วรเทพ เสนอปฏิรูปสอบสวน-อัยการร่วมพิสูจน์พยานหลักฐานตั้งแต่ต้น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓

วรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ หารือประเด็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเสนอให้อัยการมีบทบาทร่วมตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นสอบสวน เพื่อป้องกันการบิดเบือนหรือสูญหายของข้อมูล พร้อมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในหลายมาตรา เช่น การบันทึกภาพ-เสียงขณะจับกุมและสอบปากคำ การให้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่ออัยการโดยตรงผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดระยะเวลาควบคุมตัวผู้ต้องหาอย่างชัดเจน และการเสริมอำนาจอัยการในการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมความยุติธรรม โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สี่

กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ รองประธาน คณะอนุกรรมาธิการ คนที่สี่ ขออนุญาตนำเสนอรายงานการศึกษา เรื่อง การปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน กระบวนการยุติธรรมในชั้นก่อนการพิจารณา ในชั้นศาลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการที่เจ้าพนักงานจะต้องค้นหา พยานหลักฐานเพื่อทราบความจริง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อสร้างระบบ การสอบสวนที่มีประสิทธิภาพ เป็นกลไกในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อพนักงานอัยการและถูกนำไปใช้ในชั้นพิจารณาคดีของศาล อย่างครบถ้วน นอกจากความสำคัญทางการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว กระบวนการวิธีการปฏิบัติ ในชั้นจับกุมการควบคุมตัว การขัง การปล่อยชั่วคราว การชันสูตรพลิกศพ การไต่สวนมูลฟ้อง ล้วนเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในการค้นหาความจริงและพยานหลักฐาน ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านการสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็วและ เป็นธรรม สร้างระบบการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นต้นได้มีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน อย่างนานาอารยะประเทศให้มีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการจึงได้ศึกษาเรื่องกระบวนการสอบสวนทางอาญา โดยคำนึงถึงความยุติธรรม ที่ประชาชนจะได้รับตั้งแต่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานชั้นต้นตั้งแต่การตรวจสอบการจับกุมเพื่อคุ้มครองชีวิต ร่างกายผู้ถูกจับ เพื่อให้พนักงานอัยการได้รับพยานหลักฐานและทราบความจริงที่ถูกต้องและ ครบถ้วนจึงต้องมีระบบการสอบสวนที่ให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสรู้เห็นและรวบรวม พยานหลักฐานด้วยตนเอง การสอบสวนและการสั่งคดีจึงต้องเป็นกระบวนการในขั้นตอน เดียวกัน องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบความจริงชั้นเจ้าพนักงานต้องร่วมมือและตรวจสอบการ ทำงานซึ่งกันและกัน ซึ่งการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วนที่สุดจะเป็น หลักประกันความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปพิจารณาคดีในชั้นศาล แต่หาก มีหน่วยงานเดียวผูกขาดการรู้เห็นพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุอาจมีความบกพร่อง หละหลวม สูญหาย ถูกบิดเบือน ทำลาย ทั้งเกิดจากการตั้งใจทุจริตของเจ้าหน้าที่หรือ ขาดความรอบคอบ ซึ่งมีปัญหาเห็นได้อย่างมากมาย จากปัญหาในปัจจุบันที่พนักงานอัยการ ไม่เคยเห็นพยานหลักฐาน ไม่เคยเห็นสถานที่เกิดเหตุ ไม่เคยได้พบผู้ต้องหาหรือพยาน จนกระทั่งวันสืบพยาน ทำให้พนักงานอัยการอยู่ในสภาพที่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการสั่ง คดีของผู้บริสุทธิ์ หรือการสั่งไม่ฟ้องอาชญากรได้อย่างง่ายดาย นับเป็นจุดอ่อนและเป็น หายนะของกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก จึงต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาช่วยดูแลและรวบรวม พยานหลักฐานซึ่งทำให้ความจริงได้ปรากฏ เช่นกำหนดให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสรู้เห็น และอยู่ในกระบวนการขั้นตอนการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่เริ่มคดีเป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการสอบสวนมีมาตรฐานสากลดังเช่นนานาอารยะประเทศ ที่เปิดโอกาสให้ หลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นต้น ซึ่งจะทำให้การเก็บพยานหลักฐานในชั้นต้นเป็นไปอย่างรัดกุม ไม่สูญหาย ถูกบิดเบือน ถูกทำลายอย่างเสรีไร้การตรวจสอบ คณะกรรมาธิการได้ยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแก้ไขปัญหา การปฏิบัติงานตั้งแต่การที่พนักงานสอบสวนบางส่วนไม่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ จากประชาชนคนยากจน ไม่มีอำนาจหรือด้อยสถานภาพทางสังคม การไม่ออกไปตรวจ สถานที่เกิดเหตุ หรือไปตรวจสถานที่เกิดเหตุล่าช้า มีการเลือกปฏิบัติในการให้บริการ การทำ สำนวนที่ล่าช้า การไม่แจ้งความคืบหน้าทางคดีให้ผู้เสียหายทราบ ซึ่งจากสภาพปัญหา ดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปฏิรูปวิธีการปฏิบัติงานสอบสวนด้านกฎหมายเพื่อพัฒนากลไก ในการปฏิบัติงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและ การให้บริการแก่ประชาชน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยอาศัยหลักการให้พนักงานอัยการเข้าทำการ ตรวจสอบการสอบสวน เพื่อให้ทางเลือกแก่ประชาชนและได้รับการอำนวยความยุติธรรม จากกระบวนการสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เป็นธรรมและมีความเป็นสากล โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๓ ให้เพิ่มข้อความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓/๑ และมาตรา ๑๓/๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๑. เพื่อให้การจับและการค้นมีพยานหลักฐาน เป็นภาพและเสียงเพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าพนักงานจะได้ปฏิบัติไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ ๒. เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ต้องหาไม่ถูกละเมิดสิทธิและกระทำการ อื่นใดอันมีลักษณะเป็นการประจาน ๓. การบันทึกภาพและเสียงตามมาตรา ๑๑/๑ ระบุถึง การจับหรือค้น โดยให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือค้น จัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถ ถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องและอาจเป็นเหตุให้ภาพและเสียงที่บันทึกดังกล่าวถูกเผยแพร่ สาธารณะได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มข้อความในวรรคสองดังกล่าว ๔. มาตรา ๑๓/๒ เป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อห้ามมิให้มีการเผยแพร่ภาพหรือเสียงของผู้ถูกจับ หรือผู้ต้องหาอันมีลักษณะเป็นการประจาน โดยอ้างเหตุว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่ง การสอบสวนหรือการติดตามจับกุม

