ชลน่าน สนับสนุนแก้มาตรา 301 รองรับทำแท้งถูกกฎหมายภายใน 360 วัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓

ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 301 และ 305 ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ พร้อมเสนอข้อสังเกตให้กรรมาธิการพิจารณา โดยระบุว่าการห้ามทำแท้งขัดกับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้หญิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องปรับกฎหมายให้สอดคล้อง โดยเสนอให้กำหนดอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือเกินกว่านั้นหากพบความผิดปกติของทารกตามเกณฑ์แพทยสภา พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดทำกฎหมายลูกภายใน 360 วันเพื่อป้องกันช่องว่างทางกฎหมายและคุ้มครองทั้งแพทย์และผู้ป่วย.

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายในวาระรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิก ได้เสนอหลักการและเหตุผลต่อสภา ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อยประเด็นที่จะกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องการรับหลักการ ด้วยหลักการและเหตุผลที่เสนอมานี่ผมเห็นชอบครับ ที่จะรับหลักการ แต่มีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลที่ผมรับหลักการ และมีประเด็นข้อสังเกตที่จะฝากไปยังกรรมาธิการ

ประเด็นที่ ๑ เหตุผลที่ต้องมีการปรับแก้กฎหมายฉบับนี้เรื่องใหญ่ก็คือว่า มีคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ซึ่งเพื่อนสมาชิก แล้วก็ทางตัวแทนของคณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภาไปแล้วนะครับ เรื่องนี้ถือว่าสําคัญ ท่านประธานครับ ถือว่าสําคัญเป็นเหตุผลแรกเลยเพราะว่าสิ่งที่ผู้ร้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ศาลมีคําวินิจฉัยว่า บทบัญญัติความผิดฐานหญิงทําให้ ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทําให้ตนเองแท้งลูกตามมาตรา ๓๐๑ ประมวลกฎหมายอาญา ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๘ ว่าด้วยบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกายของตัวเองไม่ว่าจะกระทําหรือไม่กระทํา อันนี้คือสาระสําคัญ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเขียนไว้ชัดเจนท่านประธานครับ ผมเอาเฉพาะประเด็นที่ศาลวินิจฉัย ประเด็นแรกสุดก็คือเรื่องของเป็นการกระทบสิทธิ กรณีที่จะดูแลสิทธิเฉพาะทารกในครรภ์ของหญิง แล้วไม่คํานึงถึงสิทธิของหญิงที่ตั้งครรภ์นั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในการที่จะกระทําต่อตนเองในชีวิตและร่างกาย เป็นเสรีภาพ เป็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เลย ถ้ามองด้านเดียวไม่มองเรื่องของ สิทธิสตรี ซึ่งกฎหมายเดิมเป็นอย่างนั้นครับ กฎหมายเดิม มาตรา ๓๐๑ เขียนไว้ว่า หญิงใดทําให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทําให้ตนเองแท้งลูกต้องระวางโทษจําคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ บทบัญญัตินี้ศาลบอกว่า การเขียนอย่างนี้เป็นการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของหญิงเกินความจําเป็น เกินความจําเป็น แล้วก็มีข้อวินิจฉัยว่ากรณีถ้าไปไม่มองความสมดุลของชีวิตในครรภ์กับชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ ตรงนั้นเองจะเป็นเหตุให้นํากฎหมายมาใช้บังคับเกินความจําเป็น นั่นหมายความว่า ทารกในครรภ์และหญิงตั้งครรภ์ต้องมีหลักความสมดุลกัน ก็เลยเขียนในคําวินิจฉัยว่า โดยที่ไม่จํากัดระยะเวลาการตั้งครรภ์อาจจะเป็นการละเมิดสิทธิตามความจําเป็น ประเด็นนี้ ทางกรรมาธิการต้องให้ความสนใจนะครับ เพราะว่าถ้าเราแก้ไปแล้วไม่ได้แก้คําวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ทํากฎหมายไปแล้วยังละเมิดหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญอยู่อีกนั่นหมายความว่า สภาเราเองก็ไม่ได้ตอบหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไว้นะครับ

ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นที่ ๒ ก็เป็นข้อวินิจฉัยว่าให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไปจัดทํากฎหมายภายใน ๓๖๐ วัน ก็คือ ๑ ปี เขียนอยู่ในหลักการและเหตุผล มันมีความจําเป็นครับ เพราะว่าคําวินิจฉัยมีผลผูกพันทุกองค์กร กฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญใช้บังคับมิได้ พอพ้น ๓๖๐ วันไปแล้วใช้บังคับไม่ได้ ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับสิ่งที่ เกิดขึ้นนะครับอันตรายมาก อย่าว่าแต่แท้งเสรีเลยครับ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือไม่มีหลักเกณฑ์ หรือกฎหมายใดที่จะมาคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานทางด้านการแพทย์ ถ้าไม่มีการตรากฎหมาย ออกมารองรับแพทย์ผู้กระทําในเรื่องนี้ก็จะผิดทั้งหมด เพราะเดิมนี่แพทย์ได้รับอนุญาตให้ทํา กรณีถ้าเป็นอันตรายต่อหญิงคนนั้นทั้งชีวิตและร่างกาย รวมถึงบุตรในครรภ์ด้วยนะครับ ก็สามารถกระทําได้ตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา ถ้าเป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ เกี่ยวกับ ประมวลกฎหมายอาญาทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่ากระทําชําเราข่มขืนทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิด การตั้งครรภ์แพทย์สามารถทําแท้งให้ได้โดยชอบด้วยกฎหมายไม่ถือเป็นความผิด เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นครับที่เราจะต้องเร่งรีบกฎหมาย เร่งรีบที่จะทํากฎหมายนี้ออกมา ให้รองรับก่อนวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผล ความจําเป็นอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า โทษอาญาตามมาตรา ๓๐๑ มันเป็นโทษหนักครับ เป็นโทษหนัก และการเขียนกฎหมายเมื่อ ไม่มีกําหนดระยะเวลาชัดเจนมันย่อมไปเอาหลักเกณฑ์ทางการแพทย์มาเป็นตัวกําหนด หลักเกณฑ์ทางการแพทย์ท่านประธานครับ ตั้งครรภ์ต่ํากว่า ๒๘ สัปดาห์ลงมาคือ ๗ เดือน ถ้ามีการยุติการตั้งครรภ์ไม่ว่าจะออกมาเองหรือมีบุคคลทําให้ออกนี่นะครับ หมายถึงบุตรนะ ครับ หมายถึงลูก เขาถือว่าแท้ง จะมีชีวิตหรือไม่ก็ถือว่าแท้งครับ ถ้าต่ํากว่า ๒๘ สัปดาห์ แต่ถ้าเกิดออกมาเกิน ๒๘ สัปดาห์ขึ้นไปเขาเรียกว่าคลอดครับ คลอด ชีวิตบุคคลเริ่มตั้งแต่ คลอดอยู่รอดเป็นทารกมาจากตรงนี้ละครับ การใช้หลักเกณฑ์ตรงนี้นั่นหมายความว่า ใครก็ตามที่ไปทําแท้งด้วยตนเอง หรือทําให้คนอื่นทําให้ต่ํากว่า ๒๘ สัปดาห์ลงมา เป็นความผิดหมดครับ เป็นความผิดหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการหลีกเลี่ยงก็คือ ไปทําแท้งเถื่อน หลีกเลี่ยงหลบกฎหมายได้ และบ้านเราเมืองเราการบังคับใช้กฎหมาย มีประวัติที่แย่ที่สุดในโลกท่านประธานครับ เลวร้ายที่สุดในโลกเหมือนแรงงานเถื่อนนี่ อย่างไรครับ นี่ตัวอย่าง เพราะฉะนั้นแท้งเถื่อนก็เกิดขึ้นจากสภาพการบังคับใช้กฎหมาย ใช้ดุลยพินิจ ใช้อํานาจในการเรียกรับประโยชน์ต่าง ๆ ตรงนี้เองก็เป็นเหตุผลที่มีความจําเป็น ที่จะต้องแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ประเด็นที่ผมฝากครับว่า การแก้ไขมาตรา ๓๐๑ เติมอายุครรภ์ลงไป ตามคําวินิจฉัยรัฐธรรมนูญว่า ๑๒ สัปดาห์เหมาะสมหรือไม่ก็เป็นข้อถกเถียงที่ไปพูด ในกรรมาธิการ เหตุที่กําหนด ๑๒ สัปดาห์มีเหตุผลหลักอยู่ ๒ เรื่อง ตามที่ผมได้เรียนรู้มา

