วิษณุ เครืองาม ชี้แจงความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมายมาตรา 301 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ยกเลิกบทบัญญัติที่ห้ามทำแท้งโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งกำหนดกรอบกฎหมายใหม่ภายใน 360 วันเพื่อคุ้มครองทั้งสิทธิของทารกและมารดาอย่างสมดุลก่อนที่กฎหมายเดิมจะสิ้นผลบังคับใช้
ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาในตอนนี้กราบเรียนถึงเหตุผลความจําเป็นในการแก้ไขกฎหมาย เข้ามาในครั้งนี้ดังนี้ครับ เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๒ ปีที่ผ่านมา ได้มีผู้ร้องยื่นเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๕ ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้เวลาพิจารณาอยู่ประมาณ ๒ ปี จนกระทั่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์คือต้นปี ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติในมาตรา ๓๐๑ มีหลักการสําคัญก็คือกําหนดความผิดของหญิงที่ทําให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทําแท้ง ให้แก่ตน ซึ่งจะเป็นความผิดอาญา มีโทษจําคุก มีโทษปรับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ก็คือศาลเห็นว่าการที่กําหนดความผิดของหญิงซึ่งทําให้ตนแท้งลูก หรือยอมให้บุคคลอื่น ทําให้ตนแท้งลูกกลายเป็นความผิดอาญานั้น เจตนาก็คือต้องการที่จะคุ้มครองสิทธิของทารก ที่อยู่ในครรภ์มารดา แต่ขณะเดียวกันเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ความคิดความเห็น เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลความจําเป็นในสังคมมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ในประเทศไทยหรือในนานาประเทศก็ตามที จนกระทั่งได้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติที่มี ข้อความทํานองดังกล่าวไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความเห็นว่าการที่จะ คุ้มครองสิทธิของทารกที่อยู่ในครรภ์มารดานั้นก็มีเหตุผลและสมควรอยู่ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องคํานึงถึงสิทธิของหญิงซึ่งตั้งครรภ์ ทั้งนี้ สิทธิของทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาและสิทธิ ของหญิงตั้งครรภ์ซึ่งเป็นมารดาควรจะมีการพิจารณาให้เกิดความสมดุลกัน ได้สัดส่วนต้องกัน นั่นแปลว่าการที่จะกําหนดให้หญิงซึ่งตั้งครรภ์ทําแท้งไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และไม่ได้ คํานึงถึงอายุหรือระยะเวลาของการตั้งครรภ์เลยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะพิจารณา ในแง่ของเหตุผลความจําเป็นทางการแพทย์หรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม โดยเฉพาะก็คือเหตุผล ในทางสังคม เมื่อนํามาชั่งน้ําหนักเทียบเคียงกันเช่นนี้ก็มีคําแนะนําว่าที่จริงแล้วก็ควรจะ คํานึงถึงช่วงระยะเวลาหรืออายุในการตั้งครรภ์ว่าเท่าใดจึงจะพอสมพอควรที่ควรจะอนุญาต ให้หญิงซึ่งเป็นมารดาและตั้งครรภ์นั้นมีสิทธิที่จะสามารถทําแท้งได้ เพื่อสุขภาพของตนเอง ไม่ว่าสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต ตลอดจนกระทั่งเพื่อความจําเป็น ในทางสังคม ในทางเศรษฐกิจและในทางอื่น ๆ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยเช่นนี้ โดยปกติแล้วคําวินิจฉัยก็จะมีผลทันที นั่นแปลว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดเงื่อนไข เงื่อนเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ทันทีที่ศาลได้มีคําวินิจฉัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บทบัญญัติ มาตรา ๓๐๑ ก็จะเป็นอันขัดต่อรัฐธรรมนูญและใช้บังคับไม่ได้ คือสิ้นผลไปทันที ผลก็จะกลายเป็นว่าเสมือนหนึ่งไม่มีมาตรา ๓๐๑ อยู่ หญิงทั้งหลายก็จะสามารถทําแท้งได้ โดยไม่มีเงื่อนไข เงื่อนเวลาใด ๆ มาเป็นข้อกําหนด ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาใคร่ครวญ แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันใดเช่นนั้น อาจจะทําให้เกิดปัญหาอื่นตามมา จึงได้ ใช้อํานาจตามความในกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญเอง กําหนดเงื่อนไขเงื่อนเวลาไว้ว่า คําวินิจฉัยเช่นนี้ให้ทอดระยะเวลารอไป ๓๖๐ วัน หรือประมาณ ๑ ปี เพื่อให้โอกาส ผู้เกี่ยวข้องนั่นก็คือรัฐ ไปดําเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเสีย จะกําหนดเงื่อนไข จะกําหนดสิ่งใดเพื่อรองรับให้การทําแท้งเป็นไปด้วยความรอบคอบ และแสดงให้เห็นว่า การทําแท้งจะสามารถทําได้ก็ควรจะเป็นกรณีสุดท้ายที่ไม่สามารถจะป้องกันหรือเยียวยา ด้วยเหตุอย่างอื่นได้ จึงจะเป็นความเหมาะสม กําหนดระยะเวลา ๓๖๐ วันนั้น จึงทอดระยะเวลายาวนาน ซึ่งก็จะมาครบกําหนดในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ คืออีกประมาณ ๕๐ วันข้างหน้านี้ นั่นแปลว่าเมื่อถึงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ หากการปรับปรุงแก้ไขการตั้งเงื่อนไข เงื่อนเวลาใด ๆ ยังไม่ได้เกิดขึ้น มาตรา ๓๐๑ จะเป็น อันสิ้นผลทันที การทําแท้งก็จะเกิดขึ้นได้โดยเสรีไม่มีเงื่อนไข เงื่อนเวลาใด ๆ และหญิงผู้ทําแท้ง หรือยอมให้ผู้อื่นทําแท้งจะไม่มีความผิดอาญาใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อรัฐบาลได้ทราบความนี้จึงได้มี มติคณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาเพื่อดําเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และหามาตรการ ทั้งในด้านการแพทย์ กฎหมายและสังคม เพื่อรองรับคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว มิให้การทําแท้งเกิดขึ้นโดยปราศจากมาตรการใด ๆ มารองรับ รัฐบาลได้มอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเจ้าภาพในการหารือกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม สํานักงานอัยการสูงสุด สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และองค์กร ภาคเอกชน องค์กรวิชาชีพ เช่น แพทยสภา ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น คณะทํางานดังกล่าวได้ประชุมหารือกันแล้ว ในที่สุดก็มีความเห็นว่าสมควรจะแก้ไขมาตรา ๓๐๑ และเมื่อแก้แล้วก็ควรจะแก้ไขมาตรา ๓๐๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้สอดคล้องกัน สิ่งที่ควรแก้ไขในมาตรา ๓๐๑ ก็คือการยอมให้หญิงซึ่งตั้งครรภ์สามารถทําแท้งได้ หรือยอมให้ ผู้อื่นทําแท้งให้แก่ตนได้ ถ้าหากว่าอายุการตั้งครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์ หรือ ๑ ไตรมาส หรือประมาณ ๓ เดือน ซึ่งเรื่องนี้ใช้เหตุผลทางการแพทย์เข้าไปจับและเทียบเคียงกับ ที่ได้ใช้กันอยู่ในบางประเทศ เช่นประเทศเยอรมนี เป็นต้น โดยพิจารณาเห็นว่ากําหนด อายุครรภ์ต่ํากว่า ๑๒ สัปดาห์ หรือ ๓ เดือนนั้น สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในครรภ์มารดายังเป็นตัวอ่อน ยังไม่ถึงขนาดเป็นตัวตน และในกรณีเช่นนี้ การทําแท้งก็ทําได้ง่าย ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของหญิงผู้เป็นมารดา คือมารดาจะมี ความปลอดภัยสูงมาก ผิดกับถ้าหากปล่อยให้มีการทําแท้งหลังอายุการตั้งครรภ์เกิน ๓ เดือน อาจจะมีความเสี่ยง และวิธีการทําแท้งอาจจะซับซ้อนเกินกว่าที่จะปฏิบัติต่อหญิงที่ตั้งครรภ์ และอายุครรภ์น้อยกว่า ๑๒ สัปดาห์ เรื่องนี้แน่นอนที่สุดที่ต้องฟังความเห็นของคณะแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ จึงได้หารือกับแพทยสภาอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งในที่สุดได้ข้อยุติว่าจะกําหนด อายุครรภ์ที่จะยอมให้มีการทําแท้งไว้ที่ ๑๒ สัปดาห์ จึงได้แก้ไขมาตรา ๓๐๑ ให้มีข้อความ ครอบคลุมเช่นว่านั้น และเมื่อแก้ไขเช่นนี้แล้วก็ตามไปแก้ไขมาตรา ๓๐๕ ซึ่งเดิมทีเป็นการเอาผิด บุคคลอื่นที่ทําให้หญิงแท้งลูก ซึ่งเดิมก็มีข้อยกเว้นว่าอาจจะยอมให้มีการทําแท้งให้แก่บุคคลอื่น โดยผู้ทําแท้ง เช่น เป็นแพทย์ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่มีความผิดเอาไว้อยู่บ้างแล้ว เช่น หากการทําแท้งนั้นจําเป็นเพื่อสุขภาพของหญิงผู้เป็นมารดา หรือเพื่อประโยชน์ของทารก ที่อยู่ในครรภ์มารดา ครั้งนี้ก็จะได้แก้ไขให้มีข้อยกเว้นเพิ่มมากขึ้น เช่น กรณีที่หญิงผู้เป็นมารดา ถูกข่มขืนกระทําชําเรา หรือมีเหตุอย่างอื่นที่สมควรจะแก้ไขและยกเว้นความรับผิด รวมทั้ง ได้แก้โทษแก่หญิงที่ทําแท้งโดยที่ตนเองได้ตั้งครรภ์ ซึ่งเดิมมาตรา ๓๐๑ กําหนดโทษไว้ค่อนข้างสูง ก็ลดอัตราโทษลงมาให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงจนเกินควร ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลความจําเป็น ที่นํามาซึ่งการแก้ไขกฎหมาย และต้องขอขอบพระคุณที่สภาผู้แทนราษฎรได้กรุณายกเว้น งดใช้ข้อบังคับ เพื่อที่จะทําให้นําร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาได้รวดเร็ว เพราะขณะนี้ก็คงจะต้องเป็นการทํางานแข่งกับเวลา เพื่อที่จะให้การแก้ไขลุล่วงจนกระทั่ง ประกาศใช้เป็นกฎหมายใหม่ได้ทันในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ หรืออีกประมาณ ๕๐ วัน ข้างหน้าดังกล่าว ทั้งนี้การดําเนินการแก้ไขครั้งนี้ได้ดําเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ ปรึกษากับคณะแพทย์ สูตินรีเวช นักกฎหมาย รวมทั้งได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ที่เป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ใช้ความรู้ในทางวิชาการ วิชาชีพที่ท่านถนัดชัดแจ้งมาร่วม ในการพิจารณาให้ความเห็นด้วย การดําเนินการได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และอาจจะทําละเอียดรอบคอบกว่าการปฏิบัติต่อร่างพระราชบัญญัติหลายฉบับที่ผ่านมา กล่าวคือได้มีการเปิดรับฟังความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคเอกชน ต่อจากนั้นก็ยังดําเนินการรอบ ๒ ด้วยการนําเอาร่างพระราชบัญญัติสื่อสาร โดยผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้มีผู้แสดงความเห็นเข้ามา แล้วก็ยังดําเนินการ ประการที่ ๓ คือเชิญชวนให้มีหนังสือติ ชม หรือข้อเสนอแนะเข้ามา ซึ่งก็มีผู้ลงชื่อเสนอ ความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้ามาเป็นจํานวนนับหมื่นราย ทั้งหมดนี้จึงได้ใช้เวลา ในการดําเนินการค่อนข้างนานอยู่หลายเดือน จนกระทั่งมาถึงบัดนี้การดําเนินการสําเร็จ เสร็จสิ้นเรียบร้อย การรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้นําร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อกรุณาพิจารณา ซึ่งก็มีหลักการที่ค่อนข้างจะกว้าง ๆ ดังกล่าว ถ้าหากว่าสภารับไว้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการจะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไข หรือสิ่งใดที่จะทําให้การทําแท้งเป็นไปด้วยความรัดกุมไม่เกิดความสุ่มเสี่ยง และทําให้เกิด ความปลอดภัยแก่หญิงมารดาผู้ตั้งครรภ์ ตลอดจนทารกในครรภ์มารดา ไม่ผิดศีลธรรม มนุษยธรรมจนเกินสมควรแก่เหตุ โดยคํานึงถึงมาตรฐานที่ใช้อยู่ในวงการแพทย์ ทั้งในประเทศไทยและนานาประเทศ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานมาดังที่กล่าวนี้ครับ