มาตรา ๔ ให้แก้ไขวรรคหนึ่งของมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะบัญญัติให้ผู้จับ นำตัวผู้ถูกจับไปสถานีตำรวจทันที แต่หากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่กลับนำตัวผู้ถูกจับไป ซ้อมทรมานก็จะไม่มีระบบการตรวจสอบที่จะช่วยให้ผู้ถูกจับได้ทันที และไม่มีระบบที่จะ รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดและทำร้ายประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปในหลักการที่ว่าให้พนักงานอัยการ เข้าทำการตรวจสอบการสอบสวน จึงเห็นควรให้พนักงานอัยการมาตรวจสอบการจับกุมทันที ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและได้ความยุติธรรมจากกระบวนการ สอบสวนอย่างแท้จริง

มาตรา ๕ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๑๗/๑ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าเนื่องจากมีการหลบหนี นอกจาก การหลบหนีไปในระหว่างการได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว อาจมีหลายกรณี ที่หลบหนีในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝากขังหรือการควบคุมตัวด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องบัญญัติเพิ่มเติมว่าระยะเวลาการควบคุมตามกฎหมาย ในมาตรา ๑๑๗/๑ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของกฎหมายดังกล่าว

มาตรา ๖ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๑/๑ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าเห็นควรให้พนักงานอัยการได้รู้เห็น พยานหลักฐานในการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน โดยเข้าทำการตรวจสอบการสอบสวน โดยทันที เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด การบิดเบือน การทำลาย พยานหลักฐานตามอำเภอใจ อันเป็นเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการที่ต้องการให้พนักงานอัยการ ได้รับความจริงแห่งคดีอย่างครบถ้วน จึงเห็นควรให้พนักงานอัยการเข้าไปดำเนินการ ตรวจสอบการรวบรวมพยานหลักฐาน การตรวจสอบ การสอบสวนตั้งแต่เริ่มคดี รวมถึง การตรวจพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน เพื่อให้สำนวนการสอบสวนถูกต้องครบถ้วน และเป็นธรรม นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการยังเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา ๑๒๑/๑ (๒) เป็นคดีที่มีผู้มีส่วนได้เสียได้ร้องขอ ทั้งนี้ เนื่องจากต้องการให้ประชาชนหรือผู้ได้รับส่วนได้เสีย ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ เข้าตรวจสอบการสอบสวนพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ตลอดจนได้รับพยานหลักฐานที่ถูกต้อง ครบถ้วนตามความเป็นจริงตั้งแต่เริ่มต้นคดี คณะกรรมาธิการยังเห็นควรบัญญัติให้บทบัญญัติมาตรา ๑๒๑/๑ (๓) คดีอื่นตามที่กำหนดไว้ ในกฎกระทรวงหรือข้อบังคับของสำนักงานอัยการสูงสุด เนื่องจากต้องการให้เปิดกว้างให้คดี ตามมาตรา ๑๒๑/๑ (๓) ซึ่งเป็นคดีที่อาจมีปัญหาได้ในอนาคต ซึ่งจะสามารถกำหนดได้ โดยกฎกระทรวงและข้อบังคับของสำนักงานอัยการสูงสุด ๔. คณะกรรมาธิการเห็นควร กำหนดบทบัญญัติมาตรา ๑๒๑/๑ วรรคสอง เพื่อให้พนักงานอัยการได้มีโอกาสรับรู้ พยานหลักฐานจากการสอบสวนพร้อมกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งให้คำแนะนำหรือสั่งการ สอบสวนได้ตั้งแต่เริ่มคดี เพื่อให้การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปอย่างครบถ้วน เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการยังเห็นควรกำหนดให้บทบัญญัติ มาตรา ๑๒๑/๑ วรรคสาม เพื่อให้อัยการสูงสุดสามารถกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของการสอบสวนในคดีบางประเภทที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

