มานพ คีรีภูวดล เสนอแนะให้ปรับปรุงการบริหารจัดการไฟป่าโดยยึดพื้นที่เป็นตัวตั้งและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ ที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างนโยบายส่วนกลางกับบริบทพื้นที่จริง มานพ คีรีภูวดล เสนอให้ประกาศไฟป่าและหมอกควันเป็นภัยพิบัติประจำจังหวัดโดยทันทีเพื่อรองรับการป้องกันเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายก่อน และเรียกร้องให้กำหนดเกณฑ์การประกาศที่ชัดเจน รวมถึงเสนอให้โอนอำนาจการประกาศไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหรือระดับอำเภอ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ขอบคุณกรรมาธิการที่ได้ทำรายงานนี้ให้กับสภา ผมอยากจะขอเพิ่มเติม ในหน้า ๖ ในหัวข้อที่ ๒ ที่พูดถึงเรื่องพีเอ็ม (PM) ที่เกิดขึ้นกับภาคป่าไม้ ซึ่งผมเข้าใจว่า เนื้อหายังน้อยไป ท่านประธานครับ ชีวิตผมอยู่กับป่าและรู้จักไฟป่ามาเกือบตลอดชีวิต และอยู่กับเรื่องไฟป่ามาผมคิดว่าในแง่การทำงานร่วมกัน ความขัดแย้งในระดับพื้นที่ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ผมพอจะรู้ว่าสาเหตุปัญหาแล้วก็แนวทางที่ควรจะทำเป็นอย่างไร ปีนี้ช่วงปิดสมัย ประชุม เราไม่มีประชุมกรรมาธิการ ผมก็กลับไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็ไปลุยกับพี่น้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ท่านประธานก็ทราบอยู่แล้วปีนี้เราสูญเสียพี่น้องประชาชน ไปทั้งหมด ๘ คน เจ้าหน้าที่รัฐ ๒ คน พี่น้องประชาชน ๖ คน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่จังหวัด เชียงราย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน การสูญเสียชีวิตเพื่อที่เข้าไปจัดการ เข้าไปเฝ้าระวัง เข้าไป ดำเนินการเพื่อไม่ให้มีไฟเกิดขึ้นนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าดูผิวเผินแล้วจะเป็นเรื่องของคนที่ ไม่มีประสบการณ์ จะเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ท่านประธานรู้ไหมครับ มีเรื่องลึกลงกว่านั้น ว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ผมอยากจะบอกอย่างนี้ว่าประเด็นเรื่องไฟป่า ถ้าไม่เอาพื้นที่ เป็นตัวตั้ง ประเด็นเรื่องไฟป่าถ้าไม่บริหารจัดการร่วม ไม่มีทางจัดการได้ครับ เพราะว่าไฟป่า ไม่ได้แยกนะครับ ไฟป่าไม่ได้แยกว่าไฟของฉันจะอยู่ในเขตป่าสงวน ไฟนี้จะอยู่ในเขตอุทยาน ไฟนี้จะอยู่ในลุ่มน้ำชั้น ๑ ชั้น ๒ ไฟป่าไม่เคยแยกตัวเอง คนจุดก็ไม่เคยคิดแยกว่า จะจุดตรงไหน จะจุดในเขตป่าสงวนหรืออุทยาน เพราะฉะนั้นผมเคยพูดในที่ประชุมแห่งนี้ ว่าพื้นที่ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ตรงนี้ต่างหากคือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จะต้องมาบริหารร่วมกัน ในพื้นที่ตรงนี้เกี่ยวข้อง กับใครบ้าง ในทางกฎหมายอาจจะเป็นกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่รับผิดชอบโดยตรงตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ ในพื้นที่ก็จะเป็นท้องที่ท้องถิ่นปกครองคืออำเภอ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติการในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลวง พัฒนาต้นน้ำ หรืออื่นใด อันนี้คือหน่วยงานองคาพยพทั้งหมดที่จะต้องมาจัดแผนร่วมกัน เพื่อที่จะเอาพื้นที่ตรงนี้มาบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นคือหลักการที่ ๑ ต้องมีส่วนร่วมและ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง อันที่ ๒ ผมคิดว่าอันนี้เป็นความเข้าใจที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง และมายาคติในสังคมก็คือเรื่องความรู้ ท่านประธานครับ นิเวศป่าในประเทศไทยคือผมคิดว่า ท่องกันได้แล้วมีไม่กี่นิเวศ ถ้าเป็นภาคใต้ก็จะเป็นป่าชื้น ภาคเหนือก็จะเป็นป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง หรือป่าเต็งรัง หรือทางเหนือเรียกป่าแพะ ขึ้นไปก็เป็นป่าดิบ นิเวศป่าที่เป็นลักษณะป่า แบบพิเศษแบบอินทนนท์ หรือว่าป่าเมฆ หรือป่าดึกดำบรรพ์ มีไม่กี่ที่และน้อยครั้งที่จะเกิดไฟป่า เพราะฉะนั้นองค์ความรู้ในการแยกแยะว่าไฟที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นในป่าประเภทอะไร ไฟที่เกิดขึ้นเกิดก่อนฤดูกาลเกิดขึ้นในป่าอย่างไร เราจะมีความรู้ในการจัดการบริหารตรงนี้อย่างไร อันนี้คือเป็นประเด็นสำคัญที่อยากจะเพิ่มเติมให้กับกรรมาธิการ ท่านประธานรู้ไหมครับ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ภาคเหนือเป็นป่าผลัดใบ แล้วก็การผลัดใบก็จะเริ่มตั้งแต่จังหวัดตาก ขึ้นไป ไปถึงจังหวัดเชียงราย เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของไฟก็จะเริ่มตั้งแต่พื้นที่ได้รับความ ร้อนมาก่อนป่าก็จะผลัดใบก่อน ปัญหาสำคัญคือว่านโยบายส่วนกลาง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ปีนี้ ทางจังหวัดเชียงใหม่จับมือกับเครือข่ายประชาสังคมกลุ่มต่าง ๆ นักวิชาการ องค์กรท้องถิ่น มีการวางแผนว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ตรงไหนจะไม่ให้ไฟเข้า ตรงไหนป้องกันพิเศษ ตรงไหนที่มีความจำเป็นจะต้องจัดการเชื้อเพลิงหรือการชิงเผาตามหลักวิชาการ พอท่านรองนายกรัฐมนตรีมาปุ๊บมาสั่งการ ทำให้แผนของพื้นที่หายไปหมดเลย เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่จริง ๆ ผมถึงบอกตั้งแต่แรกว่าต้องใช้พื้นที่ เป็นตัวตั้ง เอาความรู้และเทคโนโลยีตามไป เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุด ผมอยู่ภาคชนบท ค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องของแหล่งกำเนิด ภาคเมืองไม่ว่าจะเป็นขนส่ง อุตสาหกรรมหรืออื่นใด ขยะมูลฝอยก็ต้องสะท้อนออกมา และเกิดขึ้นในช่วงใด หลาย ๆ ครั้งพี่น้องของผมก็บอกว่าบางจังหวัดไม่เห็นมีป่าเลย ทำไมค่าพีเอ็มมันเกิน แต่จังหวัดของเราดูแลกันอย่างมากเลยพอเกิดขึ้นเป็นข่าวทั้งจังหวัดเลย อันนี้พี่น้องที่จังหวัดเชียงใหม่ว่านะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นจะต้องสะท้อนว่า แหล่งกำเนิดที่เป็นภาคชนบทก็จะมีแค่ ๒ ส่วน ก็คือภาคเกษตรและภาคป่า เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีฐานข้อมูลตรงนี้อย่างชัดเจน กระบวนการแก้ไขปัญหามันก็จะง่าย ความเข้าใจผิด อีกหลายส่วนผมเข้าใจว่าผมอยู่กับพี่น้องเกษตร ถ้าเป็นข้าวโพดผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่า