ชลน่าน ชี้ปมตีความมาตรา 270 ขอชี้แจงรัฐบาลก่อนพิจารณากฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยชี้ว่าหากถูกตีความว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศจะต้องเสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 จึงเสนอให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบและขอความชัดเจนจากคณะรัฐมนตรีเพื่อป้องกันการตีความที่แคบเกินไปและรักษาอำนาจของรัฐสภาไว้ในการพิจารณากฎหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาไม่มากที่จะรับทราบรายงาน ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎรเรา ที่ได้ไปพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน รายงานฉบับนี้สมาชิกทุกท่านได้ชื่นชม ผมเองยิ่งกว่าชื่นชมครับ เพราะนี่คือศักดิ์ศรี แล้วก็ประสิทธิภาพผลงานที่โดดเด่นของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ เกิดจากคณะกรรมการชุดนี้ อยู่หลายครั้งนะครับ ครั้งนี้เข้าใจว่าเป็นฉบับที่ ๒ ที่ท่านส่งรายงานเข้ามาถือว่าเป็นประโยชน์ เป็นหน้าเป็นตาของสภา ผมแอบมองหน้าท่านประธานรัฐสภา ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านประธานที่นั่งอยู่ขณะนี้ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ พวกผมภาคภูมิใจมากที่มีการ ทำหน้าที่อย่างนี้ออกมา ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธาน ในวิธีการพิจารณากระบวนการศึกษาบทบัญญัติที่ท่านได้ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่จะเสนอ พร้อมกับเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้ามา ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด แต่ประเด็นหนึ่ง ที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ท่าน เสนอในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการรวมทั้งการศึกษาของอนุกรรมาธิการของท่านมาเขียน เป็นข้อสังเกตตรงนี้ สิ่งที่ผมต้องการคือการดำเนินการต่อเนื่องจากการที่ท่านเสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาคดีอาญามาแล้ว มันจะมีผลอย่างไร ตรงนี้ผมเป็นห่วงมากผมเป็นห่วงเพราะอะไรครับ เพราะว่า ๑. กฎหมาย กระบวนการที่ท่านศึกษา และร่างกฎหมายที่ท่านส่งเข้ามาตรงนี้เป็นกฎหมายที่เข้าข่ายว่า เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งท่านใดอ้างอิงถึงตัวร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมก็ได้ดำเนินการยกร่างขึ้นมาด้วย มีหลักการทำนองเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกฎหมาย เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง ด้านกระบวนการ ยุติธรรม (๒) ใน (๒) ชัดเจนที่ท่านนำเอามานะครับ ที่เขาเขียนไว้บอกว่าปรับปรุงระบบ การสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงาน อัยการอย่างเหมาะสม ตรงนี้เป็นหลักสำคัญที่ท่านพยายามไปดู ผมก็เห็นด้วยนะครับ อันนี้ไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย พอท่านทำออกมาแล้วประเด็นที่จะเป็นข้อห่วงใยของ ผมเอง ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เมื่อเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ต้องไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ในบทเฉพาะกาล โดยเฉพาะวรรคสอง วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ บทเฉพาะกาล เขียนไว้อย่างนี้เลยครับ ร่างพระราชบัญญัติ ที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศให้เสนอ และพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา นั่นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้แม้ว่า เราเห็นชอบกับข้อสังเกต ส่งเข้าไปแล้วท่านเองเข้าชื่อกันเป็นผู้เสนอกฎหมายแค่ ๒๐ ท่าน เสนอกฎหมายตามปกติก็คือผ่านสภาผู้แทนราษฎรตามบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ ต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ถ้าทำอย่างนั้นผลของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ วรรคสาม จะออกฤทธิ์ทันทีเลย มันจะถูกตีความว่ากฎหมายฉบับนี้คณะรัฐมนตรีไม่ได้บอกว่า เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ คือไม่ได้ชี้มาก่อน ท่านเสนอไปแล้วนะครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่า ขณะนี้ร่างของ ครม. เข้าสู่สภาหรือยัง