กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยเฉพาะการผลักดันรถไฟฟ้า สถานีชาร์จที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ และโครงการพลังงานทางเลือกอย่างโรงไฟฟ้าขยะและชีวมวลที่ยังค้างอยู่ พร้อมเรียกร้องให้ กกพ. เร่งดำเนินการ ชี้แจงการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพื่อสนับสนุนทั้งเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้มารับฟังรายงานของ กกพ. หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการ พลังงาน ผมอยากจะมีข้อแลกเปลี่ยนแล้วก็มีข้อสังเกตนิดหนึ่งคือในประเด็นของ วิสัยทัศน์ของท่าน ในเรื่องของการสร้างความสมดุลทางด้านพลังงาน ทีนี้ผมเปิดรายงาน ในเล่มอย่างเร็ว ๆ ผมก็ยังไม่ค่อยเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมในเรื่องของการส่งเสริมให้ ประชาชนลดการใช้พลังงานและใช้พลังงานทดแทนอื่น อย่างกรณีเช่นการส่งเสริมให้รถอีวี (EV) เป็นที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในหน้า ๓๒ ที่ท่านได้มีอยู่ในรายงานในเรื่องของ การกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์สถานีอัดประจุที่แบ่งเป็น ๒ อย่าง ที่มีขนาดเกิน ๑,๐๐๐ แล้วก็น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ตรงนี้ผมเข้าใจว่าเป็นหลักการ แต่ผมอยากจะทราบว่าจริง ๆ แล้ว ในทางนโยบายเลยมีข้อใดบ้างที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการดำเนินในการติดตั้งเครื่อง ประเภทนี้ เพราะว่ามันเรียกว่าเป็นไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ดูจากตัวเลขได้ครับ ผมไม่แน่ใจ ว่าปี ๒๕๖๑ เท่าไร แต่ว่าปี ๒๕๖๒ ตัวเลขรถที่จดทะเบียนใหม่เป็นรถที่เป็นรถไฟฟ้าจริง ๆ เพียงแค่ ๓๒,๒๔๘ คัน ตีเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วน่าตกใจมากครับ ๑.๐๖ เปอร์เซ็นต์ของรถใหม่ ทั้งหมด มันแสดงให้เห็นว่าอะไรครับ แสดงให้เห็นว่าภาคประชาชน ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ในการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อรถที่จะเปลี่ยนมาเป็นพลังงานที่เป็นพลังงานทางเลือก และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นรถบริการ สาธารณะ ที่น่าเสียใจคือแม้แต่รถของภาคราชการเองก็ยังไม่มีการพูดถึงว่าจะต้องสนับสนุน ให้มีการใช้เป็นรถอีวี (EV) เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าไม่มีดีมานด์ (Demand) ในการใช้ ไฟฟ้าผู้ประกอบการเขาก็ไม่มีทางที่จะไปติดตั้งสถานีการเติมประจุท่านเข้าใจไหมครับ เพราะว่าถ้าสมมุติว่ามันไม่มีรถ สถานีที่ตั้งไปก็ไม่มีใครมาเติม พอไม่มีใครตั้งสถานีเขาก็ไม่มี ความเชื่อมั่นในการซื้อรถมันก็จะวนอยู่อย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วปัญหาที่มันเกิดขึ้นคืออะไร ปัญหาก็คือมลพิษสิ่งแวดล้อมเราก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การใช้พลังงานแทนที่มันจะเป็น พลังงานสะอาดซึ่งทั่วโลกยอมรับแล้ว แต่ว่าในฐานะที่ท่านเป็นคนกำกับนโยบายผมเลย อยากทราบว่าอะไรที่เป็นรูปธรรมที่ท่านเน้นไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือภาครัฐบาลก็ตาม ในการที่จะสนับสนุนในเรื่องของการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้มาใช้รถอีวี (EV) มากขึ้น แล้วก็มันจะตอบโจทย์ในเรื่องของสถานีเติมประจุไฟฟ้า
