพทย์กับกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและลดความอื้อฉาวในสังคม

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ กรรมาธิการ ก็นำเรียนข้อที่สมาชิกห่วงใย ซึ่งจริง ๆ ที่ท่านประธานท่านสันติ กีระนันทน์ ขออนุญาต เอ่ยนาม ได้กล่าวมาก็คือทุกประเด็นเรียกว่าถกเถียงกันในที่ประชุมตลอดเวลานะครับ ผมขอยกประเด็นที่ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร นะครับได้ยกประเด็น เรื่องของมาตราที่แก้ไขมาตรา ๓๐๕ ในข้อ ๕ (๕) คือหญิงมีครรภ์อายุเกิน ๑๒ สัปดาห์ ถ้าไม่เกิน ๒๐ สัปดาห์ยืนยันจะยุติการตั้งครรภ์หลังจากได้รับการตรวจและรับคำปรึกษาจาก ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของแพทยสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ในวัยรุ่นนะครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญพวกเราก็บอกว่าถ้าเกิน ๑๒ สัปดาห์ถึง ๒๐ สัปดาห์มันน่าจะมีกระบวนการอีกกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยให้สตรีมีครรภ์คนนั้น ได้มีคำแนะนำที่ถูกต้องเพราะช่วงที่เขาทราบว่าตั้งครรภ์ค่อนข้างจะสับสน แล้วก็ไม่มี คำแนะนำใด ๆ แล้วเราจึงกำหนดว่าน่าจะมีคำแนะนำ แล้วทีนี้คำแนะนำต้องนำเรียน ท่านประธานแล้วก็ผู้ร่วมประชุมว่าจริง ๆ แล้วตอนนี้มีกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย มีกระบวนการที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งในโรงพยาบาลก็จะมีหน่วยงานเขาเรียกว่า โอเอสซีซี (OSCC) ผมเป็นหัวหน้าแผนกสูตินรีแพทย์ นรีเวชกรรมของโรงพยาบาลมหาสารคามมาก่อน แล้วก็เป็นหัวหน้าของโอเอสซีซี (OSCC) จะมีพยาบาลที่ทำงานแล้วก็มีเรียกว่าผู้ปฏิบัติการ ทางด้านสังคมมารับปรึกษาเรื่องนี้ซึ่งกระบวนการพวกนี้กระทรวงสาธารณสุขทำได้ดี แล้วก็ ได้ทำร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย ก็คือเรื่องของทั้ง พม. ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งหลายส่วน ที่เกี่ยวข้องที่บอกว่า ๘ หน่วยงาน เป็นอย่างไรครับ ก็คือว่าจริง ๆ เราไม่อยากให้ผู้ที่มีปัญหา เขามาปรึกษาแล้วโยนไป เช่น มาปรึกษาโรงพยาบาลโยนไป พม. โยนไปโน้นโยนไปนี้ เราอยากให้การปรึกษาคนนั้นโดยมีคนที่เป็นศูนย์กลาง ก็คือกระทรวงสาธารณสุข ก็คือ โอเอสซีซี (OSCC) ในโรงพยาบาลเป็นเจ้าภาพในการที่จะประสานงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่นอย่างไรครับ เช่น กรณีที่เขาตัดสินใจเราให้คำแนะนำแล้วเขาตัดสินใจจะเลี้ยงลูก จะดำเนินการตั้งครรภ์ต่อ เราก็ปรึกษาว่าเขาจะเลี้ยงอย่างไร โรงเรียนจะเป็นอย่างไร โรงเรียนจะมีปัญหาไหมนะครับ เขาจะไปทำอะไรต่อ หรือกรณีเขาจะเรียกว่าตั้งครรภ์ต่อ แต่ไม่ประสงค์จะเอาเป็นบุตรก็แบบว่าเราก็มีกระบวนการ พม. ที่จะยกบุตรนั้นให้เป็น บุตรบุญธรรมกับคนอื่น นำเรียนท่านสมาชิกสภาและท่านประธานว่าตอนนี้มีคนอยากได้ลูก คนมีลูกยากอยากได้ลูกไปเป็นบุตรบุญธรรมเยอะมากนะครับ ซึ่ง พม. ตอนนี้ก็มีกระบวนการ ในการที่จะตรวจสอบว่าคนที่ต้องการมีบุตร เรียกว่ามีคุณสมบัติที่ถูกต้องครบถ้วนไหม บุตรที่ เกิดขึ้นมาได้รับการดูแลได้อย่างดี ซึ่งอันนี้กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทางโอเอสซีซี (OSCC) คือ วัน สต๊อป เซอร์วิซ (One Stop Service) ก็คือที่โรงพยาบาลก็จะประสานงานในทุกส่วน หรือกรณีที่ปรึกษาแล้วจะยุติการตั้งครรภ์ เซ็นเตอร์ (Center) นี้ก็จะไปหาสูตินรีแพทย์ ให้พิจารณาตามความเหมาะสมด้วย ซึ่งนอกจากนี้เรื่องของสิทธิแพทย์ เช่น สูติแพทย์บางคน เขาไม่สบายใจที่จะไปทำแท้งอย่างนี้เขารู้สึกเป็นบาป เป็นอะไรนี้เขาก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธ แต่กระบวนการโอเอสซีซี (OSCC) ก็จะต้องไปหาผู้ที่ดำเนินการทางการแพทย์ผู้ที่มีศักยภาพ ที่จะทำในอันนี้ นี่คือสิ่งที่เราออกแบบมาที่จะให้เจตนารมณ์อันนี้ให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดำเนินงานเพราะเป็นหน่วยปฏิบัติงาน เราบอกว่าแพทยสภาเป็นแค่ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ แต่คนที่ทำงานจริงคือกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งค่อนข้างจะเรียกว่าแพร็กทิคัล (Practical) ก็คือว่าค่อนข้างจะตรงกับแนวปฏิบัติที่คิดถึงแม่เป็นหลักอยู่แล้ว อันนี้ก็นำเรียนท่านประธาน ไปถึงท่านเกียรติ สิทธีอมร ในการที่จะตอบปัญหาเรื่องของทำไมให้กระทรวงสาธารณสุข ประกาศ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีกระบวนการในการที่จะนำกระบวนการที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ (NGO) หรืออะไรต่าง ๆ ของกรมอนามัยเสนอกับรัฐมนตรี เพื่อจะประกาศต่อไปนะครับ

ส่วนประเด็นของเพื่อนสมาชิกของผมอีกท่านหนึ่งนะครับ คือของท่านชลน่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ซึ่งบอกว่าในข้อ ๓ มาตรา ๑๐๕ นี่นะครับ บอกว่าหญิงยืนยันต่อ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าตนมีครรภ์แล้ว เนื่องจากมีความผิดเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันนะครับ ตอนแรกว่าอย่างนี้พอหรือ อย่างนี้เขาโกหกหมอ หมอก็ทำให้ได้เลยหรือ จริง ๆ แล้วกระบวนการพวกนี้ก็มีประเด็นที่เราห่วงใยก็คือว่า ๑. ถ้าคดีจะสิ้นสุดบางทีการตั้งครรภ์อายุครรภ์ก็เยอะแล้ว ก็เป็นอันตราย แล้วก็เรียกว่า การทำแท้งก็จะลำบากนะครับ แล้วประเด็นที่ ๒ คือหญิงบางคนเขาไม่อยากจะไปเป็นคดี เขาไม่อยากจะไปฟ้องร้อง เขาไม่อยากไปแจ้งความ อาจจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ที่มี ความใกล้ชิดนะครับ ซึ่งพ่อแม่เป็นอะไรก็ไม่อยากให้สังคมเกิดความอื้อฉาวขึ้นมา ศูนย์โอเอสซีซี (OSCC) ก็จะเป็นคนที่พิจารณานะครับ ผมคิดว่าด้วยจรรยาบรรณของแพทย์ แล้วก็ของหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข น่าจะเป็นจุดสมดุลที่จะทำให้การตัดสินใจ ในครั้งนี้ได้รับการปกป้องจากกฎหมายด้วยนะครับ ซึ่งอันนี้ก็นำเรียนว่าจุดนี้ก็ต้องมีจุด ที่หาความสมดุลของการพิจารณาให้เหมาะสมเรื่องของการยืนยัน ที่ประชุมก็เลยบอกว่า ฉะนั้นแค่ยืนยันแล้วก็ยืนยันกับใครก็คงเป็นเกี่ยวกับแพทย์หรือศูนย์ที่ได้รับการมอบหมาย จากแพทย์ แล้วก็สู่กระบวนการที่ถูกต้องต่อไป น่าจะเป็นจุดที่เพียงพอให้กับกระบวนการ ในการที่จะทำให้กระบวนการนี้เกิดความสำเร็จ แล้วก็มีความสมดุล แล้วก็มีความถูกต้อง มีจริยธรรมที่ถูกต้องต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