ปดิพัทธ์ สันติภาดา หารือประเด็นกฎหมายการทำแท้ง โดยตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของมาตรา 301 ที่ลงโทษผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่รวมผู้ชายที่เกี่ยวข้อง พร้อมแสดงความกังวลว่าบทลงโทษทางอาญาและข้อจำกัดระยะเวลาการทำแท้งเพียง 12 สัปดาห์ สร้างภาระซ้ำเติมผู้หญิงในช่วงเวลาเปราะบาง และอาจขัดขวางการเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างปลอดภัย จึงเสนอให้ทบทวนหรือยกเลิกมาตราดังกล่าวเพื่อคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมความปลอดภัยภายใต้กรอบสังคมประชาธิปไตยที่เคารพความหลากหลาย
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สำหรับผมในวาระที่ ๑ ผมไม่มีโอกาสได้อภิปรายเพราะว่าในเรื่องของ ความเชื่อทางศาสนาส่วนบุคคลของผมนั้นผมนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งศาสนาคริสต์นั้น ในลักษณะเดียวกับศาสนาอิสลามมีความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและความเป็นเจ้าของชีวิต รวมทั้งดีเบต (Debate) เรื่องนี้ในวงการศาสนาคริสต์ก็เป็นดีเบต (Debate) ที่ไม่มีสิ้นสุด สร้างความแตกแยกแล้วก็ทำให้ผมไม่สามารถจะนำเสนอเรื่องนี้ในมุมมองที่ผมเป็นตัวแทน ของศาสนิกชนได้ ความเชื่อที่แตกต่างกันในเรื่องของจุดกำเนิดของชีวิต ความเป็นบุคคล สิทธิของเด็กเป็นเรื่องที่ผมจะขอไม่อภิปรายนะครับ แต่สิ่งที่ผมทนไม่ไหวแล้วจำเป็นต้อง อภิปรายในวันนี้ก็คือในขณะที่จุดมุ่งหมายของการแก้ไขกฎหมายนี้คือความปลอดภัย คือสิทธิเสรีภาพ คือการคุ้มครองและทำให้สังคมนี้ดีขึ้นเรากลับระบุโทษไว้ในมาตรา ๓๐๑ ผมเห็นด้วยกับเครือข่ายอาร์เอสเอ (RSA) ไทยนะครับ ที่บอกว่ามาตรา ๓๐๑ ไม่ยุติธรรมเลย แล้วก็ไม่ชอบธรรมกับผู้หญิงด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นการเอาผิดแต่ผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่การท้องไม่พร้อมนั้นผู้ชายเป็นคนที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นด้วยนะครับ แต่ไม่มีบทลงโทษ เกี่ยวกับผู้ชายในเรื่องนี้ เรื่องนี้ไม่ยุติธรรม
เรื่องที่ ๒ ก็คือเมื่อมีโทษที่วางไว้ในมาตรา ๓๐๑ ผมคิดถึงการบังคับใช้ครับ พ่อแม่พี่น้อง ประชาชน น้อง ๆ ที่อยู่ในวัยที่เจริญพันธุ์และตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมเขาจะกล้า เข้าสู่กระบวนการหรือไม่เมื่อมีโทษจำคุกรออยู่ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผู้หญิงกล้า ที่จะเข้ามาขอคำปรึกษา กล้าที่จะขอความช่วยเหลืออย่างตรงไปตรงมานะครับ แค่ลำพัง จะพิสูจน์ว่าตัวเองถูกข่มขืนก็ยากเต็มทีแล้ว แล้วยังต้องมาพิสูจน์อีกว่าตัวเองนั้น ไม่ผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง เรื่องนี้เป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ โดยไม่พร้อม ท่านประธานครับ นอกจากนี้นะครับ นี่เป็นการซ้ำเติมผู้หญิงที่ในช่วงที่ตั้งครรภ์ โดยไม่พร้อมนั้นเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุดในชีวิตนะครับ ขณะที่ภรรยาของผมตั้งท้องในวันที่ ผมพร้อมนะครับ ในวันที่ครอบครัวเราพร้อมเรายังเจอว่าเรามีปัญหามากมาย เรายังมี ความเปราะบางในชีวิต เรายังมีความคิดในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม เรายังไม่อยากจะให้ลูก ของเราเกิดมาในรัฐบาลแบบนี้เลย แต่ว่าผู้หญิงที่ตั้งท้องโดยไม่พร้อมจะเจอความกดดัน อีกมหาศาลมากขนาดไหน ผมเองเห็นด้วยนะครับว่าผมไม่มีสิทธิจะไปคิดแทนผู้หญิง