การบริหารจัดการมีความจำเป็นที่จะต้องจัดการปัญหาในพื้นที่เกษตร กระบวนการเก็บเกี่ยว หมดครั้งสุดท้ายของข้าวโพดคือไม่เกินเดือนธันวาคม ค่าพีเอ็ม (PM) ที่จะเกินก็คือพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่จะเกินคือหลังวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ของทุกปี ตรรกะตรงนี้หมายความว่า ถ้าเราไม่มีความชัดเจน ไม่มีการตรวจสอบลุ่มลึกพอ เราจะหลงแล้วก็จะทำให้คนในสังคม ทะเลาะกัน เราก็จะชักจูงพี่น้องประชาชนที่อยู่คนละมุม อยู่คนละขั้วมีความเข้าใจผิดกัน ข้าวโพดมีการเตรียมพื้นที่เพื่อเพาะปลูกประมาณพฤษภาคม เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จก็คือ ไม่เกินเดือนธันวาคม เพราะฉะนั้นตรรกะที่เกิดค่าพีเอ็มหรือค่ามลพิษฝุ่นควันที่เกินมาตรฐาน ก็คือหลังวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ อันนี้ทุกปีไล่ดูสถิติตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๖๐ ๑๐ กว่าปี ไปดูนะครับ เพราะฉะนั้นตัวละครที่เราไม่สามารถที่จะเอาออกมาได้ก็คือการเผาไหม้ในพื้นที่ป่า พื้นที่ป่าทำไมเป็นตัวละครที่สำคัญ เรามักจะใช้ตัวชี้วัดก็คือว่าค่าฮอตสปอต (Hot spot) หรือว่าค่าความร้อน ท่านประธานรู้ไหมครับ ถ้าความร้อนของไฟรัศมีต่ำกว่า ๑ เมตร ไม่สามารถจับได้ อันที่ ๑ คือความร้อนไม่ถึง แต่ว่าในขณะที่พฤติกรรมของไฟป่าเป็นการไหม้แบบลำเลียง ค่อย ๆ ไป ความสูงไม่เกิน ๑ ฟุต รัศมีไม่เกิน ๑ ฟุต ไปทั้งผืนป่า ฮอตสปอต (Hot spot) ไม่มีทางที่จะจับได้ อันนี้คือ ปัญหาของเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นที่ต้องใช้คนในพื้นที่ การกราวด์เช็ก (Ground check) บวกกับเทคโนโลยี อันที่ ๒ ผมเจอมากับตัวเอง เรื่องของเรือนยอด ฮอตสปอต (Hot spot) ก็ไม่สามารถที่จะจับได้ เกิดความร้อนในพื้นที่ด้านล่างของต้นไม้ แต่ข้างบนเป็นป่าทึบ เช่นอยู่ในเขตป่าดิบ อย่างปีนี้ชาวบ้านรายงานว่าจะเกิดความรุนแรง เรื่องไฟป่าแน่นอน ขอกำลังมาช่วยหน่อย ปรากฏว่าตัวชี้วัดที่จังหวัดว่าไม่พบความร้อน ในพื้นที่ที่คุณแจ้งมาจึงไม่สามารถที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปได้ สุดท้ายเกิดอะไรขึ้นครับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่แจ้งเสียชีวิตจากการดับไฟ เหตุผลทั้งหมดที่ผมพูดในที่สภาแห่งนี้ ต่อท่านประธาน ผมคิดว่าทางออกที่ควรจะเกิดขึ้นในการบริหารจัดการเรื่องของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) นี้ โดยเฉพาะในเรื่องพื้นที่ภาคป่าไม้ ผมมีข้อความเสนอโดยสุดท้ายแบบนี้ครับ
อันที่ ๑ การใช้พื้นที่แอเรีย เบส (Area based) เป็นตัวตั้ง ทุกหน่วยงานที่อยู่ ในพื้นที่นั้นต้องมาบูรณาการ ไม่ใช่ว่าแต่ละกรม แต่ละหน่วยงานถืองบประมาณต่างคนต่างทำ อย่างนี้ไม่สำเร็จ เราจะต้องมีการเอางบประมาณ บุคลากร ทรัพยากรทุกอย่างมากองไว้ โดยมีเป้าหมายว่าพื้นที่ป่าบริเวณ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ จะเกิดความ รุนแรงของไฟน้อยที่สุดโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่น