มาตรา ๗ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้ เป็นมาตรา ๑๒๑/๒ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าปัจจุบันมีปัญหาเรื่องพนักงานสอบสวน ไม่รับคำร้องทุกข์ หรือคำกล่าวโทษออกเลขคดีอาญาเข้าสารบบราชการ หรือไม่ได้ดำเนินการสอบสวนตาม กฎหมายก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน และความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม อย่างแท้จริง จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงาน อัยการที่มีเขตอำนาจดำเนินการสอบสวนแทนได้

มาตรา ๘ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นวรรคท้ายของมาตรา ๑๒๓ แห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าการเพิ่มความในวรรคท้าย ของมาตรา ๑๒๓ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ ให้รัฐดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งความ ณ สถานีตำรวจที่เกิดเหตุได้ดังเช่น ปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนและความไม่สะดวกต่อประชาชนอย่างยิ่ง

มาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๔/๒ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าคำร้องทุกข์ คำกล่าวโทษ รวมทั้งเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันสามารถส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศอื่นได้ด้วยความสะดวก เป็นการลดภาระให้กับประชาชนที่จะต้อง เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษหรือยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคดีซึ่งอาจจะอยู่ไกล

มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าการบันทึกภาพและเสียงในการสอบปากคำ บุคคลเป็นหัวใจสำคัญในการรวบรวมพยานหลักฐานการพิสูจน์ความผิดความบริสุทธิ์ ของผู้ต้องหาในคดีอาญาจึงจำเป็นต้องสร้างหลักประกันได้อย่างถูกต้องครบถ้วนไม่ผิดพลาด แต่มีข้อเสนอแนะเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๑๓/๑ ที่ว่าการจับการค้น ให้เจ้าพนักงานผู้จับ ผู้ค้น จัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถถ่ายทอดได้อย่าง ต่อเนื่องโดยมิได้กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ทั้งนี้การสอบทำผู้หา ผู้เสียหาย ก็มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจับ การค้น ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๑๓/๑ ดังกล่าวจึงสมควรที่จะตัดข้อความว่า ในคดีข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษ ขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป ออกจากมาตรา ๑๓๖ ดังกล่าว นอกจากนั้นยังเห็นควรเพิ่ม ผู้ร้องทุกข์ผู้กล่าวโทษ ไว้ในมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้การบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษด้วย โดยกำหนด อัตราโทษขั้นต่ำเพียงจำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมของประชาชน

มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓๖/๑ คณะกรรมาธิการเห็นว่า เป็นบทบัญญัติที่มีหลักการที่ถูกต้องในเรื่องหลักความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำที่ต้อง ถูกลงโทษตามพฤติการณ์แห่งการกระทำผิด และสำนึกต่อการกระทำผิดนั้นแล้ว โดยให้ บุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดเป็นพยานเท่าที่จำเป็นอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ ที่สำคัญกว่าของรัฐในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่สำคัญ และมีความ สลับซับซ้อน โดยผ่านความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ และนำข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น ต่อศาลในการพิจารณาลงโทษจำเลยผู้ถูกฟ้องและเป็นพยานในคดีนั้น และมีเงื่อนไขในการ ลดโทษหลังจากที่ศาลรอการลงโทษ คือคำเบิกความของจำเลยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จนส่งผลให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดที่เป็นตัวการสำคัญได้ โดยศาลจะลงโทษผู้กระทำผิด ที่ให้การเป็นพยานนั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่ขั้นต่ำก็ได้

