ณัฐวุฒิ ชี้ข้อสังเกตปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ย้ำคุ้มครองผู้เสียหาย-เด็ก-พยาน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงความชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมาธิการที่จัดทำรายงานการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน พร้อมเสนอข้อสังเกตเพิ่มเติม 5 ประการ โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และกลุ่มเปราะบางที่ยังขาดประสิทธิภาพ ทั้งในแง่การถูกกระทำซ้ำในคดีอาญาและการสอบปากคำเด็ก ซึ่งถึงแม้จะมีกฎหมายรองรับการทำงานแบบสหวิชาชีพ แต่การปฏิบัติจริงยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร อีกทั้งยังท้วงติงร่างกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ยังไม่คุ้มครองผู้เสียหายและพยานจากการถูกเผยแพร่ภาพเสียง รวมถึงการแก้ไขมาตรา 123 ทวิ และ 133 ทวิ ที่อาจไม่ครอบคลุมกระบวนการกล่าวโทษในคดีอาญาแผ่นดินและคุ้มครองเด็กอย่างเต็มที่ จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและส่งรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปปฏิบัติจริงในการส่งเสริมหลักนิติรัฐและป้องกันการละเมิดสิทธิในชั้นสอบสวนก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ผมขอเวลาสั้น ๆ ครับท่านประธาน ในการที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนต่อรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน ก่อนอื่น คงต้องขอชื่นชมและขอบคุณความพยายามของคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการทุกท่าน ที่ทำให้รายงานตรงนี้ออกมาเป็นรูปเล่มนะครับ ถึงแม้ว่าพวกเราอาจจะมีเวลาในการศึกษา ไม่มากนักแต่ประเด็นของท่านชัดเจน ท่านอนุกรรมาธิการ ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านวรเทพก็นำเสนอให้เห็นเป็นประเด็น ๆ ไป อันนี้เป็นการขอบพระคุณอย่างแรกด้วย ความชื่นชมและจริงใจครับ แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตต่อรายงานดังกล่าวอยู่ทั้งหมด ๕ ประการด้วยกัน

ในประการที่ ๑ ผมไม่ได้อ่านละเอียดนักว่าท่านมีเวลาในการศึกษา การทบทวนมากน้อยขนาดไหน แต่เท่าที่ได้ดูการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลต่อ คณะอนุกรรมาธิการ ถึงแม้ท่านอาจจะบอกว่ามีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ จริงครับ แต่ผม ไม่เห็นรายละเอียดการรับฟังความคิดเห็นที่มากไปกว่านั้น ไม่เห็นรายละเอียดในการรับฟังว่า ในส่วนของผู้เสียหายหรือเหยื่อในคดีอาชญากรรมต่าง ๆ นั้นเขาได้มาสะท้อนความเห็น ต่อความล่าช้า ต่อการไร้ประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งในบางครั้งเป็นการกระทำซ้ำต่อตัวเขา ในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ หลายท่านที่เป็นอนุกรรมาธิการและทำงานในประเด็นเรื่อง การคุ้มครองเด็กท่านทราบดี มีเด็ก มีผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ คดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์เขาเคยพูด เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การที่เขาต้องให้ข้อมูลต่อกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นการถูกกระทำซ้ำ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่ารีอะบิวซ์ (Reabuse) แล้วหลายครั้งผลกระทบมิได้รุนแรง น้อยไปกว่าการถูกกระทำในคดีอาญาโดยแท้ด้วยซ้ำ เฉกเช่นเดียวกันครับ ในรายงานฉบับนี้ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการสัมภาษณ์หรือการรับฟังข้อมูลจากกรณีของผู้ต้องหาหรือจำเลย หรือแม้กระทั่งอย่างยิ่ง แพะที่อยู่ในคดีอาญาต่าง ๆ แน่นอนครับด้วยข้อจำกัดในเชิงเวลา ผมเข้าใจว่าท่านก็คงพยายามที่จะรวบรวมความคิดเห็นอย่างอื่นจากภาควิชาการ จากรายงาน การศึกษาต่าง ๆ แต่ก็อย่างที่เรียนครับว่าการมีส่วนร่วมเป็นประเด็นสำคัญประการที่ ๑ ที่ผม อยากสอบถามท่านกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ

ในประการที่ ๒ ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมได้อ่านทั้งหมดคร่าว ๆ ผมยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๓ ที่ท่านพูดถึงการพยายามที่จะไม่ให้มีการบันทึกภาพ ไม่ให้มีการบันทึกเสียง มิให้มีการเผยแพร่ภาพ มิให้มีการออกแถลงข่าว เป็นสิ่งที่ดีหมดเลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราพบข้อมูลอยู่เฉพาะที่ท่านพูดถึงนั้นต่อกรณีการดำเนินการกับผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาเท่านั้น แน่นอนครับ ในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเขาใช้กฎหมายว่าวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว นั่นหมายถึงว่าคนที่จะเกี่ยวข้องนั้นต้องเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นหลัก แต่อย่างที่ผมเรียน ว่าพอเขียนแบบนี้ปุ๊บมันไม่ได้ครอบคลุมไปถึงกรณีของเหยื่อ กรณีของผู้เสียหายในคดีอาญา แล้วเขาเหล่านั้นจะได้รับการคุ้มครองจากการถูกบันทึกภาพ จากการถูกบันเสียง จากการถูก ออกมาแถลงข่าว จากการถูกกรณีที่นำภาพของเขา นำเสียงของเขา นำสิ่งที่เขาพูดต่อ พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ นั้นออกไปเผยแพร่อย่างไร สิ่งนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงเลยครับ ฉะนั้นหากเป็นไปได้ถ้าท่านเขียนไว้ครอบคลุมและมีการศึกษาตลอดจนลงรายละเอียด ให้เห็นเป็นมาตราได้ ผมเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมก็จะเกิดความยุติธรรมมากขึ้น อันนี้ ไม่ว่ากันแต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นข้อจำกัดในทางกฎหมายที่ทำให้ท่านไม่สามารถระบุสิ่งเหล่านี้ไปได้ แต่ผมจำเป็นต้องพูดในสภาแห่งนี้เพื่อให้เห็นว่ากระบวนการแบบนี้นั้นยังมีอยู่จริง เคส (Case) ที่เกิดขึ้นทุก ๆ วันถ้าท่านอ่านข่าว ท่านอัยการท่านหนึ่งที่ท่านเป็นอนุกรรมาธิการอยู่ด้วย ท่านก็ให้ข่าวเมื่อวานนี้ อย่างเช่นกรณีที่จังหวัดสุพรรณบุรี อย่างเช่นกรณีที่จังหวัดมุกดาหาร ภาพเหล่านี้ยังปรากฏอยู่หมดเลยครับ มีการเข้าถึงตัวผู้เสียหาย ตัวครอบครัวของผู้เสียหาย หรือตัวพยานที่เกี่ยวข้องซึ่งหลายครั้งเป็นเด็ก ถ้าท่านเขียนตรงนี้ได้จะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ไม่ปรากฏในมาตรา ๓ ที่มีการเพิ่มข้อความในมาตรา ๑๓/๒ ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง

ในประการที่ ๓ ในมาตรา ๘ ที่ท่านมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๓ ผมอยากจะอธิบายให้ที่ประชุมแห่งนี้ซึ่งหลายท่าน เป็นนักกฎหมายทราบดีอยู่แล้วครับ แต่อยากจะอธิบายเพิ่มเติมไปยังพี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้าน กระบวนการรับเรื่องของพนักงานสอบสวนมันมีคำอยู่ ๒ คำที่ความหมาย ไม่เหมือนกันนะครับ ชาวบ้านเขาคิดอย่างเดียวว่าไปหาพนักงานสอบสวนคือการแจ้งความแล้ว แต่ในทางกฎหมายมันมีคำ๒ คำที่เรียกว่าการกล่าวโทษ กับการร้องทุกข์ ท่านคงเข้าใจ เป็นอย่างดี คำว่า ร้องทุกข์ นั้นคือการร้องทุกข์หรือการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีอาญา ที่เรียกว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวโทษแบบไหน ประการใดว่ากันไปนะครับ แต่การกล่าวโทษ จะใช้ต่อกรณีในคดีอาญาที่เรียกว่าความผิดอาญาต่อแผ่นดิน พูดกันง่าย ๆ ก็คืออาชญากรรม บางอย่าง เช่นการฆ่าคนตาย การละเมิดทางเพศต่อเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี สิ่งเหล่านี้ รัฐไม่อาจยอมรับได้และรัฐอาจจะละเลยหรือผิดพลาดในการไม่สามารถปกป้องคนเหล่านั้นได้ เขาเรียกว่าอาญาแผ่นดิน ใครก็แล้วแต่ที่รู้เรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายนะครับ เช่นกรณี จังหวัดมุกดาหารที่เป็นข่าวนี้ชัดเจนนะครับ มีข้อถกเถียงว่าถ้าผู้ปกครองไปแจ้งความ ครูแจ้งความได้ไหม กระทรวงศึกษาธิการก็ออกมาเป็นหนังสือสั่งการว่าต่อไปนี้ถ้ามี เด็กนักเรียนถูกละเมิดทางเพศก็ให้ครูสามารถกล่าวโทษได้ อย่างไรก็ตามข้อความ ในมาตรา ๘ ที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๑๒๓ ทวิ ท่านพูดแต่ กระบวนการเรื่องการร้องทุกข์ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเราเจอประจำครับ เคส (Case) ที่เป็นปัญหาคือไปแจ้ง สน. หนึ่ง แต่ปรากฏว่า สน. นั้นบอกว่าไม่ใช่พื้นที่ฉัน คุณต้องไปแจ้ง อีกทีหนึ่ง อันนี้ท่านแก้ปัญหานี้แล้ว หลายครั้งนะครับ แค่สะพานข้ามคลองสองฝั่งก็คนละ สน. ต่าง ๆ แต่ผมไม่มั่นใจว่าการเขียนแบบนี้ ในมาตรา ๑๒๓ นั้นครอบคลุมไปถึงกระบวนการกล่าวโทษหรือไม่ หรือกระบวนการ กล่าวโทษนั้นมีมาตราอื่นใน ป.วิ.อาญา อยู่แล้ว ถ้าท่านจะให้ข้อมูลต่อสภาแห่งนี้ก็จะเป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านด้วยครับ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ

ในประการที่ ๔ ในฐานะที่ผมเองเคยทำงานในองค์กรด้านการคุ้มครองเด็ก ผมมักจะพูดถึงกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ นะครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๓๓ ทวิ ซึ่งมีการแก้ไขมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มีการปรับแก้เมื่อปี ๒๕๕๐ อีกครั้งหนึ่ง ท่านไม่ได้ศึกษา เสียดายจริง ๆ ครับ เพราะหากรอบนี้ ท่านศึกษาไปถึงมาตรา ๑๓๓ ทวิ ว่าวันนี้กระบวนการสอบปากคำเด็ก ปัญหาคืออะไร พี่น้องประชาชนทางบ้านเขาบอกว่าต่อไปนี้ดีแล้วจะมีคำว่าสหวิชาชีพมาร่วมในการ สอบปากคำเด็ก เด็กไม่ต้องเจอหน้าพนักงานอัยการ ซึ่งผมก็เห็นว่าแต่ละท่านก็หน้าตา อ่อนโยนทุกคนนะครับ เด็กไม่ต้องเจอหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอาจจะใส่ชุดมาดูน่าเกรงขาม