เรื่องที่ ๑ เพื่อสุขภาพแม่ การทําแท้งที่ปลอดภัยครับถ้าต่ํากว่า ๓ เดือน ปลอดภัยสําหรับแม่

เรื่องที่ ๒ ผมขออีกนิดเดียวท่านประธานครับ เรื่องที่ ๒ ครับ การที่จะบอกว่า คุ้มครองสิทธิของคนที่อยู่ในครรภ์ถ้าเกิดมาจะมีชีวิตรอดหรือไม่ ถ้ามากกว่า ๑๒ สัปดาห์ เข้าไปนะครับ หรือ ๒๐ สัปดาห์เขามีโอกาสที่จะรอดเป็นบุคคลได้ แต่ถ้าต่ํากว่า ๑๒ สัปดาห์ อย่างไรก็ไม่มีรอดเป็นบุคคล

เพราะฉะนั้นหลักสมดุลตรงนี้เขาเลยมาคํานวณ แต่สิ่งที่ผมฝากนะครับว่า การวินิจฉัยโรคที่อยู่ในครรภ์สําหรับทารกที่อยู่ในครรภ์นี่ด้วยความรู้ ความสามารถ และเทคโนโลยีทางการแพทย์บางครั้ง ๑๒ สัปดาห์ลงมาอาจจะไม่มีศักยภาพพอนะครับ เราเจาะน้ําคร่ํามาตรวจ สารพันธุกรรมหรือรหัสพันธุกรรม ๔ เดือน ๕ เดือนทําได้ง่ายสุด ถ้ามีความจําเป็นอย่างนั้นกฎหมายเก่าอนุญาตนะครับ แพทย์เจาะออกมาปุ๊บพบว่า มีความผิดปกติทางพันธุกรรมสามารถทําแท้งออกได้นะครับ โดยเฉพาะก่อน ๕ เดือน ก่อน ๕ เดือนอันนี้ทําได้ ถ้าหลังจากนั้นอันตรายสําหรับแม่ เรื่องเหล่านี้ฝากกรรมาธิการ ไปพิจารณาดูครับ แต่มีข้อดีอยู่นิดหนึ่งครับที่เขียนไว้ในมาตรา ๓๐๕ นะครับ มาตรา ๓๐๕ เขียนใหม่ว่า ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา ๓๐๑ หรือมาตรา ๓๐๒ เป็นการกระทําของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และ นะครับ และ ขีดเส้นใต้นะครับ ตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้กระทําไม่มีความผิด หลักเกณฑ์ของ แพทยสภานี้ฝากกรรมาธิการไปดูจะเชื่อมโยงไปที่มาตรา ๓๐๑ ที่กําหนด ๑๒ สัปดาห์ อย่างไร ตรงนั้นเป็นตัวล็อก (Lock) กฎหมายเขียนอย่างนั้น ถ้ามาตรา ๓๐๕ เปิดช่องอย่างนี้ ก็เขียนให้ชัดในเจตนารมณ์ว่าถ้าแพทย์พบเจอว่าเด็กทารกอยู่ในครรภ์เกิน ๑๒ สัปดาห์มา เขาสามารถที่จะยุติการตั้งครรภ์ได้ ก็ฝากเป็นประเด็นครับ โดยสรุป ท่านประธานครับเห็นด้วยกับหลักการ แล้วก็ขอรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ฝากให้ กรรมาธิการไปดําเนินการต่อครับ ขอบพระคุณครับ