มาตรา ๑๒ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเห็นควรเพิ่มบทบัญญัติมาตรา ๑๔๒/๑ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่จะแก้ปัญหาของพนักงานสอบสวนในการสรุป สำนวนส่งให้พนักงานอัยการใกล้ครบกำหนดระยะเวลาผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย ซึ่งทำให้ พนักงานอัยการไม่มีเวลาเพียงพอในการตรวจพิจารณารอบคอบก่อนสั่งคดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสั่งฟ้องกรณีมีความจำเป็นที่ต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติมก็จะไม่มีเวลาเพียงพอที่จะ ดำเนินการให้เป็นธรรมอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

บทบัญญัติมาตรา ๑๓ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๔๓/๑ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิด คนอื่นซึ่งพนักงานสอบสวนอาจจะละเลย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่ดำเนินคดีกับ ผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่น โดยให้พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำความผิดที่พนักงานสอบสวนอาจจะมิได้ดำเนินคดี

บทบัญญัติมาตรา ๑๔ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้ให้เป็น มาตรา ๑๔๓/๒ คณะกรรมาธิการเห็นว่าถ้อยคำในมาตรานี้ที่ระบุว่า มาตรา ๑๔๓/๒ วรรคหนึ่ง ขออนุญาต ข้ามนะครับ การที่กำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจในการสอบสวนเพิ่มเติมเองได้ หากพนักงานสอบสวนไม่ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงเป็นเรื่องที่ ถูกต้องเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย อันเนื่องจากการที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งผลการสอบสวนให้พนักงานอัยการภายใน ระยะเวลาที่กำหนด

มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความดังต่อไปนี้เป็น มาตรา ๑๖๑/๑ คณะกรรมาธิการ เห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักประกันมิให้ผู้ฟ้องคดีที่มีเจตนาที่ไม่สุจริตกลั่นแกล้ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนในชั้นพิจารณา โดยมิได้มุ่งหวังแห่งผลคดี

นอกจากนั้นในส่วนของมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คณะกรรมาธิการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอำนาจความเห็นแย้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ ก่อให้เกิดความไม่สะดวกและความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน เนื่องจากกองบัญชาการ ตำรวจภูธรภาคอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ประชาชนติดต่อหรือร้องขอความเป็นธรรมได้ยากกว่า ภายในจังหวัด และมีการร้องเรียนมากมายว่าหากเห็นว่าไม่อาจแย้งคำสั่งฟ้องของอัยการได้ และอาจมีการเรียกเงินจากผู้ต้องหาเพื่อให้แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ อีกทั้งในการ ตรวจสอบการพิจารณาสำนวนการสอบสวนในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้องได้ ควรตรวจสอบและถ่วงดุลจากฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานตำรวจ ตามหลักการเดิมใน ร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รอบด้านก่อให้เกิดปัญหามากมายในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาในการพิจารณาคดี ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสำนวนได้อย่างรวดเร็วกว่า เนื่องจากไม่มีระบบการรวมศูนย์ แบบกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค รวมถึงการมีความเห็นแย้งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เพื่อป้องกันตำรวจฝ่ายจับกุมฝ่ายสอบสวนที่สรุปสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องโดยปราศจาก พยานหลักฐานเพียงพอในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา

ในเมื่อมีการยกเลิกบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๔๕/๑ แล้ว คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๔๕ แล้ว ดังนั้นบทบัญญัติในมาตรา ๑๔๕/๑ จึงไม่มีความจำเป็น จะต้องบัญญัติอีกต่อไป

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ จากการศึกษาของกฎหมายและการรับฟัง ความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทุกมิติแล้ว เห็นว่ามีความ จำเป็นอย่างเร่งด่วนในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมชั้นสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ มีอำนาจตรวจสอบถ่วงดุลคดีที่สำคัญตั้งแต่เริ่มต้นคดี เพื่อให้พนักงานสอบสวนได้รวบรวม พยานหลักฐานได้แท้จริง ป้องกันการบิดเบือน ทำลาย เป็นการสร้างหลักประกัน ความยุติธรรมทางอาญา เพื่อให้ประชาชนที่สุจริตได้รับความคุ้มครองมีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกันตามหลักนิติรัฐ จึงจัดทำรายงานฉบับนี้เพื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อโปรดพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