แต่ผมก็เจอพี่ ๆ ตำรวจที่นิสัยดีเป็นกันเอง อ่อนโยนต่อเด็ก ๆ เขาเข้าใจผิดครับ เขาไป เรียกว่าการทำงานแบบสหวิชาชีพ แต่ความจริงศัพท์ที่พวกผมใช้นั่นเรียกว่าการทำงานแบบ หลายวิชาชีพนะครับ ด้วยความเคารพครับ ผมยืนยันได้หมดนะครับ บางเคส (Case) เด็กไปรอ ตอนบ่ายโมงจะเข้าสอบปากคำกับพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนมาบ่ายโมงครึ่ง พนักงานอัยการมาบ่ายสองโมง นักสังคมสงเคราะห์มาบ่ายสามโมง สอบเสร็จ ๓ โมงครึ่ง ตกลงสำนวนนั้นได้ข้อมูลมาอย่างไรปรากฏเขาเรียกว่าสอบแห้งครับ สอบแห้งก็คือท่านไป สอบกันมาในโรงพักเรียบร้อยแล้วครับ แล้วก็เอามาถ่ายวิดีโอ (Video) ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ต่อหน้าพนักงานอัยการ ต่อหน้านักสังคมสงเคราะห์ ฉะนั้นถ้าจะแก้ไปถึง กระบวนการที่ดูแลกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้มาตรา ๑๓๓ ทวิ ให้เป็น ผลที่เป็นรูปธรรมเป็นจริง ไม่ใช่มีกฎหมายแต่ยังมีการใช้แล้วไปละเมิดเด็ก อันนี้เสียดายจริง ๆ ที่ท่านศึกษาไม่ถึง ต้องขอประทานโทษ แต่คิดว่าไหน ๆ ก็พูดแล้วในอนาคตก็อาจจะมี การศึกษาไปถึงมาตรานี้

ประการสุดท้ายเป็นประการที่ ๕ อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นครับ อันนี้ถ้าศึกษา เฉพาะกระบวนการทางอาญาในชั้นสอบสวน ผมเข้าใจว่าในอนาคตท่านคงศึกษาไปถึงชั้น การพิจารณาคดี ผมพยายามจะอ่านข้อสังเกตของท่าน ซึ่งหลักการที่ท่านเขียนในข้อสังเกต ท่านบอกว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันที่เรียกว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) หรือหลักนิติรัฐ ให้อำนาจพนักงานอัยการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น อันนี้ผมเห็นด้วยหมดเลยครับ แล้วท่าน ยกออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติเสนอต่อสภาแห่งนี้ เสียดายนิดเดียวครับท่านไม่ได้ มีข้อเสนอว่าจะให้สภาแห่งนี้ส่งรายงานศึกษาของท่านไปยังหน่วยงานราชการใดที่เกี่ยวข้อง เช่นถ้ารายงานนี้จะมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากกว่านี้อาจจะต้องมีการส่งไปให้กระทรวง ยุติธรรมหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการต่อหรือไม่ นั่นประการที่ ๑ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ ส่วนประการที่ ๒ ส.ส. ที่ฟังอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ถ้าท่านเห็นดีด้วยท่านก็อาจจะใช้กระบวนการเข้าชื่อทางกฎหมาย ไม่เป็นไรครับ นั่นเสียดาย ว่าท่านไม่ได้เขียนถึง แต่สุดท้ายในนี้นะครับ อีก ๑ ข้อเสียดายที่ไม่ได้เขียนถึงในนี้ก็คือว่า ข้อสังเกตนี้ขาดประเด็นสำคัญไปนิดเดียวครับว่าในเมื่อกฎหมายยังไม่ออกมาแต่คนที่เป็น ผู้เสียหายแม้กระทั่งจำเลยหรือผู้ต้องหาเผชิญการถูกละเมิดสิทธิอยู่ทุกวัน ควรจะมีการส่ง รายงานฉบับนี้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำไปปฏิบัติเพื่อไม่ให้มีการละเมิดสิทธิ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่ทุกวันก่อนที่จะมีการออกกฎหมายออกมาในอนาคต อันนั้นก็จะทำให้รายงาน ฉบับนี้เป็นรายงานที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