นริศ ขำนุรักษ์ หารือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม โดยเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปลูกป่าเปียก สนับสนุนการเกษตรอินทรีย์ และเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณแก่กรมควบคุมมลพิษอย่างเร่งด่วน พร้อมเสนอมาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะในพื้นที่เฉพาะและการใช้เวทีอาเซียนร่วมแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดน รวมถึงผลักดันการกระจายอำนาจและงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อันที่จริงแล้วคณะกรรมาธิการ ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยของสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำรายงานเรื่อง แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM ๒.๕ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ได้รวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่ว่าผม ขออนุญาตได้อภิปรายปัญหาเพียงเล็กน้อยและมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากที่ท่านได้ทำ ข้อเสนอแนะไว้แล้วนะครับ ก็เป็นที่ยืนยันว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นพิษร้ายที่ยิ่งใหญ่ นับวันที่จะเป็นพิษร้ายเพิ่มขึ้นมากสำหรับประเทศไทย เป็นพิษร้ายที่ ๑ ก็คือมีผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน อันนี้เป็นที่ประจักษ์นะครับ ทั้งตัวเลข ทั้งงานวิจัยก็บอก เพราะว่าเมื่อพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดระบาดขึ้น โรคระบบหายใจเรื้อรัง ก็เพิ่มมากยิ่งขึ้นเพราะว่าเราเชื่อกันว่าจากงานวิจัยนี้ว่า พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทำให้เกิด โรคจมูกอักเสบ ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคถุงลมโป่งพอง แล้วก็จากงานวิจัยพบว่า เด็กเจ็บป่วยมากขึ้น และกระทบต่อการเติบโตของเด็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อาจเป็น ส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในปอด วัณโรคปอด พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพิ่มความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม โรคตาแห้ง โรคผิวหนังอักเสบ โรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังแห้ง และที่ร้ายที่สุดพบล่าสุดว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มันเล็กจน อาจเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้เป็นอย่างยิ่ง โดยสรุป พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ใช้งบประมาณในการป้องกันแก้ไขในแต่ละปีมากมาย ได้ทำลายสุขภาพของ พี่น้องของประชาชน คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนมากมาย และที่สำคัญได้ทำลายความ เติบโตของเด็กและเยาวชนไทย
เรื่องที่ ๒ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศตามที่ คณะกรรมาธิการได้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมมีตัวเลขครับว่า ๑ เดือน ที่ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพิ่มมากขึ้นในกรุงเทพมหานคร มีข้อมูลว่ามีผลกระทบคิดเป็น ความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉพาะกรุงเทพมหานครเดือนเดียว ๓,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท ในทางเศรษฐกิจ ในทางสุขภาพต้องใช้เงินคิดเป็นเงิน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ในทางการท่องเที่ยวเราได้สูญเสียเม็ดเงินการท่องเที่ยวจากปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไป ๑,๐๐๐-๒,๔๐๐ ล้านบาท และด้านอาหาร ๒๐๐-๖๐๐ ล้านบาท นี่คือผลกระทบจาก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แค่กรุงเทพมหานครเมืองเดียว แต่ถ้ารวมแล้วหมอกควันไฟป่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดในภาคเหนือคิดมูลค่า ความเสียหายมากมายเพราะต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายเที่ยวบินต่อปี ต้องยกเลิกโรงแรม ต้องยกเลิกร้านอาหาร แล้วโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ใกล้ประเทศมาเลเซีย ใกล้ประเทศ อินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดตรัง หรือจังหวัดพัทลุงบ้านผมก็ทำให้ มีผลกระทบจากพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มีผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นความเสียหายทาง เศรษฐกิจมากมาย ผมจึงยืนยันครับว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศลง อย่างมากมายทีเดียว ผมจึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการนะครับ
๑. เรื่องการปลูกป่า ที่จริงตรงกันครับ แต่ว่าประเทศไทยเราจะสูญเสียพื้นที่ สีเขียวไปมากครับ ขณะนี้ผมไม่เชื่อว่ามีมากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานครก็ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แล้วก็เช่นเดียวกันเมืองใหญ่ หาดใหญ่ โคราช จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ มีพระราชเสาวนีย์ว่าการป้องกันหมอกควันไฟป่าให้ทำป่าเปียก โดยทำให้ป่าที่ปลูกมีน้ำ เป็นป่าเอเวอร์กรีน ฟอเรสต์ (Evergreen Forest) เป็นป่าที่มีความ เขียวทั้งปี เป็นป่าเบญจพรรณ เป็นป่าดิบชื้น จะทำให้ลดหมอกควันไฟป่าลงได้ ท่านพระราชทานนามว่าเป็นป่าเปียก เร็ว ๆ นี้ก็มีในโครงการของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ โดยท่านดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้ปลูกต้นไม้ในกรุงเทพมหานคร ๑ ล้านต้น เพื่อเพิ่มสีเขียว และลดมลพิษในกรุงเทพมหานคร ต้นไม้ที่ใช้ปลูกที่จะลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามีหลายชนิดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นต้นกระถิน ต้นมะขาม ต้นบุนนาค ต้นขนุน พวกต้นชาเช่นชาสีทอง แล้วพวกไม้ที่เป็นไม้ประดับ เช่น ต้นพลูด่าง ต้นไทร ต้นเหงือกปลาหมอ และต้นวาสนา ต้นไม้เหล่านี้ดูดควันพิษพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ทั้งสิ้นผมคิดว่าได้เวลาที่รัฐบาลโดยกระทรวงหลัก ๒ กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกต้นไม้ที่ดูดซึมดูดซับพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้ ดังที่ผมกราบเรียนรายชื่อของต้นไม้ ไปยังท่านประธานแล้ว
ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ คือโดยสถานการณ์ในขณะนี้ทั้งไวรัสโควิด (COVID) และพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กรมที่ควรจะใหญ่ในประเทศไทยคือกรมควบคุมมลพิษ ในโลกนี้ กรมนี้ใหญ่ทั้งนั้นนะครับ ยิ่งประเทศไหนที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ในประเทศที่มีปัญหาเรื่อง โควิด (COVID) ก็ทำให้กรมนี้โตครับ เพราะว่าประชาชนต้องพึ่งพา ทุกคนต้องพึ่งพากรมนี้ ในการตรวจวัดคุณภาพของอากาศ แต่ว่าในประเทศไทยกรมนี้เป็นกรมเล็กมากนะครับ เชื่อไหมครับว่ากรมนี้รับงบประมาณเพียง ๕๐๐ ล้านบาทต่อปี เท่ากับบางโรงเรียน เท่านั้นเอง เท่ากับค่ายทหารบางค่ายเท่านั้นเองนะครับ ๕๐๐ ล้านบาท แต่กรมนี้ดูแล คุณภาพชีวิตคนทั้งประเทศ มีงบประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท ผมได้ลุกขึ้นอภิปรายในสภาแห่งนี้ ในวันที่พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย กรมนี้ยังถูกคืนไป ๕๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท ได้มาน้อยมากแล้ว ๕๐๐ ล้านบาท เอาของเขาคืนไป ๔๘ ล้านบาทนะครับ ผมคิดว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทบทวนนะครับ หากเพื่อนสมาชิกท่านใดได้เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ฝากด้วยนะครับ ว่ากรมนี้ต้องโต โตแบบก้าวกระโดด ให้เขามีคนที่เพียงพอและคนเขามีองค์ความรู้ที่ทันสมัย ที่มากพอ แล้วคนในกรมนี้เขามีความรู้อยู่แล้ว แต่ว่าเขาไม่มีเครื่องมือที่มากพอ และ ๒. เขาไม่มีงบประมาณที่มากพอนะครับ ผมจึงขออนุญาตฝากข้อสังเกตนี้ว่ากรมนี้ต้องโต กรมนี้ต้องเป็นที่หวังของพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๓ การเกษตรของประเทศไทยได้เวลาที่ต้องทบทวนว่าเราต้องทำ เกษตรแบบพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ สิ่งนี้จะช่วยลดมลพิษได้ สิ่งนี้ลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้เพราะเกษตรแบบพอเพียง เกษตรแบบอินทรีย์ไม่เผาวัชพืชแล้วก็ไม่ใช้สารพิษ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สิ่งนี้จะทำให้พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) สิ่งนี้จะทำให้หมอกควันลดน้อยลง อันนี้ เป็นข้อสังเกตอีกข้อสังเกตหนึ่ง
ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าจากบทเรียนประสบการณ์ไวรัสโควิด (COVID) ที่ผ่านมาที่ทั่วโลกช่วยกันล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ ห้ามคนออกไป บางเวลา ห้ามให้คนออกไปนอกพื้นที่ ผมคิดว่าสิ่งนี้เราแปลมาเป็นโอกาสสำหรับประเทศเรา เราควรจะมีล็อกดาวน์ (Lockdown) ต่อไปนี้บางเมืองต้องเที่ยวได้เป็นบางวันแล้วก็ต้องพัก ต้องหยุดเป็นบางวัน อย่างอุทยานแห่งชาตินะครับ หยุดอุทยานแห่งชาติ ๑ เดือน สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น อากาศในอุทยานนั้นดีขึ้น สัตว์ออกมาเดินบนถนน ใกล้เคียงกับธรรมชาติเพราะว่าคนไม่เข้าไปรุก ผมมีรายงานว่าช่วงที่มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) กรุงนิวเดลีของประเทศอินเดียมีมลพิษ สูงมาก แต่ว่าเมื่อล็อกดาวน์ (Lockdown) จากไวรัสโควิด (COVID) มลพิษลดลง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ กรุงโซลของประเทศเกาหลี มลพิษลดลง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ และเมืองอู่ฮั่นของ ประเทศจีน มลพิษลดลง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ เขาล็อกดาวน์ (Lockdown) ช่วงสั้น ๆ ผมคิดว่าเรา แปรวิกฤตินี้เป็นโอกาส ต่อไปประเทศไทยเราต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) เราไม่เปิดให้คน เที่ยวทั้ง ๓๖๕ วันต่อปี เมืองบางเมืองต้องมีอำนาจต้องมีนโยบายที่จะล็อกดาวน์ (Lockdown) เพื่อลดมลพิษเหล่านี้ลง เพราะตัวเลขที่ผมเรียนกับท่านประธานนี้เป็นตัวเลขที่ เป็นจริงที่เราสามารถทำได้ และคิดว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ในประเทศจีนมีรายงานว่าประเทศจีน ล็อกดาวน์ (Lockdown) นอกจากทำให้มลพิษลดลงแล้ว ทำให้คนตายในประเทศจีน ลดน้อยลงด้วย ที่ล็อกดาวน์ (Lockdown) ในประเทศจีนพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า ๕ ขวบ ตายลดน้อยลง ๔,๐๐๐ ราย คนอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปตายลดน้อยลง ๗๓,๐๐๐ ราย นี่คือผลที่เรา ได้รับจากการล็อกดาวน์ (Lockdown) ได้เวลาแล้วครับประเทศไทยจะได้มีเวลาคิดใคร่ครวญ เรื่องล็อกดาวน์ (Lockdown) เพราะว่ามันเป็นผลดี
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่เป็นเรื่อง ของประเทศไทยประเทศเดียวแล้วครับ เป็นเรื่องของทุกประเทศในโลกและโดยเฉพาะ ประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันคือประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลต้องใช้เวทีนานาชาติในการแก้ไข ปัญหานี้ เรามีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่รัฐบาลจะได้ช่วยลดปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ได้โดยใช้เวทีนานาชาติ นี้ กับ ๒. เรามีข้อตกลงอาเซียน (ASEAN) เรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนที่มีรัฐมนตรี สิ่งแวดล้อม ๑๐ ประเทศช่วยกันอยู่ในขณะนี้ เวทีนี้ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่จะสามารถทำให้เรา แก้ไขปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) หมอกควันไฟป่าได้ สุดท้ายข้อสังเกตจากผมคือผมคิดว่า เจ้าภาพหลักที่จะทำให้ปัญหาหมอกควันไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เจ้าภาพหลักก็ยังเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล อบจ. ท้องถิ่น ยังเป็นหน่วยงานหลัก แต่วันนี้ข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราได้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไปครบถ้วนแล้ว ในการดูแลหมอกควันไฟป่า พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อยู่ที่ท้องถิ่นหมดแล้ว ปัญหาคือเรา ยังไม่ได้โอนงบประมาณให้เขา ยกตัวอย่างงบประมาณไฟป่ายังอยู่ในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังอยู่ในกรมป่าไม้ แต่ว่าภารกิจ ๒ กรมนี้ได้มอบลงไปสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มอบไปเฉพาะภารกิจ ผมจึงขออนุญาตเรียกร้องเป็นข้อสังเกตว่าเรา โอนงบประมาณตามอำนาจที่เราให้ไปตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมถือโอกาสนี้ ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณารวบรวมปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ในวันนี้และยิ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในวันข้างหน้า ผมขออนุญาตได้ฝากข้อสังเกต ผมสอดแทรกจากข้อสังเกตท่านเข้าไปในวันนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