ประเดิมชัย ชี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และพื้นที่สีเขียวกรุงเทพฯ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓

ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ หารือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร โดยเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ไม่ใช่เพียงตอบสนองเฉพาะช่วงวิกฤต พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่สีเขียวที่ยังขาดแคลนแม้มีเป้าหมายชัดเจน ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการแลกเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวกับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และเสนอให้ทบทวนข้อบัญญัติที่กำหนดค่าใช้จ่ายสูงในการตัดแต่งต้นไม้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายเปรมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตในการที่จะได้ แสดงความคิดเห็นต่อรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ ของคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาและได้นำเสนอรายงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมในส่วนของการทำหน้าที่ ของกรรมาธิการ ซึ่งก็มีแง่คิดและมุมมองที่เป็นประโยชน์อยู่หลายประการ แต่ก็มีบางส่วน ที่ผมขออนุญาตในการที่จะได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมโดยเฉพาะประเด็นที่ทาง กรรมาธิการได้ไปศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร แน่นอนครับว่าในเรื่องของ เมืองใหญ่ ในหัวเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต และอีกหลายเมืองที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นย่อมมีปัญหาในเรื่องต่าง ๆเหล่านี้มา โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานครในทุกปี ท่านประธานคงได้ยินและได้ทราบข้อมูลข่าวสารนะครับว่าในช่วง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะมีปัญหาในเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่มาสร้าง ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา สิ่งหนึ่งที่ผมได้ดูในรายงานการศึกษาหรือว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก็ได้บอกว่า ในเรื่องของแนวทางการปฏิบัติโดยเฉพาะในเรื่องของข้อกฎหมายที่หน่วยงานจะต้องรับไป ปฏิบัตินะครับ มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานแล้วก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของ ส่วนราชการที่แต่ละหน่วยงานจะนำเอากฎหมายหรือว่าข้อบังคับไปบังคับใช้ ซึ่งตรงนี้ผมต้อง ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติอย่างจริงจังตามกฎหมายที่มีอยู่ แน่นอนครับว่าผลกระทบในเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ย่อมน้อยลงตามมา ผมยกตัวอย่าง อย่างกรุงเทพมหานครเราก็จะเห็นว่าในรายงานการศึกษามีเรื่องของ การก่อสร้างเข้ามาเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดฝุ่นขนาดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แต่ถามว่า ทำไมเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ยังเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เกิดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จากการก่อสร้าง ถึงเวลาที่มีปัญหาครั้งหนึ่งก็ตีฆ้องร้องป่าวไประดมประโคมโหมข่าว ในการที่จะเข้าไปติดตาม ตรวจตรา ตรวจสอบ กำชับในเรื่องของมาตรการ ถ้าไม่มีคนออกมาพูด หน่วยงานก็จะไม่ดำเนินการ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถามว่าทำไมทางกรรมาธิการเองไม่หาวิธีการ ในการที่จะเสนอแนะในเรื่องที่จะต้องมีมาตรการในการที่จะให้หน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ อย่างจริงจัง ไม่ใช่ให้มาถึงฤดูกาลครั้งหนึ่งก็ปล่อยให้มีการมาเรียกร้อง หน่วยงานถึงจะไปทำ หน้าที่ในการที่จะบังคับใช้กฎหมายหรือว่ากำกับดูแล ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน กับเรื่องของอนาคตที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมานั้นน่าที่จะพิจารณาถึงความจำเป็น เร่งด่วนในเรื่องของเหตุการณ์เฉพาะหน้า เป็นมาตรการ ๑ ๒ ๓ ๔ ที่มีอยู่เป็นลำดับแรกก่อน

