วาโย ชี้ปัญหาสูตรอายุครรภ์-นิยามกฎหมาย ห่วงตีความผิดพลาดในคดีทำแท้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

วาโย อัศวรุ่งเรือง อภิปรายร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 โดยตั้งข้อสังเกตถึงความกำกวมของนิยามทางกฎหมายและข้อมูลการแพทย์ที่ไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องอายุครรภ์ การยืนยันการตั้งครรภ์ และการแยกแยะระหว่างการแท้งกับการตายคลอด ซึ่งอาจส่งผลต่อการตีความในทางอาญาที่ต้องเข้มงวด พร้อมเสนอให้ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน เน้นการไม่ทำให้สตรีกลายเป็นผู้ต้องหา และผลักดันให้การทำแท้งเป็นไปอย่างปลอดภัยภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้าใจง่ายและเป็นธรรม

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพนะครับ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายในวาระที่ ๒ นี้ ในมาตรา ๓ นะครับ เดี๋ยวผมจะอภิปรายในมาตรา ๔ ด้วย เห็นเพื่อนสมาชิกอภิปรายกันไป ถึงมาตรา ๔ แล้วนะครับ ขออนุญาตแบบค่อยเป็นค่อยไปนะครับท่านประธาน ในมาตรานี้ มาตรา ๓ ซึ่งทางกรรมาธิการได้ยกร่างขึ้นมาเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๑ ในเรื่องของการยุติการตั้งครรภ์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแยกออกเป็น ๓ ประเด็น

ประเด็นแรกนะครับ ประเด็นนี้ครับท่านประธาน ผมได้นำเสนอไปแล้ว ๑ ครั้ง ในตอนวาระที่ ๑ ถึงเรื่องของความไม่แน่นอนในทางการแพทย์ เมื่อสักครู่นี้ก็มีท่านสมาชิก ได้อภิปรายในประเด็นที่คล้ายคลึงกันนี้ไปอยู่ประเด็นหนึ่งนะครับ ในเรื่องของการประเมิน เจสเทชันนัล เอจ (Gestational age) หรืออายุครรภ์นั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากครับ ท่านประธาน ในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ผมได้อธิบายไปแล้วตั้งแต่ในวาระที่ ๑ ครับ ท่านประธานว่าความไม่แน่นอนนี้ในทางการแพทย์นี่ ทั้งในเรื่องของการประเมินอายุครรภ์ และดินแดนของการแท้ง และการตายคลอดนะครับว่ามันยังเป็นข้อเท็จจริงในทางการแพทย์ ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นรายละเอียดเหล่านี้ครับท่านประธาน การที่บัญญัติใส่ลงไปในกฎหมายนี่ จะยิ่งก่อให้เกิดความยุ่งยากในการตีความ โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา จะต้องอาศัยการตีความอย่างเคร่งครัด การตีความตามตัวอักษร และการแก้ไขกฎหมายนี่ เราทราบกันดีครับท่านประธานว่าไม่ได้แก้ไขได้โดยง่าย กฎหมายนี้ไม่ได้ถูกแก้ไขในรายละเอียด สาระสำคัญนี่กว่า ๖๐ ปีครับ ล่าสุดนี่คือตอนปี ๒๕๖๐ นี่มีการแก้ไขโทษเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ ในเรื่องของโทษปรับ จากเดิมที่ให้ปรับได้ไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท ขึ้นมาเป็น ๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตอนนั้นมีการแก้ไขในเรื่องของค่าปรับ ในลหุโทษเต็มไปหมดเลยนะครับ ซึ่งอันนี้ก็ได้รับ การแก้ไขไปด้วย แต่ไม่ใช่ลหุโทษนี่นะครับ

