ปดิพัทธ์ สันติภาดา อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายอากาศสะอาดและเสนอให้ตั้งสำนักงานปกป้องสภาพอากาศแห่งชาติ พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายโรงงาน พ.ศ. 2562 ที่เปิดช่องให้โรงงานขนาดเล็กหลุดพ้นจากการควบคุม ทำให้การตรวจสอบมลพิษไม่ครอบคลุม และเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อการก่อมลพิษอย่างมีระบบ
เรียนท่านประธานครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ในส่วนของรายงาน ที่ทางกรรมาธิการได้ตั้งใจทำขึ้นมา ผมขอขอบคุณแล้วก็อภิปรายสนับสนุนในข้อสังเกตที่เป็น ส่วนที่จะแก้ไขปัญหาหมอกควันพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้อย่างยั่งยืน ข้อสังเกต ๒ ข้อ ที่เกิดขึ้นนี้ก็คือเราต้องการเจ้าภาพ เราต้องการพระเอก และเราไม่ต้องการกฎหมายที่ซ้ำซ้อน แต่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นผมขออภิปรายสนับสนุนการที่เราจะพิจารณา ออกกฎหมายอากาศสะอาดและการตั้งสำนักงานปกป้องสภาพอากาศแห่งชาติ ในส่วนของ รายงานนี้ถ้าผมอยากจะสนับสนุนและทำให้เกิดความชัดเจนในตัวของรายงานมากขึ้น ผมคิดว่าเราใส่ใจในเรื่องของหมอกควันพิษที่เกิดจากอุตสาหกรรมน้อยเกินไป เปอร์เซ็นต์ ที่เกิดขึ้นจากค่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในอุตสาหกรรมอาจจะคิดเป็นจำนวนไม่มาก อาจจะ ประมาณแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากรายงานของหลายหน่วยงาน แต่เราอาจจะเข้าใจผิดได้ ว่า ๖ เปอร์เซ็นต์นี้สะท้อนว่าอุตสาหกรรมไม่ได้มีปัญหามากเท่ากับเรื่องของการจราจรและ การเผากลางแจ้ง เพราะ ๖ เปอร์เซ็นต์นี้ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ ที่เราวัดได้น้อยมากในสภาพความเป็นจริง ในระบบของการดักจับฝุ่นและวัดค่าฝุ่นที่เกิดขึ้น จากปลายปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม หรือที่เราเรียกว่าคอนทินูอัส อิมิสชัน โมนิโทริง ซิสเต็ม (Continuous Emission Monitoring System) หรือว่าเซ็มส์ (CEMS) จากการที่ผม มีโอกาสได้เตรียมข้อมูลในเรื่องของการตรวจสอบการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าขยะ ๓๘ โรงงาน ที่มีการจ่ายไฟเรียบร้อยแล้ว มีเพียง ๔ โรงงานเท่านั้นที่มีการติดตั้งระบบวัดค่าเหล่านี้จริง ๔ โรงงานจาก ๓๘ โรงงานติดตั้งเรากำลังหมายถึง ๓๔ โรงงานที่เราไม่ทราบเลยว่า แต่ละโรงงานปล่อยมลพิษออกมาเท่าไร เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อตัวเลข ๖ เปอร์เซ็นต์ และนอกจากนี้โรงงานอีกมากมายในประเทศนี้ที่มีการเผาโดยเฉพาะเรื่องของขยะ และการหลอมด้วยความร้อน เราเจอว่าปัญหานอกจากเราจะต้องหาพระเอกคือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด แล้วเราจะต้องจับผู้ร้ายด้วยครับ ผู้ร้ายที่ว่านี้คือ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่มีการแก้ไขให้โรงงานที่จากเมื่อก่อนมีเพียงแค่ขนาด ๗ แรงม้า คนงาน ๕ คน ให้กลายเป็นโรงงาน ๕๐ แรงม้า คนงาน ๕๐ คน หมายความว่าโรงงานขนาดเล็กกว่า ๖๐,๐๐๐ โรงงานตอนนี้ไม่เข้าสู่ พ.ร.บ. โรงงาน ท่านประธานครับ สิ่งนี้เกิดอะไรขึ้น ก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดการรายงานผลที่ไม่สอดคล้อง ไปกับความเป็นจริง การวัดมลพิษที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายที่ออกขึ้นมานี้ผมเรียกว่า ต่อให้เราจะมี พ.ร.บ. อากาศสะอาด ก็ตาม หรือเรามีหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ก็ตาม เราไม่สามารถจะไปสะสางสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้เพราะกฎหมายที่ล้าหลังแบบนี้กำเนิด ขึ้นมาและมีนัยสำคัญของการเกิดขึ้นตั้งแต่การยึดอำนาจของ คสช. ท่านประธานครับ มลพิษ ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญนะครับ และผมคิดว่าเราไม่ควรจะไปโทษ ชาวไร่ชาวนาอย่างเดียว แต่มลพิษที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมาโดยการออกแบบอย่างตั้งใจให้ กฎหมายมีช่องโหว่และการบังคับกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพและเอื้อให้เกิดคอร์รัปชัน สิ่งที่ เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นลักษณะเดียวกันครับ ถ้าประเทศใดก็ตามรวบอำนาจไม่ได้มาจากการ เลือกตั้ง ประเทศใดก็ตามที่รวบการออกกฎหมายไว้ในสภาที่ไม่มีการตรวจสอบ ปัญหามลพิษ เกิดขึ้นมากเป็นนัยสำคัญเสมอ เพราะฉะนั้นผมอยากจะสนับสนุนให้เกิดพระเอกขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราต้องการคนรับผิดชอบที่ทำให้ประเทศไทยของเราและพี่น้องประชาชน ชาวไทยจะต้องมีชีวิตอยู่โดยการเผชิญกับมลพิษเยอะขนาดนี้ ท่านประธานครับ ยังมีกฎหมายอีกหลายตัวที่เราต้องหยิบยกมาพิจารณากันและผมยังไม่เห็นปรากฏอยู่ใน รายงานฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี ๒๕๕๘ ที่ยกเว้นการทำอีไอเอ (EIA) ให้กับโรงงานต่าง ๆ การยกเว้นผังเมือง คำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๔ ปี ๒๕๕๙ และยังมีอีกหลายประกาศคำสั่งเลยครับ ซึ่งตอนนี้พวกเขาไม่ต้อง รับผิดชอบในเรื่องของการก่อมลพิษ แต่โยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชน ให้พวกเรา ซื้อหน้ากาก ให้พวกเราซื้อเครื่องกรองอากาศ แล้วไม่ว่าเราจะมีเครื่องจับมลพิษอีกมากมาย ขนาดไหนเป็นมลพิษที่ถมเข้าไป เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถต่อสู้กับเรื่องมลพิษได้ เพียงเพราะเราทำเรื่องของการแก้ไข แต่การป้องกันจากจุดกำเนิดจะต้องมีการดำเนินการ และการควบคุมให้เกิดการเอาผิด เกิดความรับผิดชอบของโรงงานต่าง ๆ และผู้เซ็นอนุมัติ ให้เกิดโรงงานเหล่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมไทยนะครับ เวลาที่พี่น้องประชาชน เจอว่ามีโรงงานที่ไม่มีมาตรฐาน ปล่อยมลพิษ ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนจะต้องรับผิดชอบ ในการตรวจสอบเองว่ามีมลพิษเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าเบอร์เดน ออฟ พรูฟ (Burden of Proof) ร้องเรียนไปที่หน่วยงานไหน หน่วยงานไหนก็บอกว่าให้ประชาชน ไปตรวจเอาเองก็แล้วกันว่าเป็นจริงหรือเปล่า สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นนะครับ เบอร์เดน ออฟ พรูฟ (Burden of Proof) ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ กำกับโรงงาน เหล่านี้ที่เกิดขึ้น แต่น่าเสียดายเหลือเกินครับ ในช่วงเวลาที่เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ ภายใต้การปกครองที่ไม่ชอบธรรมของคณะรัฐประหาร โรงงานเหล่านี้เกิดขึ้นมหาศาล และเป็นผลประโยชน์ที่ถูกตักตวงไปในกลุ่มทุนแค่กลุ่มเดียว เพราะฉะนั้นต่อให้เราปลูกต้นไม้ อีกกี่ต้นแต่ถ้ากฎหมายที่ล้าหลังและเป็นผู้ร้ายตัวจริงยังไม่ถูกแก้ไข ผมกังวลเหลือเกินว่าเรา จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้อย่างแท้จริง และผู้ร้ายที่เรามองภาพ เสมอ ๆ ก็คือชาวนาชาวไร่ เกษตรกรที่ยังทำวิถีชีวิตเกษตรแบบดั้งเดิม ผมไม่ได้บอกว่าเรา ไม่ต้องแก้ไขปัญหาการเกษตรนะครับ เราต้องแก้ไข แต่ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราจะต้อง ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับกฎหมายที่เราต้องบังคับใช้ เปรียบเทียบกับผลประโยชน์ของ กลุ่มทุนที่เราจะต้องกล้าหาญในการเข้าไปตรวจสอบ กำกับและเอาผิด เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะ เป็นบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่เราคาดหวังได้มากขึ้นจากรายงานชุดนี้ ขอบคุณครับ