ส่วนที่ ๒ ผมได้ดูในรายงานการเสนอของทางคณะกรรมาธิการที่บอกว่า ในกรุงเทพมหานครซึ่งแน่นอนครับว่าถ้าเมืองใหญ่มีพื้นที่สีเขียวที่มีจำนวนปริมาณมาก ที่เพียงพอต่อสัดส่วนของจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น ๆ ย่อมที่จะทำให้ในเรื่อง ของมลภาวะต่าง ๆ จะมีปัญหาน้อยลง ในนี้มีการรายงานว่าในปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่สีเขียวต่อประชากร ๑ คน ต่อ ๑ ตารางเมตรนะครับ อยู่ที่ประมาณ ๖.๗๑ ตารางเมตร ต่อ ๑ คน แล้ววางแผนว่าในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า คือปี ๒๕๗๓ จะเสนอหรือว่าจะสามารถทำได้ ๑๐ ตารางเมตรต่อคน ผมต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าผมอยู่ในกรุงเทพมหานครมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ กับการเป็นตัวแทนท้องถิ่นในส่วนของทั้งสมาชิกสภาเขตและสมาชิก สภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนกระทั่งปี ๒๕๕๗ เราพูดกันถึงปัญหาเรื่องของ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานครตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาที่ผมอยู่ ในกรุงเทพมหานคร แต่ในทางปฏิบัติต้องเรียนอย่างนี้ว่าในข้อจำกัดที่มีอยู่ก็คือ กรุงเทพมหานครเองก็มีข้อจำกัดในเรื่องของการที่จะใช้งบประมาณในการที่จะไปหาพื้นที่มา เพิ่มเป็นพื้นที่สีเขียวในการที่จะปลูกต้นไม้ แต่กรุงเทพมหานครไม่เคยคิดที่จะหาทางอื่น ในการที่จะสนับสนุนให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นเลย ผมขออนุญาตนำเรียนว่าถ้าเป็น ท่านประธาน ท่านประธานลองคิดดูถ้าเรามีข้อจำกัดเรื่องของการที่จะใช้งบประมาณในการ ไปหาพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น รวมทั้งข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ของส่วนราชการที่มีอยู่เขาก็มี ความจำเป็นในการที่จะต้องแสวงหาประโยชน์จากพื้นที่ที่เขามี ราชการส่วนใหญ่ที่มีพื้นที่ ในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรมธนารักษ์ และอีกหลายหน่วยงานที่มีอยู่ เขาก็ไม่ให้พื้นที่ของเขามาใช้สอยในการที่จะให้กรุงเทพมหานคร นำมาปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะหรือว่าเพิ่มเป็นพื้นที่สีเขียว แทนที่กรุงเทพมหานครจะ หาวิธีการในการที่จะสนับสนุนส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะสร้าง พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างครับ ถ้าท่านประธานมีพื้นที่ในกรุงเทพมหานครปลูกบ้านอยู่ ประมาณ ๔๐๐ ตารางวา หรือมากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้นก็ตามแต่ ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเองก็มีการเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ถามว่า ถ้าเราใช้วิธีการในการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง ขนาดใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้น น่าที่จะเป็นโมเดล (Model) เดียวกันก็คือว่า ใช้วิธีการในการแลกเปลี่ยน ถ้าท่านประธานมีพื้นที่ ๔๐๐ ตารางวา ท่านประธานเอาพื้นที่ ของท่านประธานไปปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวสัก ๑๐๐ ตารางวา แทนที่ท่านประธาน จะเสียภาษีบำรุงท้องที่เต็มตามจำนวนตามที่อัตรากฎหมายกำหนดไว้ ตรงนี้ก็หาวิธีการ ในการที่จะแลกเปลี่ยนว่าถ้าคุณมีพื้นที่สีเขียวเท่านี้ คุณเสียภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น หรือว่าเสียภาษีโรงเรือนเท่านี้ เท่านี้ครับท่านประธาน แทนที่กรุงเทพมหานครจะต้อง เอาเงินงบประมาณจำนวนมากไปหาซื้อที่ดินเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไม่ต้องเลยครับ เราสนับสนุนให้ภาคเอกชนใช้พื้นที่ของเขาที่มีอยู่มาสร้างเป็นพื้นที่สีเขียว แล้วก็ใช้วิธีการ ในการแลกเปลี่ยน เพราะว่าเขาก็ต้องมีค่าดูแล ค่าบำรุงรักษาในการที่จะต้องดูแลต้นหมาก รากไม้ของเขา ตรงนี้ก็จะทำให้เมืองใหญ่ ๆ หรือว่ากรุงเทพมหานครมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกันท่านประธานทราบไหมครับว่าขณะนี้คนในกรุงเทพมหานคร ปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่น้อยลง ก็ด้วยเหตุที่ว่าต้นไม้เมื่อโตขึ้นมันสร้างภาระ สร้างปัญหาให้กับ เจ้าของ ในเรื่องของการตัดแต่งการดูแลเป็นปัญหาสำหรับเจ้าของ กรุงเทพมหานคร มีข้อบัญญัติในเรื่องของการให้บริการในการตัดแต่งหรือว่าขนต้นไม้ไปทิ้ง ซึ่งถ้าท่านประธานมีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งต้องการที่จะตัดต้นไม้ในขณะที่ว่ามันเป็นปัญหา กทม. กำหนดราคาไว้แล้วท่านประธานก็จะไม่อยากปลูกต้นไม้เพราะว่าแทนที่จะช่วย ส่วนรวมในการที่จะทำให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นว่าต้องมาสร้างภาระ ให้กับตัวเองในการที่จะต้องเสียเงินจ้าง กทม. มาตัดต้นไม้ในบ้าน มีการกำหนดขนาด เส้นรอบวงของต้นไม้ไว้ในราคาที่ค่อนข้างสูงต่อต้น ถ้าท่านประธานตัดมีมูลค่าค่าจ้าง หลายพันบาท นอกไปจากนั้นไม่ใช่เฉพาะค่าจ้างในการตัดเท่านั้น เมื่อตัดเสร็จยังต้องเสีย ค่าขนส่งในการที่จะต้องจ้างขนเอาต้นไม้ไปทิ้งอีกต่างหาก โดยรวมแล้วท่านประธานมีต้นไม้ ขนาดใหญ่ ๑ ต้น ต้องการตัดแต่งเพื่อที่จะไม่ทำให้ต้นไม้ในบ้านของเรามีปัญหาเวลาหน้าฝน ลมแรงโค่นล้มหรือว่าหักโค่นลงมา กลับกลายเป็นว่าต้องจ้างท้องถิ่นมาดำเนินการในการ ดำเนินการซึ่งต้องเสียเงินเสียทองอีกมากมาย ถามว่าแล้วอย่างนี้ใครเขาจะไปให้ความร่วมมือ ใครเขาอยากจะสนับสนุนในการที่จะสร้างพื้นที่สีเขียวหรือว่าปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นมา ตรงนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมขออนุญาตในการนำเรียนท่านประธานว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเป็น รายละเอียดปลีกย่อยที่อาจจะน้อยนิดแต่ถ้ากรรมาธิการได้พิจารณาถึงรายละเอียดที่ลงลึก ไปในข้อเท็จจริงและนำเสนอหน่วยงานหรือว่าสังกัดกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง ได้ลงไปดูแล และไปปรับปรุงทั้งในระเบียบทั้งกฎหมายและวิธีการปฏิบัติอย่างจริงจัง และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องของการเสริมสร้าง ทำให้คุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องของมลภาวะ ในเรื่องของอากาศก็จะทำให้ดีขึ้น ฉะนั้น ตรงนี้ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานแล้วฝากไปถึงทางกรรมาธิการนะครับว่าในสิ่งที่ท่าน ศึกษามาทั้งหมดโดยรวมผมชื่นชม แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกต เพิ่มเติม เพราะว่าในนี้มีการเสนอว่าอยากจะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อที่จะ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับเรื่องอากาศโดยเฉพาะในอนาคตในภายภาคหน้า ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ณ ที่นี้ครับ