สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือเรื่องรายงานประจำปีงบประมาณ 2561 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับระบบการกำหนดค่าไฟฟ้า และขอให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับค่าความพร้อมจ่ายหรืออะแวลาบิลิตี เพย์เมนต์ และต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าในแบบเรียลไทม์ การใช้ระบบสมาร์ตกริด และการประมูลราคาค่าไฟเพื่อลดต้นทุนให้กับผู้บริโภค

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ขออภิปรายเพื่อรับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ของคณะกรรมการกำกับ กิจการพลังงาน แต่อย่างไรก็ดีว่ารายงานประจำปีฉบับนี้อาจจะเป็นรายงานที่ย้อนหลังไป ค่อนข้างที่จะหลายปี ก็จะขออนุญาตสอบถามไปกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องที่ปรากฏอยู่ในรายงานประจำปีค่ะ เมื่อสักประมาณ ๑ ปีที่แล้ว เมื่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้เข้ามารายงานผลการประกอบการประจำปี ของปี ๒๕๖๐ ดิฉันมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการให้สัมปทานโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือว่าที่เรียกกันว่าอินดีเพนเดนต์ เพาเวอร์ แพลนต์ (Independent Power Plant) หรือ ว่าไอพีพี (IPP) ว่าในยุคสมัยปัจจุบันนี้ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ที่เราจำเป็นที่จะต้องให้ สัมปทานโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในระยะเวลายาวนานถึง ๒๕ ปีนะคะ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนนะคะว่าแนวทางของการกำกับกิจการและการให้ สัมปทานโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะเป็นอย่างไรไปในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีการอนุมัติให้ มีการสร้าง ให้สัมปทานสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มของทั้งรัฐและเอกชน

ที่ผ่านมาเราทราบดีกันว่าสถานการณ์โควิด (COVID) นั้นส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหนักหน่วงและรุนแรง ทำให้ภาคการผลิตนั้นมีการใช้อัตรา ของการใช้คาพาซิตี ยูทิไลเซชัน (Capacity Utilization) อยู่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งนั่นก็ หมายความว่าอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าก็จะชะลอตัวลงด้วย

ที่ผ่านมามีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง ทำให้กำลังไฟฟ้าที่ สำรองนั้นพุ่งสูงขึ้น ตามปกติแล้วการกำหนดระดับกำลังไฟฟ้าสำรองตามแผนพีดีพี (PDP) อย่างเช่นของปีที่ผ่าน ๆ มา ก็จะอยู่ที่ราว ๆ ประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำลง ก็ทำให้กำลังไฟฟ้าสำรองนั้นพุ่งสูงขึ้นราว ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นหมายถึงภาระต่อค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องแบกรับเนื่องจากระบบการกำหนดค่าไฟฟ้า ยังไม่ได้เป็นระบบส่งผ่านต้นทุน และ กฟผ. ก็เป็นผู้ซื้อแต่เพียงรายเดียวที่ไม่ได้มี การปรับเปลี่ยนค่าไฟไปตามกำลังไฟฟ้าที่ลดลงด้วย ดิฉันจึงขอตั้งคำถามและตั้งข้อเสนอแนะ ดังนี้ค่ะ

อยากจะตั้งคำถามไปถึงเรื่องของค่าความพร้อมจ่าย หรืออะแวลาบิลิตี เพย์เมนต์ (Availability Payment) ที่โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ต่าง ๆ ได้เรียกเก็บจากไฟฟ้า สำรองที่จะต้องจ่ายไปให้กับทาง กฟผ. ว่าจริงหรือไม่ว่าตามที่เรายิ่งมีกำลังไฟฟ้าสำรองสูงขึ้น จะทำให้ภาระต่อค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องแบกรับนั้นสูงขึ้นด้วย และยิ่งเรามีโรงไฟฟ้าเอกชน รายใหญ่เพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สัดส่วนของค่าไฟที่เราต้องจ่ายไปยังโรงไฟฟ้าเอกชนนั้น สูงขึ้นตาม จึงขอเรียกร้องให้กับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้เปิดเผยข้อมูลว่า ตัวค่าความพร้อมจ่าย หรือที่เรียกว่าอะแวลาบิลิตี เพย์เมนต์ (Availability Payment) ปัจจุบันนี้อัตราการจ่ายแท้จริงเป็นเท่าไร เพราะนี่คือต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้น แล้วจะส่งผ่าน ไปยังค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายทุกคน ซึ่งมันเป็นความไม่เป็นธรรมถ้าเกิดเราไม่สามารถที่ จะบริหาร อาจจะเป็นความผิดของงานหน่วยทางที่กำกับดูแลเองก็ดี หรือว่าหน่วยงานที่เป็น ผู้ผลิตเองก็ดี ที่มีการคำนวณอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง ทำให้เกิดต้นทุน ที่เป็นภาระให้กับผู้บริโภคที่ต้องแบกรับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ก็อยากจะสอบถามตรงนี้ว่า จริงหรือไม่ แล้วค่าไฟตรงส่วนที่เป็นค่าเอพี (AP) อะแวลาบิลิตี เพย์เมนต์ (Availability Payment) คิดเป็นเงินเท่าไร และผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่แต่ละรายได้รับค่าเอพี (AP) เป็นจำนวนเงินเท่าไร

แล้วก็จะตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะอีกเช่นเดียวกันนะคะว่าจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยควรจะต้องมีการรับซื้อไฟฟ้าในแบบที่เป็นเรียลไทม์ (Real Time) มากขึ้น ใช้ระบบสมาร์ตกริด (Smart Grid) และเพาเวอร์ เอกซ์เชนจ์ มาร์เกต (Power Exchange Market) ของด้านการไฟฟ้า เพื่อเปิดให้มีการประมูลว่าโรงไฟฟ้าใดสามารถที่จะส่งราคา ค่าไฟที่ถูกที่สุดให้กับประชาชนได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องให้สัมปทานไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้าเจ้าใด เจ้าหนึ่งยาวนานถึง ๒๕ ปี จะทำให้ผู้บริโภคนั้นรับภาระต้นทุนของค่าไฟได้ถูกลง สามารถ บริหารจัดการกำลังไฟฟ้าสำรองได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