ประเด็นที่สำคัญครับท่านประธาน ก็คือว่าการที่กำหนดอายุครรภ์ เพียงแค่ ๑๒ สัปดาห์นี่มันค่อนข้างแคบ กว่าที่มนุษย์คนหนึ่งหรือว่าสตรีคนหนึ่งจะรู้ตัว โดยเฉพาะในท้องแรกและท้องที่ยังสาวนี่ กว่าที่เขาจะรู้ตัวแล้วไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ ตรวจทีหนึ่งแล้วใช่หรือไม่ใช่ วันรุ่งขึ้นครับ ไปซื้ออีกทีหนึ่งมาตรวจแล้วขึ้น ทำใจอยู่ สักพักหนึ่งครับท่านประธาน ผมนี่เป็นแพทย์นะครับ แล้วเป็นแพทย์นิติเวช ได้เจอกรณี เหล่านี้มากมาย กว่าที่เขาจะเข้ามา กว่าที่จะมาตรวจและยืนยันนะครับท่านประธาน มันใช้เวลาครับ แต่เดิมข้อบังคับของทางแพทยสภาเองให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คณะกรรมการหนึ่งคืออะบอร์ชัน คอมมิตตี (Abortion committee) ซึ่งในนั้นก็จะมีแพทย์ ที่หลากหลาย มีสูตินรีแพทย์ มีจิตแพทย์ด้วย แล้วก็หนึ่งในแพทย์ที่สำคัญก็คือแพทย์นิติเวช ที่จะได้เข้าไปร่วมในเรื่องนี้ด้วย เพราะฉะนั้นกว่าที่การประเมินอายุครรภ์จะเสร็จ กว่าที่จะมี ความคลาดเคลื่อนต่าง ๆ ในการประเมินเหล่านี้ เมื่อเขาประเมินออกมาแล้ว แล้วอายุครรภ์ เขาเกิน ๑๒ สัปดาห์ เหล่านี้ครับท่านประธาน พอเขียนไปแบบนี้ปุ๊บจะไม่เข้าสู่ความมุ่งหมาย ของกฎหมายครับท่านประธาน

อีกเรื่องหนึ่งในประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะพูดต่อไปก็คือในเรื่องของเป้าประสงค์ ในเรื่องนี้ ทุกคนต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อเป้าประสงค์ว่าให้เกิดการยุติ การตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย ถูกต้องไหมครับ เพราะฉะนั้นแล้วการที่จั่วมาว่าคนที่จะไป ยุติการตั้งครรภ์หรือสตรีที่จะไปยุติการตั้งครรภ์มีความผิดต้องระวางโทษ อย่างนี้ ไม่ใช่แนวคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนครับท่านประธานครับ พื้นฐานว่า มีความผิด สันนิษฐานว่าผิดไว้ก่อนนะครับ การมองสตรีที่ตั้งครรภ์อย่างไม่พร้อมว่า เขาเป็นอาชญากรตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ผมคิดว่าไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการยุติ การตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย

ขออนุญาตย้อนกลับมาที่ดินแดนความคลุมเครือในทางการแพทย์ครับ เพื่อจะเข้าสู่ประเด็นที่ ๓ ว่าผมจะเสนอแนะอย่างไร และผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นท่านใด อย่างไรบ้างนะครับ ผมถามว่าตัวอ่อนของมนุษย์นี่นะครับท่านประธาน ถ้าออกจากร่างกายนะครับ ผมไม่ใช้คำว่า คลอด นะครับ เพราะเดี๋ยวจะไปถูกตีความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕ ในเรื่องของสภาพบุคคล คลอด และอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตายนะครับ ถามว่าตัวอ่อนที่ออกจากครรภ์มารดา ที่อายุครรภ์ ๒๕ สัปดาห์นี่ครับท่านประธาน อย่างนี้ถ้าออกมาแล้วไม่มีชีวิต จะลงการวินิจฉัยว่า เป็นอะบอร์ชัน (Abortion) หรือว่าเป็นสทิลเบิร์ท (Stillbirth) ครับ ผมยกตัวอย่าง ที่ง่ายกว่านั้นครับ อายุครรภ์ ๓๖ สัปดาห์เลยนะครับ ๙ เดือนแล้ว ถ้าออกมาแล้ว ไม่มีชีวิต ทุกคนคงตอบตรงกันถูกไหมครับว่าเป็นสทิลเบิร์ท (Stillbirth) คือตายคลอด และถ้า ๒๘ สัปดาห์ล่ะครับ แล้วถ้า ๒๕ สัปดาห์ล่ะครับ และถ้า ๒๑ สัปดาห์ล่ะครับ ที่ออกมานี่จะบอกว่าเป็นอะบอร์ชัน (Abortion) หรือเป็นสทิลเบิร์ท (Stillbirth) ครับ ดินแดนเหล่านี้มันเป็นดินแดนทางการแพทย์ครับท่านประธาน ผู้ที่จะวินิจฉัยก็คือแพทย์ ที่อยู่หน้างาน ประเด็นที่สำคัญอีกอันหนึ่งครับท่านประธาน การวินิจฉัยว่ากรณีไหน จะเป็นการแท้ง หรือกรณีไหนจะเป็นการตายคลอด ขึ้นอยู่กับศักยภาพของสถานพยาบาล หรือแพทย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วยนะครับท่านประธาน ถ้าสมมุติว่าในดินแดนที่ห่างไกล ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ยังไม่ค่อยเข้าไปถึงครับท่านประธาน การที่จะดูแลเด็ก ที่คลอดก่อนกำหนดนี่นะครับ ๒๗-๒๘ สัปดาห์ขึ้นไปก็ยังมีความยากเย็นเลย ยังไม่ต้องลง มาถึง ๒๔ หรือ ๒๐ สัปดาห์ แต่ในดินแดนหรือในสถานพยาบาลที่มีกุมารแพทย์ปริกำเนิด หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าคุณหมอนิวบอร์น (Newborn) นะครับ ร่วมกับมีเอ็นไอซียู (NICU) หรือนีโอเนทัล อินเทนซีฟ แคร์ ยูนิต (Neonatal Intensive Care Unit) หรือหออภิบาล ผู้ป่วยวิกฤติปริกำเนิด ถ้ามีแบบนี้นะครับท่านประธาน ๒๔ สัปดาห์ ๒๒ สัปดาห์นี่พอไหว ในการศึกษาทางการแพทย์ ผมสืบค้นมาว่าในโลกใบนี้ที่เลี้ยงตัวอ่อนมนุษย์รอดในอายุครรภ์ ที่เล็กที่สุด เอาแค่อายุครรภ์นะครับ จริง ๆ ควรจะต้องคำนึงถึงเรื่องของน้ำหนักตัวด้วยนะครับ อายุครรภ์ที่น้อยที่สุดคือ ๒๑ บวก ๓ หมายความว่าอะไรครับ ก็คือ ๒๑ สัปดาห์บวกกับอีก ๓ วันนี่คือน้อยที่สุดเมื่อปี ๒ ปีก่อนนี้มาเองนะครับ เพราะฉะนั้นการกำหนดสิ่งเหล่านี้ลงไป ในกฎหมายผมไม่เห็นสมควรด้วยเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น

๑. ดินแดนในทางการแพทย์ที่ยังไม่มีความแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอะไรแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในเมดิซีน (Medicine) ครับ กำหนดเขียนลงไปชัดเจนอยู่ ในประมวลกฎหมายอาญานี่ถูกต้องหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องของการตั้งครรภ์ อย่างปลอดภัยครับท่านประธาน แต่กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานในการมองสตรีเหล่านั้นว่าเป็น อาชญากร ซึ่งปฏิบัติผิดตามประมวลกฎหมายอาญาจะบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นในข้อเสนอของผมในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร เป็นแพทย์ และเป็นทนายความ ด้วยนะครับ โดยเฉพาะทางด้านกฎหมายการแพทย์ ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับอาจารย์กฤตยา ท่านกรรมาธิการกฤตยาที่เสนออะไรครับ ยกเลิกมาตรา ๓๐๑ ครับ ยกเลิกการมองสตรี เหล่านี้ว่าเป็นอาชญากร หรือถ้าอย่างน้อยก็เป็นไปตามที่ท่านกรรมาธิการณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้เสนอแนะเอาไว้นะครับว่าแทนที่จะไปเขียนข้อยกเว้นเอาไว้ในมาตรา ๓๐๕ ให้มาเขียน เป็นวรรคสองเลยครับ ให้ชัดเจนเลยครับ ประชาชนไม่ได้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ประชาชนไม่ได้เป็นทนายความ ไม่ได้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ไม่คุ้นเคยครับ เสิร์ช (Search) กฎหมายไปปั๊บเจอปึ้งแบบนี้เขาไม่เข้าใจครับท่านประธาน ก็เสนอแนะไว้ประมาณนี้ครับ ขอบคุณครับ