อันที่ ๒ ท่านประธานครับ ความรู้และเทคโนโลยีที่จะต้องมาใช้ ความรู้ที่มี หลากหลาย เป็นความรู้ทั้งพื้นที่ เป็นความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ที่มาจากเมืองนอก จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องบูรณาการผสมผสานความรู้เหล่านี้ในการเข้าไปจัดการ
อันที่ ๓ การสนับสนุน สภาแห่งนี้ผมเคยพูดแล้วว่าการโอนงบประมาณให้กับ พื้นที่ อบต. เทศบาลอยู่ในเขตป่าเยอะมากในภาคเหนือ การโอนงบประมาณโอนไปที่ท้องถิ่น จังหวัด โอนไปในหมวดกลาง ๆ คือหมวดสิ่งแวดล้อม อบต. เทศบาล ก็ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็น เรื่องของหมวดไฟป่า ตอนนี้ก็คือทางส่วนราชการโดยเฉพาะกรมป่าไม้ได้มีการจัดเวทีว่า จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องหมวดไฟป่า เพราะฉะนั้นก็คือ อบต. ใช้อำนาจเรื่องท้องถิ่น ถ้าคุยกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ไม่ได้ก็ไม่สามารถที่จะไปดับไฟ ในเขตป่าของกรมป่าไม้ได้ ต้องขออนุญาตก่อน เพราะฉะนั้นจำเป็นที่ผมบอกว่า ข้อที่ ๑ จะต้องใช้พื้นที่ทุกหน่วยงานเข้ามา ข้อที่ ๒ ในเรื่องของการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ บางที ผมก็เห็นสื่อหลายสื่อ หลายคนนำเสนอ เอาภาพไฟป่าจากต่างประเทศที่มีความรุนแรง เผยแพร่ว่าเกิดไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะฉะนั้นการสื่อสารเรื่องนี้มีความจำเป็น จำเป็นที่สุด ก็คือว่าจะต้องใช้ฐานข้อมูลความเป็นจริง
ประเด็นสุดท้ายครับ ไฟป่าหมอกควันกับเรื่องของสถานะภัยพิบัติ เรื่องนี้ ผมประสบมาโดยตรง ผมพยายามไปคุยกับคนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ทำไมเราไม่ประกาศว่าหมอกควันไฟป่าเป็นภัยพิบัติประจำจังหวัด ภัยแล้งเราประกาศได้ น้ำท่วมเราประกาศได้ หน้าหนาวเราประกาศได้ เป็นเพราะว่าเป็นเรื่องงบประมาณในการ จัดซื้อหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ ประเด็นสำคัญก็คือว่าถ้าเราไม่ประกาศผมคิดว่า กระบวนการที่จะสนับสนุนเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินมันยากมากที่จะแก้ปัญหา มีประเด็นสำคัญ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องของการประกาศภัยพิบัติ การประกาศภัยพิบัติ ผมยกตัวอย่างเรื่องภัยหนาว จะต้องหนาวติดต่อกันกี่องศา ถ้าองศานี้กี่วัน ฝนจะต้องตกต่อเนื่องกี่วัน ไฟป่าจะทำอย่างนี้ ไม่ได้ครับ ถ้าเกิดไฟป่าแล้วค่อยประกาศภัยพิบัติมันไม่มีทาง มันมีทางที่จะทำให้เกิดความ เสียหายอย่างเดียวครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยากจะฝากกรรมาธิการ อยากจะเป็นข้อเสนอ และเป็นประเด็นที่จะต้องปรากฏขึ้นมาในรายงานว่าไฟป่าและหมอกควันคือภัยพิบัติ แต่ละจังหวะต้องเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือแม้แต่อำเภอ และการประกาศ ภัยพิบัติต้องใช้มิติเรื่องของการป้องกัน ไม่ใช่รอให้มันเกิดก่อน ถ้ารอให้ไฟป่าเกิดก่อนแล้วค่อยประกาศภัยพิบัติ ผมคิดว่าอันนี้ไม่ใช่รูปแบบการป้องกัน ภัยพิบัติ และเงื่อนไขอย่างไรกรณีไฟป่านี้จังหวัดสามารถประกาศภัยพิบัติได้ ผมคิดว่าก็จะ เป็นการบรรเทาให้กับพี่น้องประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณมากครับ