ปดิพัทธ์ สันติภาดา วิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของการกระจายอำนาจและการบริหารงบประมาณของท้องถิ่น โดยชี้ให้เห็นปัญหาโครงสร้างรัฐราชการรวมศูนย์ที่ไร้ประสิทธิภาพซึ่งส่งผลให้บริการสาธารณะแย่ลง และเรียกร้องให้รัฐบาลมีความจริงใจในการปฏิรูปกฎหมายและระเบียบเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างอิสระ โปร่งใส และยุติธรรมในวันที่ ๒๐ นี้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหา แล้วก็ อุปสรรคของการบริการสาธารณะ แล้วก็เรื่องของการกระจายอำนาจ ทีนี้หลักเกณฑ์ ของพวกเราทุกคนในห้องนี้ หลักการและเป้าหมายผมคิดว่าเราทุกคนก็ไปในทิศทางเดียวกัน ว่าทิศทางของความเจริญ ความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดในประเทศนี้ และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนนั้นจะต้องกระจายอำนาจ แต่ที่เราจะต้องมาศึกษาปัญหา ของเรื่องนี้ก็เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันไม่เคยอยู่ในวาระของประเทศ แล้วก็อยู่ในวาระของผู้นำ ของประเทศหรือเปล่านะครับ จุดมุ่งหมาย ความจริงใจ แล้วก็การกระจายอำนาจนั้น มันสอดคล้องไปกับเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย และการยุติรัฐราชการรวมศูนย์ แต่ถ้าเรายังปล่อยให้มีการยึดอำนาจ และมีการสืบทอดอำนาจ รวมถึงการรับใช้รัฐบาล ที่มาจากการสืบทอดอำนาจ การกระจายอำนาจของเราผมยังไม่เห็นแววว่ามันจะเป็นไปได้ จริงหรือเปล่านะครับ เพราะหลังจากที่ผมได้ทนอยู่กับคุณประยุทธ์มาประมาณเกือบ ๒ ปีนี่การกระจายอำนาจก็ยังไม่เคยอยู่ในความคิดของท่านแต่อย่างใด
ทีนี้ถ้าเราดูภาพการบริการสาธารณะที่มันเกิดขึ้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องงบประมาณ แต่อย่างเดียวนะครับ งบประมาณขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาททุกปี ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาททุกปี แต่ทำไมบริการสาธารณะของภาพรวมทั้งประเทศแย่ลง ถนนหนทางแย่หมด ชาวพิษณุโลกยังต้องใช้น้ำประปาที่เป็นสีน้ำตาลอยู่ เรากำลังพูดถึง เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่วางอยู่บนโครงสร้างที่ไร้ประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ บริการสาธารณะมากมายที่เราได้เห็นและเป็นปัญหา จนพวกเราต้องเอาเรื่องพวกนี้ มาคุยในสภา ๒ นาที ท่านประธานครับ ผมต้องแบกเรื่องจากพิษณุโลกเข้ามาที่สภาแห่งนี้ แล้วใช้เวลาได้แค่ ๒ นาที ต่อเวลา ๒-๓ เดือนพูดถึงปัญหาของคนพิษณุโลก อันนี้คือ ความล้มเหลวของการกระจายอำนาจครับ เรื่องของขยะที่หน้าบ้านเขา ทำไมเขาไม่สามารถ ไปจัดการที่เทศบาลของเขาเองได้ ทำไมน้ำประปาที่จังหวัดพิษณุโลกเขาไม่สามารถคุยกับ อบต. ของเขาเองได้ ต้องฝากผู้แทนมาคุยในสภา กว่าเรื่องจะเข้าที่สภา แล้วโยนกลับไปที่ ท้องถิ่น ท่านประธานครับนี่คือความเดือดร้อนวนไปวนมาที่ผมคิดว่านี่คือความพังพินาศ ของระบบบริหารของประเทศนี้ ท่านประธานครับ งบประมาณของ อปท. พิษณุโลก ปีหนึ่งเอามารวม ๆ โปะ ๆ กันนี่ อบจ. อบต. เทศบาล ๗,๖๐๐ ล้านบาท อำเภอเล็ก ๆ อย่างชาติตระการมี ๓๐๙ ล้านบาท เนินมะปราง ๓๙๒ ล้านบาท ใหญ่ขึ้นมาเป็นบางระกำ ๗๙๗ ล้านบาท พรหมพิราม ๗๕๒ ล้านบาท เรื่องพวกนี้ งบประมาณพวกนี้เอามาวางอยู่ในระบบรัฐราชการรวมศูนย์ ตอนนี้พวกเขา ยังต้องใช้รถเมล์คันเดิมตั้งแต่ผมเกิดเดินทางจากอำเภอของเขาเข้ามารับบริการทางสาธารณะ โรงพยาบาล แล้วก็หน่วยราชการที่อยู่ในอำเภอเมือง อันนี้คือการใช้งบประมาณที่ล้มเหลว เพราะฉะนั้นทางออกของเรื่องนี้กรรมาธิการก็คงต้องไปที่ประเด็นสำคัญเลยครับ เรื่องเทคนิคก็มี ในเรื่องของระเบียบ ในเรื่องของกฎหมายของระดับย่อย ๆ ต่าง ๆ แต่มันอยู่ที่การที่เรา อยู่ในรัฐบาลที่มีความจริงใจต่อการกระจายอำนาจหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นรายงานของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็จะเป็นอีกแค่ ๑ รายงาน ซึ่งจริง ๆ เรามีพอแล้ว มีหนังสือเกี่ยวกับ การกระจายอำนาจเข้าไปเซิร์ช (Search) ในเว็บไซต์ (Website) มีข้อมูลของสถาบัน พระปกเกล้า ทุกคนมีข้อมูลหมด แต่ปัญหาก็คือว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำหรือเปล่า นี่ผม ค่อนข้างกังวลมากว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็อาจจะเสียเวลาได้ ต่อให้ผมเห็นด้วยกับ การตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาก็ตาม เพราะฉะนั้นนี่เป็นภารกิจระดับประเทศนะครับ ที่เราจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีความจริงใจต่อการกระจายอำนาจ ผมคิดว่า ส.