ส่วนในเรื่องของราคา ราคาค่าบริการของค่าสถานีไฟฟ้าผมมีความเห็นว่าจริง ๆ ท่านควรจะต้องมีการจูงใจให้มากกว่านี้ ผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนมารถอีวี (EV) แล้วค่าไฟฟ้า ค่อนข้างจะถูกลงเยอะถ้าเทียบกับน้ำมันแต่ก็อาจจะยังจูงใจไม่มากพอ เพราะว่าถ้าสมมุติว่า เราลดค่าไฟฟ้าให้มันเห็นทั้งตัวรถใหม่ซึ่งราคารถอีวี (EV) เราก็ทราบอยู่ว่ารถอีวี (EV) มันจะแพง ผมไม่รู้ว่าแพงด้วยกลไกอะไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการผลิตรถอีวี (EV) บอดี้พาร์ต (Body Part) มันก็น้อยแล้วก็มีแค่มอเตอร์ชิ้นเดียว ราคาอาจจะสูงในเรื่องของ แบตเตอรี่แต่ว่าการเมนเทนแนนซ์ (Maintenance) ก็ต่ำ ผมว่าจริง ๆ ท่านควรจะเอาเรื่องนี้ เป็นบทบาทหลัก โรงไฟฟ้าขยะได้อย่างแท้จริงนะครับ อันนี้ผมถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ติดอยู่ที่ กกพ. เลย เห็นจากรายงานก็ทราบอีกว่าขอมา ๙ ราย ท่านก็ให้แค่ ๑ ราย ไม่ทราบว่าปัจจุบันเป็น อย่างไร อยากให้ท่านได้ชี้แจงเรื่องนี้นะครับ ท่านอาจจะอ้างว่าติดที่กระทรวงมหาดไทย ติดที่ ท้องถิ่นไม่มีความพร้อม ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าในฐานะที่ท่านเป็นหน่วยงานหลักในการที่จะให้ ใบอนุญาตการรับซื้อไฟฟ้าตรงนี้ท่านก็ต้องลงไปดูนะครับ ไปผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเกิดได้น้อยมากก็คือโรงไฟฟ้าชีวมวลหรือโรงไฟฟ้าที่ใช้ วัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรมาเผามาให้ความร้อนเพื่อไปปั่นไฟ โครงการนี้เป็นโครงการ ที่มีประโยชน์มากนะครับ เพราะเป็นการที่นำเศษไม้ ฟางข้าว วัสดุเหลือใช้จากการเกษตร แม้แต่โรงน้ำตาลเองเขาก็มีชานอ้อยที่เอามาเผาให้เป็นพลังงานได้ แต่ผมติดตามมาในช่วง หลายปีที่ผ่านมาท่านก็ไม่ได้เปิดโครงการเหล่านี้เลย ทั้ง ๆ ที่โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นโครงการที่มีประโยชน์มากนะครับ ยกตัวอย่างเช่นอ้อย เขามีชานอ้อยเหลือถ้าเอาไปผลิต ไฟฟ้าได้และขายให้รัฐบาล ขายให้กับการไฟฟ้าได้ก็จะเป็นรายได้ที่สูงขึ้นของโรงน้ำตาล ซึ่งรายได้เหล่านี้ก็จะนำไปแบ่งให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อีกทำให้ราคาอ้อยก็สูงขึ้น หรือแม้แต่ เรื่องของยางพารานะครับ ที่เขาตัดไม้ไปทำเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ก็จะมีเศษไม้ที่เหลือ ซึ่งถ้าเศษไม้เหล่านี้สามารถนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ก็จะส่งผลให้ไม้ที่เกษตรกร ไปขายมีราคาสูงขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ของไฟฟ้า เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเกษตรกรด้วยในการที่เขาจะได้ขายสินค้าเกษตร ของเขาได้ในราคาดีขึ้น แต่ท่านกลับไม่ได้มีโครงการเหล่านี้เลยในช่วงที่ผ่านมา ไม่ให้ ความสำคัญกับเรื่องที่เป็นนโยบายที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนะครับ ก็อยากจะ ถามท่านไว้ว่าท่านมีแนวคิดหรือมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไรที่จะส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่จะช่วยดูแลพี่น้องเกษตรกร
และสุดท้ายคือเรื่องโรงไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสะอาด หรือบางคนใช้ว่า รีนิวเอเบิลเอเนอร์จี (Renewable Energy) เช่น ลม กังหันลม โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ พี่น้องประชาชนสนใจมากนะครับ นักลงทุนก็สนใจกันเยอะอยากจะลงทุน เพราะว่าวันนี้เทคโนโลยี ทั้งโซลาร์ ทั้งวินด์ เทอร์ไบน์ (Wind Turbine) มันมีราคาถูกลงมาก และมีประสิทธิภาพสูง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูก แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีโครงการเหล่านี้ เกิดขึ้นเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เหมือน กกพ. แช่แข็งโรงไฟฟ้าพลังงานหรือรีนิว เอเบิล เอเนอร์จี (Renewable Energy) ซึ่งทั่วโลกเขาส่งเสริมกัน เพราะนอกจากจะเป็น พลังงานที่สะอาดและราคาถูกลงแล้ว ยังลดการนำเข้าก๊าซ ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อ มาปั่นไฟอีกด้วย ผมว่าด้วย ๒-๓ เรื่องที่ผมได้กล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการทำงาน ในการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าในประเทศไม่ตอบโจทย์ของการพัฒนาประเทศเลย เหมือนอยู่ อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีการปรับตัว ไม่มีการแก้ปัญหาเลยนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ ถูกต้อง
แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้คือเรื่องกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งเป็น กองทุนที่ทาง กกพ. เก็บเงินจากโรงไฟฟ้า อย่างโรงไฟฟ้าก๊าซก็จะเก็บเป็น ๑ สตางค์ ต่อกิโลวัตต์-อาวร์ (Kilowatt-hour) โรงไฟฟ้าใหญ่โรงหนึ่งก็เสียประมาณปีหนึ่ง ๑๐๐ กว่าล้านบาทให้กับกองทุน ผมจำตัวเลขที่มาบตาพุดประมาณปีละ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แล้วมิหนำซ้ำโรงไฟฟ้าใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ท่านต้องเก็บเงินแล้วนะครับ เก็บเงินกองทุน ๕๐,๐๐๐ บาทต่อเมกะวัตต์ (Megawatt) บางโรงก็เสียประมาณ ๕๐-๖๐ ล้านบาทต่อปี แม้แต่ในช่วงก่อสร้างยังไม่ได้ผลิตไฟฟ้า เงินเหล่านี้กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเก็บไปทำไมครับ ท่านก็ทราบ เก็บเงินไปเพื่อเอาเงินเหล่านี้ ไปพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้ารัศมี ๕ กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า หรือถ้าโรงไฟฟ้า ขนาดเล็กก็อาจจะเหลือ ๓ กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า อาจจะมีประชาชนได้ประโยชน์จากเงินนี้ ๓-๔ ตำบล ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพราะฉะนั้นเก็บเงินไปแล้วเงินเหล่านี้ท่านต้องส่งกลับไปในชุมชนให้เร็วที่สุด ให้ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบได้นำเงินไปใช้แก้ปัญหาของเขา แก้ปัญหาผลกระทบ หรืออย่างน้อย เอาไปเยียวยาพัฒนาชีวิต พัฒนาชุมชนของเขา ขอสั้น ๆ ครับท่านประธาน แต่ปัจจุบัน ท่านรู้ไหมครับ เงินกองทุนบางแห่งส่งเข้าไป ๓-๔ ปีแล้วยังไม่สามารถนำเงินมาใช้ได้เลย เพราะความล่าช้าของ กกพ. ไม่มีความพร้อม ไม่สามารถจัดตั้งกองทุน ไม่สามารถบริหาร จัดการให้เขานำเงินมาใช้ได้ทัน ซึ่งจริง ๆ วันแรกที่ส่งเงินเข้ากองทุนท่านต้องให้เขาสามารถ รีบนำเงินไปใช้ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน เพื่อลดผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งอันนี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ กกพ. สร้างปัญหาให้กับชุมชนอย่างมากนะครับ ผมดูในรายงานท่าน ท่านเขียนว่ามีการอนุมัติโครงการไปปีละ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ท่านไม่เขียนนะครับว่า ทั้งปีท่านเก็บเงินได้เท่าไร มันมากกว่านั้นเยอะครับ เพราะท่านใช้ไม่หมด มีปัญหา มากนะครับ ผมอยากให้ท่านชี้แจงด้วยรายงาน ท่านไม่ได้บอกว่าท่านเก็บเงินได้ปีละ กี่ล้านบาท ท่านบอกว่าท่านจ่ายไปปีละ ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท แต่ผมรู้ว่าท่านเก็บเงินไป เยอะกว่านั้นมาก เงินที่เหลือไปไหนครับ ไปเข้ากระเป๋าใคร เก็บไว้ทำไมครับ เอามาดูแล แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนรอบโรงไฟฟ้าสิครับ ก็ฝากท่านแก้ระเบียบเรื่องนี้ด้วย เป็นปัญหามากนะครับ ขอบคุณครับ