ขจิตร ชัยนิคม หารือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการสืบสวนสอบสวนให้ก้าวไปสู่ระดับสากล และเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายที่มีลักษณะเผด็จการ และขอให้ฝ่ายปกครองทันทีที่เกิดเหตุให้มีส่วนร่วมในการสืบสวน และให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย โดยเสนอให้เจ้าหน้าที่ที่รู้กฎหมายเริ่มสอบสวน และให้ประชาชนมีสิทธิในการแจ้งความที่ไหนก็ได้ และเสนอให้มีการส่งคำร้องทุกข์ทางอิเล็กทรอนิกส์
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในเบื้องต้นผมต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ท่านได้ศึกษาเพื่อที่จะให้ มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาระสำคัญท่านบอกว่าเพื่อให้ กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเบื้องต้นคือการสืบสวนสอบสวนให้ก้าวไปสู่ระดับสากล แปลว่าได้ยกมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมไทย แล้วก็บอกว่าเทียบเคียงกับอารยประเทศ ผมต้องขอชมเชยทุกท่านที่นั่งอยู่เป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ประชุมเสร็จ ๘ ครั้ง อนุกรรมาธิการนี้ ผมดู แล้วท่านก็เสร็จแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่มีกรรมาธิการอยู่ ๑๕ ท่าน แล้วท่านรายงานมีอยู่ ๑๓ ท่าน ขอชมเชยจริง ๆ ครับ แล้วก็ฝากท่านด้วย ถึงแม้ว่าท่าน รายงานสภานี้ท่านหมดวาระหมดหน้าที่ไป ขอให้ท่านที่รักความยุติธรรมและต้องการ สถาปนากระบวนการยุติธรรมเหมือนอารยประเทศ ให้ท่านโปรดติดตามให้จนประสบ ความสำเร็จด้วย เพราะว่าประเทศไทยเราท่านก็ทราบมันเป็นประชาธิปไตยเผด็จการวนเวียนอยู่ กฎหมายเหล่านี้มันจึงเป็นครึ่ง ๆ แบบนี้ แล้วการปฏิบัติต่อประชาชนได้ถูกละเมิดมาก เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณท่านมากครับ ท่านประธานครับ ผมจะมีความเห็นกับ ผลการศึกษานี้อยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ผมเห็นด้วยกับการที่จะเริ่มกระบวนการสอบสวนเกิดเหตุการณ์ขึ้น ให้อัยการเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เบื้องต้น เพื่อที่จะช่วยหรือว่าให้พนักงานตำรวจช่วยอัยการ หรืออัยการช่วย ผมเห็นด้วยทั้งนั้นล่ะครับ หรือแม้กระทั่งฝ่ายปกครองทันทีที่เกิดเหตุ เมื่อเกิดเหตุร้ายมีการฆ่ากันขึ้นให้ฝ่ายปกครองไปด้วย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเป็นการเริ่มต้น กระบวนการที่ให้ประชาชนได้เกิดความมั่นใจ มีพยานหลักฐานครบ พยานหลักฐานไม่ถูกทิ้ง เหมือนท่านที่อภิปรายท่านแรกพูดถึงเล่ห์เหลี่ยมในการปรับเปลี่ยนพยานหลักฐานซึ่งท่าน เป็นตำรวจมา ชัดเจนแล้วครับผมไม่พูดซ้ำ ผมเห็นด้วยกับการเริ่มต้นกระบวนการสืบสวน ที่จะให้ประชาชนได้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เป็นการปฏิรูปที่ดีมาก
เรื่องที่ ๒ ที่ผมเห็นด้วย ผมเห็นด้วยด้วยความเห็นใจของเพื่อนผม เพื่อนพี่น้องผม เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเยอะ มีหน้าที่สอบสวนเหมารอบเลยครับ ไม่ว่าผิดกฎหมายจับ ไปบุกรุกชาวบ้าน ทำนาอยู่ดี ๆ ก็ไปจับเขามา บอกว่าเป็นเขตป่าอะไรก็ไม่รู้ เขาอยู่ตั้งแต่ ปู่ย่าตายาย เสร็จแล้วมีเรื่องกฎหมายของป่าไม้ มีเรื่องกฎหมายสรรพากร มีเรื่องกฎหมาย ศุลกากร อุตสาหกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผมรวมไปถึง ป.ป.ช. ด้วยก็ได้ ถ้าความผิดที่เจ้าหน้าที่โดยตรงรักษากฎหมาย การเริ่มต้นสอบสวนจะให้เจ้าหน้าที่ ที่รู้กฎหมายรักษากฎหมายเริ่มสอบสวน หรือจะเอาพนักงานสอบสวนตำรวจเดิมก็ได้ หรือร่วมกันก็ได้แล้วสามารถฟ้องไปยังอัยการได้ ผมเห็นด้วยเพราะประชาชนจะได้รับ ความยุติธรรม การดำเนินคดีจะได้เร็วขึ้น การรวบรวมหลักฐานจะได้มีหลายฝ่ายช่วยกันดู ผมเห็นด้วยในข้อนี้
ข้อต่อไปที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ขอให้ผลักดันให้ได้ ให้ประชาชนสามารถไป ร้องทุกข์กล่าวโทษที่ไหนก็ได้ สถานีตำรวจที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวนี้ประชาชนปวดหัวมากครับ เกิดท้องที่นี้บางทีเราไม่ได้อยู่ในท้องที่ไปแจ้งความสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ถูกปฏิเสธว่า ต้องไปที่โน่น เสร็จแล้วก็วิ่งไปวิ่งมา ผลสุดท้ายคนที่อยากแจ้งความเพื่อรักษากฎหมาย คนที่อยากกล่าวโทษ คนที่ทำผิดกฎหมายก็เลยไม่ไปบางครั้ง อ่อนล้ากับการปฏิเสธ อันนี้ พอปฏิรูปแล้ว กำหนดให้เจ้าพนักงานต้องรับเรื่องราวในที่ทำงานของตัวเองไม่ว่าเหตุการณ์ จะเกิดที่ไหนก็ตาม ถ้าประชาชนเข้าไปแจ้งความคุณมีหน้าที่รับแจ้งความ อันนี้ดีมากครับ เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนมาก แล้วจะมากขึ้นไปอีกเมื่อมีเขียนบอกว่าการส่งคำร้องทุกข์ ให้ส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ หรือสื่อสารสนเทศอื่น ๆ อันนี้ก้าวหน้ามาก นับเป็นการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมครั้งยิ่งใหญ่
สุดท้ายครับ ผมอยากจะฝากท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรของผมครับ ผมฝากครับ เมื่อที่ประชุมนี้ในฐานะสภาผู้แทนราษฎรรับผลการศึกษานี้แล้วผมกราบ ฝากท่านประธานให้ผลักดันไปสู่ความเป็นจริงให้ได้ เพื่อให้สภานี้มีผลงานเป็นที่พึ่ง ของประชาชน ประชาชนจะแซ่ซ้องสรรเสริญทั้งแผ่นดินครับ ขอบคุณครับ