เขมชาติ เสนอแก้ พ.ร.บ.อาญา เพิ่มเงื่อนไข "มีเหตุอันควรเชื่อ"

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

เขมชาติ กิจค้า ขอสงวนความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยเสนอแก้ไขมาตรา ๔ ให้เพิ่มเงื่อนไข "มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า" เพื่อลดขั้นตอนการแจ้งความและช่วยเหลือผู้หญิงตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศให้ได้รับความเป็นธรรมและเข้าถึงสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ได้โดยคำนึงถึงบริบทสังคม

นายเขมชาติ กิจค้า กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเขมชาติ กิจค้า ในฐานะกรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔ ร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป สำหรับการขอสงวน ความเห็นแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้นะครับ ผมได้ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๓๐๕ (๓) หญิงยืนยันต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าตนมีครรภ์ เนื่องจาก มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดในเรื่องเหตุผลของการขอสงวน ความเห็นครั้งนี้นะครับ ก็ขอย้อนกลับไปที่ร่างที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอเข้าสู่สภานะครับ ได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไข มีความคล้ายคลึงกับกฎหมายซึ่งบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๕ (๒) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า หญิงมีครรภ์เนื่องจากมี การกระทำความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๘๒ หรือมาตรา ๒๘๔ ทั้ง ๔ มาตราดังกล่าวนะครับ ได้อยู่ในลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งร่างที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอเข้าสู่สภา ได้เปลี่ยนแปลง วรรคท้ายของมาตรา ๓๐๕ (๒) ของกฎหมายซึ่งบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยได้เปลี่ยนเป็น การใช้คำว่า ความผิดเกี่ยวกับเพศ แต่ในทางปฏิบัติยังคงเป็นอุปสรรคต่อผู้หญิง ซึ่งตกเป็น เหยื่อของความรุนแรงทางเพศ ทำให้ไม่ได้รับความยุติธรรม คำถามที่เกิดขึ้นคือความล่าช้า ของกระบวนการยุติธรรม อาจจะเป็นความอยุติธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง อาจจะต้องรอให้มี คำพิพากษาก่อนหรือไม่ว่าผู้หญิงถูกกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศจนตั้งครรภ์จริง จึงจะสามารถ ยุติการตั้งครรภ์หรือทำแท้งได้ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มิได้มีส่วนช่วยให้ผู้หญิงได้รับความเป็นธรรม อาจคลอดทารกระหว่างรอคำพิพากษา หลังจากนั้นต้องแบกรับภาระปัญหาต่าง ๆ ไว้เพียงฝ่ายเดียว หรือในกรณีที่ผู้หญิงยืนยัน ต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าตนมีครรภ์ เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งเป็นการยืนยันกับแพทย์เพียงฝ่ายเดียวนั้น ผู้หญิงต้องใช้หลักฐานการแจ้งความว่า ตนถูกกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศไปยื่นต่อแพทย์เพื่อขอทำแท้งหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ หลักเกณฑ์ของแพทยสภา ฟังดูเหมือนจะเป็นการช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับผู้หญิงนะครับ แต่ในความเป็นจริงคือ มีเพียงบางรายที่เลือกที่จะเดินขึ้นไปสถานีตำรวจ แล้วแจ้งความว่าผู้หญิงตกเป็นผู้ถูกกระทำ ด้วยสังคมที่ยังมีทัศนคติมองในเชิงลบ เกิดการตั้งคำถามทั้ง ๆ ที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ เช่น แต่งตัวโป๊เปลือยเกินไปหรือไม่ สมยอมใช่หรือไม่ นอกจากนั้นยังต้องมานั่งเล่าเหตุการณ์ซ้ำ เพื่อทำสำนวนเสมือนถูกข่มขืนอีกครั้งกับคำถามที่ว่า ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร อีกหลาย ๆ คำถาม ที่เกิดขึ้นระหว่างสอบปากคำ เพื่อเป็นการลดขั้นตอน ลดเหตุกระทบต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำ เพื่อลดความไม่แน่นอนของกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ จึงเห็นสมควรขอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๔ ดังที่ปรากฏในรายงานว่ามาตรา ๓๐๕ (๓) หญิงยืนยันต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าตนมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งเป็น การเพิ่มประโยคที่ว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ต่อจากร่างเดิมของที่คณะกรรมาธิการได้เสนอ เข้าสู่สภา ช่องทางนี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้หญิงที่มีข้อจำกัดหลาย ๆ ประการ และไม่ประสงค์ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วย หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ มาตรา ๓๐๕ แห่งประมวล กฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๖ ที่เลือกใช้คำว่า ต้องมีหลักฐานหรือมีข้อเท็จจริงอันควร เชื่อได้ว่า แม้คำที่ใช้จะไม่ตรงกันทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้หญิง และหลังจากที่กฎหมายฉบับใหม่ได้ประกาศใช้ข้อบังคับนี้จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป การแก้ไขครั้งนี้นะครับท่านประธานได้คำนึงถึง สิทธิเสรีภาพในร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดเป็นสิ่งที่มนุษย์มีเท่าเทียมกัน ดังนั้นผู้หญิงต่างมีสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดชีวิตและร่างกายของตัวเองได้ตราบเท่าที่ ไม่ละเมิดผู้อื่น อย่างไรก็ตามการยุติการตั้งครรภ์ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน รวมทั้ง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและศีลธรรมของคนในสังคม เราไม่สามารถสนับสนุนสิทธิ และเสรีภาพของผู้หญิงในเรื่องดังกล่าวได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ ของทารกที่กำลังจะคลอดออกมา ในขณะเดียวกันเราไม่สามารถละเลยผลกระทบที่จะเกิดขึ้น กับตัวผู้หญิงเพียงเพราะสังคมไม่เปิดกว้างมากพอ การหาจุดร่วมโดยใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง และทำความเข้าใจบริบทของสังคมที่ปรับเปลี่ยนไปจึงเป็นทางออกของเรื่องดังกล่าว สิ่งสำคัญที่สุดการยุติการตั้งครรภ์หรือการทำแท้งเป็นเพียงทางออกหนึ่ง แต่ไม่ใช่การแก้ไข ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน และผมเชื่อว่าไม่มีผู้หญิงคนใดตั้งใจที่จะตั้งครรภ์เพื่อที่จะไปทำแท้ง กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