ที่คณะทำงานปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมยกร่าง ขึ้นมา ถ้าร่างนั้นเข้ามาแน่นอนร่างนั้นอยู่ที่ท่านประธานรัฐสภาบรรจุเข้าสู่การประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา แต่ร่างของท่านเองถ้าเสนอตามปกติก็ต้องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร จะถูกตีความ ถ้ามีสมาชิกของเราเองแค่ ๑ ใน ๕ หรือ ๑๐๐ คน คนเข้าชื่อกันเสนอต่อท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรบอกว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศ เนื่องจากว่ามีหลักการและเหตุผลทำนองเดียวกับกฎหมายที่ ครม. เสนอ ก็เข้าสู่กระบวนการ ของการพิจารณาตามวรรคสาม คณะกรรมการร่วมกัน ๕ ท่าน ที่มีประธานวุฒิสภาเป็น ประธาน มีท่านผู้นำฝ่ายค้าน มีรองประธานสภาผู้แทนราษฎร มีตัวแทนของกรรมาธิการ สามัญในของวุฒิสภาเข้ามาเพียง ๕ ท่านเป็นผู้วินิจฉัย วินิจฉัยแล้วท่านประธานสภาก็ต้องถือ คำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด แน่นอนครับคำวินิจฉัยนั้นต้องบอกว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศ หลังจากนั้นทำอย่างไรครับ โดยบทบัญญัติในมาตรา ๒๗๐ นี้ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน้าที่โดยตรงในการเสนอร่างพระราชบัญญัติและ ตราพระราชบัญญัติ นั่นหมายความว่าเราสามารถที่จะเสนอกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาได้ เราสามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้กรณีถ้ามีคำวินิจฉัยของ การร่วมเป็นที่สุดแล้วท่านประธานเห็นชอบตามนั้นซึ่งเป็นอื่นไม่ได้ ท่านประธานต้องปฏิบัติตาม นั่นหมายความว่าท่านเองก็มีสิทธิที่จะเสนอกฎหมายนี้เข้าสู่ที่ประชุมร่วม เพื่อจะได้พิจารณา ในที่ประชุมร่วม ถ้ามีร่างของ ครม. เสนอเข้ามาอยู่ในที่ประชุมร่วมแล้ว แน่นอนครับ เมื่อร่าง ครม. ได้รับการพิจารณาจากที่ประชุมร่วม ร่างนี้ควรจะต้องได้รับการพิจารณาร่วมไปด้วย แต่ท่านประธานครับ ขณะนี้ข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเรายังไม่ได้ถูกบังคับใช้ อยู่ในขั้นตอนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมร่วมเพื่อให้พิจารณาที่จะตราเป็นข้อบังคับการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา แต่ผมไปดูในเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องการตราพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศ ในข้อบังคับการประชุมร่วมที่เป็นร่างอยู่ได้เขียนไว้ว่าในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้ เพราะต้องพิจารณาในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา แต่ไปมีข้อเว้นว่าเว้นแต่บทที่ว่าด้วยการนำเอาร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการ ทำนองเดียวกันมาพิจารณาร่วม ถ้าท่านประธานตามผมท่านประธานจะเข้าใจนะครับ ไปห้ามไม่ให้เอากฎหมายของสมาชิกมาพิจารณาร่วมกับกฎหมาย ครม. อันนั้นประเด็นที่ ๑ ที่เป็นอุปสรรคยิ่งนะครับ ถ้ากรรมาธิการชุดนั้นไม่แก้ไขถ้าสภารับหลักการไป ข้อบังคับนี้ ไปละเมิดสิทธิ ไปละเมิดหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรวมเลยนะครับ อันนี้เป็น ข้อสังเกตประการแรกของผม และที่สำคัญ มาตรา ๒๗๐ เป็นมาตราที่ว่าด้วยต้องการทำให้ สภาประเทศนี้เป็นสภาเดี่ยวครับ เป็นสภาเดี่ยว ตัดหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรออกไป ผมเองผมตั้งใจเลยนะครับว่าถ้าผมยังเป็นสมาชิกอยู่ผมไม่มีทางที่จะเสนอกฎหมาย ที่เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ เพราะผมไม่ยอมรับหลักการว่าคุณไปตัดอำนาจหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎร การพิจารณากฎหมายหน้าที่หลักเป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎรนะครับ วุฒิสภาแก้ไข เรากลับมายืนยันเป็นกฎหมายได้ แม้แต่ส่งไปวุฒิสภานะครับ ๓ วาระกลับ ถ้ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้องส่งมาให้เราดู ถ้าเราเห็นชอบกับการแก้ไขนั้นก็ส่งขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้ แต่ถ้าเราไม่เห็นชอบเรายืนยันก็เป็นกฎหมายได้นะครับ มีขั้นตอนหนึ่งเท่านั้นเองครับ เพียงแต่ไปตั้งกรรมาธิการพิจารณาร่วมกันกรณีถ้าเรา ไม่เห็นชอบ หลังจากนั้นก็กลับมายืนยันได้ อันนี้คือทรงสิทธิของเราในการตรากฎหมาย แต่เราถูกตัดไป เราถูกตัดด้วยมาตรา ๒๗๐ ไป เสียงในการประชุมร่วม ๕๐๐ เสียง จาก ๗๕๐ เสียง ๕๐๐ เสียงเป็นของฝ่ายเสียงข้างมากในขณะนี้ ผมจะไม่ลงรายละเอียด เพราะมีเวลาน้อยมาก เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญนะครับ ผมเองอยากเห็นกฎหมายที่ท่านอุตส่าห์ไปพิจารณาให้เป็น กฎหมายแต่จะทำอย่างไรที่ให้ได้รับการพิจารณา ประเด็นแรก ผมนำเรียนท่านประธาน ไปแล้วต้องไปแก้ตัวข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้เอื้ออำนวยกับการพิจารณา ร่วมกันได้