ส. พรรครัฐบาล ก็อภิปรายเยอะอยากกระจายอำนาจ แต่ก็ต้องกลับไปคุยกับผู้นำรัฐบาลว่าอยากกระจายอำนาจ จริงหรือเปล่า ทั้งที่ท่านมาจากการยึดอำนาจ แล้วทีนี้สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า นอกจากจะเป็นภารกิจระดับประเทศที่เราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องปรับปรุง โครงสร้างของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แล้วก็ระเบียบต่าง ๆ ความสำคัญอยู่ที่ ประชาธิปไตยในท้องถิ่น คือคนพิษณุโลกและคนทุกจังหวัดจะต้องมีอำนาจในการตัดสินใจ เลือกผู้บริหารของเขาเอง การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมาถึงในวันที่ ๒๐ นี้ กกต. ตั้งเป้า ผู้มาใช้สิทธิ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่เขาอยากจะให้คนไปใช้สิทธิ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นประชาชนมีความรู้เรื่องบัตรเลือกตั้งเลย จะกาอย่างไรก็ยังไม่รู้ ยังไม่มี ความเข้าใจ ยังไม่มีความพยายามจากรัฐบาลที่จะให้ประชาชนกลับบ้านไปเลือกตั้งได้ ท่านประธานครับ การจัดวันเลือกตั้งที่ไม่ตรงกับวันหยุดยาวและมีวันหยุดยาวมาคร่อมในช่วง ปลายปีแบบนี้ประชาชนหลายคนไม่มีเงินที่จะกลับบ้านไปเลือกตั้ง นี่เป็นความจงใจหรือเปล่า ผมไม่ได้พูดลอย ๆ เพราะสวนดุสิตโพลล์ (Poll) สำรวจเรียบร้อยแล้วนะครับ ประชาชน ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้สูง มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์บอกว่าการเลือกตั้งนี้สำคัญ แต่มีความเชื่อมั่นในกระบวนจัดการเลือกตั้งต่ำครับท่านประธาน เชื่อมั่นในกระบวนการ จัดการเลือกตั้งแค่ ๑๔.๔๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ค่อยเชื่อมั่น ๓๙.๗๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่เชื่อมั่นเลย ๑๔.๒๙ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ มองไปที่หน้าของรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย มองไปที่หน้าของ กกต. มองไปที่หน้าขององค์กรที่จัดการเลือกตั้งแล้ว แล้วโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งรอบนี้โปร่งใส ยุติธรรมหรือเปล่า นี่เองอาจจะต้องเป็นบทพิสูจน์อันหนึ่งของคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า เราจะศึกษาอย่างไรให้การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นเป็นอิสระออกจากการยึดโยงของรัฐราชการ ออกจากหัวคะแนนอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ออกจากการที่จะต้องถูกการเมืองภาพใหญ่นั้น แทรกแซงและตัดตอนไม่ให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น นี่เราเลือกตั้งท้องถิ่นเกือบ ๒ ปี หลังจากที่มี การเลือกตั้งใหญ่นะครับ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ที่ประชาชนจะเอาอำนาจคืนมา แล้วตัดสินอนาคตของพวกเขาเอง ไม่ต่างจากการเลือกตั้งทั่วไปเลย ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เองผมคิดว่าด้านรายละเอียดและเทคนิคเรามีทรัพยากรมากมาย แต่ผมอยากจะ อภิปรายและสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ไปที่หัวใจของการกระจายอำนาจเลยครับ ก็คือรัฐไทยถ้าจริงใจและมีความคิดที่จะกระจายอำนาจจะต้องเห็นสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป ในปีหน้าคือการจัดการงบประมาณแบบใหม่ ถ้าปากบอกอยากกระจายอำนาจ แต่ยังเป็น งบฝากโอนและยังเป็นการจัดสรรงบที่ต่ำขนาด ๒๙.๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ ตัดไปตัดมาเหลือ ๒๔ เปอร์เซ็นต์แบบนี้ศึกษากระจายอำนาจไปไม่มีประโยชน์นะครับ
แล้วประการต่อมา ที่จะต้องเข้าไปที่หัวใจของเรื่องนี้เลยคือการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้การกระจายอำนาจอยู่ในวาระสำคัญของประเทศและผลักดันให้รัฐบาล จะต้องทำให้ได้ แม้เราต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีก็ตามนะครับ ขอบคุณครับ