แต่ผม นั่งคิดดูดี ๆ ว่าถ้าผมเป็นผู้หญิง เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกรุมข่มขืนแล้วไม่มีใครในสังคม อยู่ข้างผมเลยในวันที่ผมเข้าไปแจ้งความ กลับให้มาคุยกันเองในครอบครัว ผมคิดว่าผมเอง กำลังจะเข้าไปสู่การทำแท้งผิดกฎหมายแน่นอน ลองคิดดูนะครับ ผมเป็นผู้หญิงอายุ ๔๐ ปี คนหนึ่งแต่งงานช้าแล้วก็สุดท้ายแพทย์ให้ความเห็นว่าลูกอาจจะพิการ แน่นอนมีข้อยกเว้น ในมาตรา ๓๐๕ แต่อย่างไรก็ดีผมก็รู้อยู่ว่าผมกำลังจะทำผิดกฎหมายอยู่ แล้วอาศัย การตีความด้วยว่าจริง ๆ แล้วผมจะสามารถทำแท้งได้อย่างไม่ต้องถูกโทษจำคุกได้อย่างไร ในขณะที่ผู้หญิงเหล่านี้ที่ผมจำลองสถานการณ์ว่าถ้าเป็นผมเองผมยังหาคำตอบไม่ได้เลยนะครับ และผมยังจะไปอยู่ในชุมชนที่เป็นคริสเตียนหรือมุสลิมที่ผมเองมีสิทธิที่จะถูกตีความว่า เป็นคนที่ทำบาปในศาสนานั้น ๆ มี ๒ ปัจจัยที่บีบทำให้ผมยิ่งหนักหนาเข้าไปอีกก็คือ เรื่องของอายุครรภ์ ในวันที่กำลังจะตัดสินใจนะครับว่าจะดูแลตัวอ่อน ดูแลลูกในท้องต่อไป หรือไม่นั้น การที่เราขีดเส้นไว้ที่ ๑๒ สัปดาห์มันทำให้ตรงนี้มันบีบคั้นหัวใจมากและอาจจะ สุ่มเสี่ยงในการตัดสินใจในทางที่ผิดก็ได้
อีกเรื่องหนึ่งที่บีบเข้ามาก็คือมันมีโทษจำคุกรออยู่ที่ทำให้ผมรู้ว่าถ้าผมทำผิด กฎหมายเรื่องนี้มันอาจจะทำให้ผมนั้นไม่ใช่แค่เสียลูกในท้อง เสียสุขภาพนะครับ แต่เสียโอกาส ในชีวิตจากการที่ต้องถูกจำคุกก็ได้ ท่านประธานครับ ตอนนี้คุกในประเทศไทยเราล้นแล้ว แล้วเรายังจะเอาผู้หญิงที่มีปัญหา ในชีวิตหนักหนาขนาดนี้ไปเข้าคุกอีกหรือครับ ถ้าคุกเราล้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไทยชั่ว ปัญหาอยู่ที่กฎหมายหรือเปล่า ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหรือเปล่า ปัญหาอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมหรือเปล่า ผมคิดว่าเรื่องนี้เราจำเป็นต้องมาทบทวนจริง ๆ นะครับ ผมไม่ขอให้ความเห็นในเรื่องของอายุครรภ์ เพราะความเชื่อที่หลากหลายทางศาสนา แต่ผมอยากให้เราอยู่ในสังคมที่เราโอบรับความหลากหลายนี้ ไม่เอาความเชื่อของศาสนาใด ศาสนาหนึ่งมาเป็นกฎเกณฑ์ที่ไปบังคับใช้กับคนที่มีความเชื่อที่ต่างกัน เพราะกฎหมาย ที่จะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้นั้นจะต้องส่งผลดีทั้งในเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล ในเรื่องของ สังคมโดยรวม และเคารพมติของเสียงส่วนใหญ่ ในขณะที่เสียงส่วนน้อยก็มีสิทธิที่จะให้ความเห็น และได้รับการคุ้มครองให้มีความเชื่อแบบนั้นเช่นกัน แต่ถ้าเรายังให้มาตรา ๓๐๑ มีโทษจำคุก และลำพังแค่เรื่องของอายุครรภ์ก็ยังเป็นที่ถกเถียงมากมายขนาดนี้ ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ จะไปไม่ถึงจุดประสงค์หลักคือการที่จะทำให้ความปลอดภัยนั้นเกิดขึ้นกับผู้หญิง ความปลอดภัย เกิดขึ้นกับครอบครัว ความปลอดภัยเกิดขึ้นกับแพทย์ที่ต้องมีหน้าที่ในความผิดชอบเหล่านี้ ถ้าเรายังคงมาตรา ๓๐๑ ในลักษณะแบบนี้เอาไว้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับ ทางกรรมาธิการว่าถ้าเรามีมาตรา ๓๐๕ อยู่แล้ว เราตัดมาตรา ๓๐๑ ออกได้เลยนะครับ หรืออย่างน้อยเรากลับไปที่การเพิ่มความชัดเจนให้กับมาตรา ๓๐๑ ไม่ให้เกิดความกลัว ไม่ให้เกิดการตีความที่ไม่ชัดเจนและอ่านในมาตราเดียวที่รู้เรื่องเลยว่าถ้าเราอยู่ในหลักเกณฑ์ ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้นผู้หญิงเหล่านั้นไม่สมควรมีความผิดแม้แต่นิดเดียว ขอบคุณครับ