เรื่องที่ ๒ ถ้าท่านสังเกตในวรรคสามของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ เขาเขียนไว้ ถ้าตีความบรรทัดต่อบรรทัดมันจะชวนให้เข้าใจว่าเป็นร่างของคณะรัฐมนตรี ผมอ่านให้ ประธานฟังอย่างนี้ครับ ร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศให้แจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ พร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าเป็นร่างเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เข้าชื่อ ๑ ใน ๕ เสนอให้ท่านประธานแต่ละสภาส่งให้กรรมาธิการร่วมวินิจฉัย คำว่า ถ้าคณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติโดยสามัญสำนึกมันไม่ควรเป็นร่างที่เสนอ มาจาก ครม. ถ้าเขาต้องการให้เป็นร่างปฏิรูปประเทศเขาต้องระบุมาแต่ต้นใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นการตีความในวรรคนี้นั้นหมายความว่าร่างที่สมาชิกเสนอโดยปกติ ในชั้นการ พิจารณาท่านไม่พบว่าเข้าข่ายว่าเป็นปฏิรูปประเทศ หรือท่านจะทึกทักว่าอยากให้กฎหมายฉบับนี้ ผ่านเร็ว ฉันจะเอาเข้าสภาเดี่ยวส่งตีความ ก็เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศและได้พิจารณาเร็ว ความดีของมันคือเร็ว แต่ความไม่ดีคือมันขัดกับหลักการตรากฎหมายของประเทศชาติ บ้านเมืองของเราขณะนี้ ก็เลือกเอาว่าเราจะเอาตรงไหน เรื่องที่ ๒ ถ้าจะให้ดีเมื่อเรายอมที่จะ เสียหลักการของความเป็นสภาผู้แทนราษฎรไป ดูในตัวบทบัญญัติมาตรา ๒๗๐ เขาใช้คำว่า ถ้า ครม. แจ้งว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศก็สามารถนำสู่ในการพิจารณาได้เลย ผมเลย เสนออย่างนี้ครับโดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาประมวลกฎหมาย อาญา เราเองส่งไปที่ท่านประธานเลย ท่านประธานเองถ้าจะกรุณาก็ไปออกระเบียบรองรับ พิจารณาว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศหรือไม่ ถ้าท่านประธานเห็นว่าเป็นเพราะว่าเหตุผลง่าย ๆ คือมีร่าง ครม. บรรจุอยู่ที่รัฐสภาแล้ว ท่านก็เพียงบอกนี่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับปฏิรูปประเทศนะ ส่งไปให้คณะรัฐมนตรีเลยครับ ถามเขาเลยว่าอันนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศหรือไม่ ถ้าคณะรัฐมนตรีตอบมาว่าใช่ เพราะมีร่างนี้ ครม. ได้ทำเสนอไปที่รัฐสภาแล้ว เราก็เอาคำตอบนี้ครับ คณะรัฐมนตรีชี้แล้วว่า เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ สมาชิกที่เสนอกฎหมายก็เสนอต่อท่านประธานรัฐสภาเข้าสู่การ พิจารณาร่วมได้เลยเมื่อเราแก้ไขข้อบังคับตัวนั้นรองรับปุ๊บมันก็สามารถพิจารณาได้ เจตนารมณ์ที่ท่านสามารถไปแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้อง เมื่อประกบกับร่างรัฐบาล แล้วเราอาจจะเลือกบทบัญญัติที่ดีกว่าเป็นกฎหมายออกมาที่ดีกว่า ผมกราบเรียน ท่านประธานในมุมที่ผมเห็นอย่างนี้นะครับ เพื่อจะให้ข้อสังเกตของท่านบรรลุผล ไม่อย่างนั้น กฎหมายจะค้างเติ่งทำอะไรไม่ได้ เราก็จะรอพิจารณากฎหมายของคณะรัฐมนตรีในชั้น การพิจารณาร่วมนะครับ ได้ครับในแง่ของการแปรญัตติและแสดงความเห็นของกรรมาธิการ ในการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ถ้าเกิดเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมถ้าไม่เกี่ยวกับหลักการนั้นยาก มันยาก เราแก้ไม่ได้ เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมจะเขียนหลักการออกมาเป็นการจำเพาะว่า จะแก้ไขบทใด มาตราใด อันนี้ก็เป็นข้อจำกัด กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ฝากประเด็นที่ผมฝากไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อให้หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราสมบูรณ์แบบ ไม่ถูกจำกัด เราถูกตัดตอนไปแล้วยังถูกจำกัดอยู่อีกนะครับ ถูกจำกัดด้วยข้อบังคับของเราเอง ผมถือว่าอันนั้นต้องรีบแก้ไขและเปลี่ยนแปลง ฝากประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