ชวน หลีกภัย รายงานผลการรับจ่ายเงินงบประมาณปี 2562 และแจ้งวาระการประชุมต่อเนื่องจากกรรมาธิการ 4 ชุดที่ต้องรับทราบร่วมกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เพียงพอของรายงานที่มีเพียง 3 หน้า เรียกร้องให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด ชี้แจงการกันเงินเหลื่อมปี และยกระดับคุณภาพรายงานให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน โปร่งใส และทันเวลา ไม่ใช่เพียงการนำเสนอตัวเลขผิวเผิน
ท่านต้องรายงานทั้งหมด นะครับ เพราะอธิบดีก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่จะทำให้อะไรเป็นไปได้ ขอบคุณทุกท่านนะครับ
เรื่องเพื่อทราบมีอีกเรื่องเดียวนะครับ ผมเลยถือโอกาสเรียนไว้เลย รับทราบ รายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมีท่านสมาชิก ส่งบัญชีรายชื่อมาขออภิปราย ๒ ท่าน แต่อยากเรียนว่าหลังจากนี้แล้วกรุณาอยู่นะครับ เรื่องหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ จะเป็นวาระเพื่อรับทราบรายงานการประชุม แล้วก็สิ่งที่ อยากให้สมาชิกทำให้จบก็คือเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว อันนี้เป็นผลงาน ของกรรมาธิการแต่ละชุดที่ทำงานกันมาตลอด มีทั้งหมด ๔ เรื่อง เพียงว่าเห็นชอบ กับกรรมาธิการเท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีประเด็นมากมายอะไรนัก เพราะเราตั้งท่านเหล่านี้ ไปเป็นกรรมาธิการแทนเรา แล้วบัดนี้ทั้ง ๔ คณะดังกล่าวนี้ได้พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นผลงาน ของสมาชิก ก็ควรจะให้จบทั้ง ๔ เรื่อง ต้องขอบคุณสมาชิกที่ช่วยดูแลเวลาอย่างดีนะครับ
๒.๕ รับทราบรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ แต่ว่าสภาเรามาพิจารณากันในวันนี้ซึ่งจะเรียกว่าล่าช้าหรือไม่นะครับ เพราะว่าก็เป็นใน ช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่เมื่อวานนี้เราได้เอกสารร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ แล้วเราก็ได้เอกสารเล่มนี้มาครับ คือเล่มขาวคาดเขียว และขาวคาดน้ำเงิน ซึ่งเป็นรายละเอียดของการดำเนินงานและการใช้งบประมาณ ในปี ๒๕๖๒ ก็เรียนว่าสภาของเราอาจจะต้องหารือร่วมกันนะครับว่าเราจะทำงานกันอย่างไร เพื่อให้การรับทราบรายงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างทันท่วงทีและไม่ล่าช้าจนเกินไป ทีนี้ในส่วน ของเนื้อหาครับท่านประธาน ในตัวรายงานที่ผมได้รับมาจากสภาก็จะเป็นเล่มนี้ เป็นรายงาน สรุปการรับ-จ่ายงบประมาณ ๒๕๖๒ ก็ปรากฏในนี้ครับ มีอยู่ ๓ หน้า มีตารางสรุปอยู่ ๓ แผ่น งบประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ที่สภาแห่งนี้ได้อนุมัติไป แต่หลังจากใช้งบประมาณจบแล้ว แล้วก็มารายงานต่อสภาปรากฏว่ามีเนื้อหาเพียงแค่ ๓ แผ่น ตีคร่าว ๆ ก็แผ่นละ ๑ ล้านล้านบาท คือผมเรียนเป็นข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ถ้าเราเปรียบเทียบเป็นบริษัทเอกชน การของบประมาณ ไปมหาศาลขนาดนี้ใช้จ่ายไปแล้วการกลับมารายงานควรจะมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ ผมยกตัวอย่างนะครับ อย่างเรื่องกรอบวินัยการเงินการคลัง เรามีการกำหนดเอาไว้นะครับ ยกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่กำหนดเอาไว้ว่าต้องอยู่ที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินว่า ใช้จ่ายอย่างไร ก็ไม่มีการชี้แจงอยู่ในนี้นะครับ หรือจะเป็นงบชำระคืนเงินกู้ที่กำหนดเอาไว้ว่า จะต้องอยู่ที่ ๒.๕-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ก็ไม่มีระบุอยู่ในนี้ แล้วเป็นประเด็นด้วยนะครับ ท่านประธาน เมื่อลงไปดูตัวเลขว่าชำระหนี้ตั้งเอาไว้อย่างนี้ครับว่าจะมีการชำระหนี้อยู่ที่ ๗๘,๒๐๕ ล้านบาท ซึ่งตีคร่าว ๆ จากงบประมาณก็อยู่ที่ประมาณ ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณ แต่ปรากฏว่าเมื่อชำระจริงอยู่ที่ ๖๔,๑๙๙ ล้านบาท ก็ลดลงไปครับ เหลือเพียง แค่ ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะเป็นคำถามและข้อสงสัยว่าตกลงแล้วกรอบวินัยการเงินการคลัง คือผมก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นกรอบเพื่อเอาไว้ตั้งงบประมาณ แต่เวลาใช้จริงก็จากกรอบ กลายเป็นแกน เหมือนแกนทิชชู จะเช็ดหรือไม่เช็ดก็อีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นผมมีคำถาม อย่างนี้ครับ ในส่วนของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ในรายงานฉบับนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนถึง ปี ๒๕๖๐ เอาแค่ปี ๒๕๖๐ ก่อน เรามีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีอยู่ประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒ ผมก็สงสัยว่าเป็นเพราะอะไรว่าทำไมย้อนหลังไปหลาย ๆ ปี เรายังมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีอยู่มากขนาดนี้ ก็อยากจะให้ทางหน่วยงานได้กรุณาชี้แจงว่า แต่ละปีเป็นเพราะอะไรถึงมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปียังค้างอยู่ขนาดนี้ ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจนะครับ ว่าภายในเดือนกันยายน ๒๕๖๓ ตามกฎหมายแล้วเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีเหล่านี้จะต้องหมดไป แต่ก็เป็นข้อสงสัยซึ่งอยากจะฟังคำชี้แจง ดังนั้น จึงมาถึงข้อเสนอเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้ อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้เมื่อจบปีงบประมาณแล้วภายใน ๙๐ วัน ก็อยากจะเรียน ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้าท่านสามารถที่จะส่งรายงานที่ละเอียดมากกว่านี้ ละเอียด อย่างไรครับ ขอให้มีบทวิเคราะห์ด้วยครับ ไม่ใช่เพียงเฉพาะรายงาน ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่เรื่องไม่ดีคือทำไม่ได้ จริง ๆ แล้วเราได้รับรายงานอย่างนี้มา ควรจะต้อง มีการวิเคราะห์ออกมา แจกแจงมาว่างบที่ได้ทิ้งไปมันเป็นผลมาจากการที่มีการทำงาน มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่นประมูลงานแล้วก็ค่าจ้างต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในราคากลาง อันนี้ก็เป็น เรื่องดีที่เราต้องชมเชย แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเรื่องของการทิ้งงานก็คือไม่ได้ทำงานตามที่กำหนด อันนี้เราก็ต้องหาทางที่จะดูแลแก้ไขต่อไป อันนี้ผมคิดว่าถ้าหากกระทรวงการคลังสามารถ ที่จะให้ข้อมูลได้ลึกไปกว่านี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานนะครับ จริง ๆ แล้วใน รายงานที่ท่านทำมานี้ ก็มีการระบุไว้ประโยคหนึ่งซึ่งผมก็ไม่ค่อยสบายใจนักที่เห็นประโยค อย่างนี้ โดยเฉพาะในหน้า ๒ ที่เป็นหนังสือจากกระทรวงการคลังมาถึงสภา ที่ระบุว่าขอบเขต ของข้อมูลในรายงานมาจากระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารที่เป็นเอ็มไอเอส (MIS) รวมไปถึงจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) แต่ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าวขึ้นอยู่ กับความถูกต้องในการบันทึกข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ ความหมายก็คือว่าท่านก็กั๊กไว้ ว่าไม่รับรองว่าอันนี้จะถูกต้อง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคนที่จะคีย์ (Key) ข้อมูลเข้ามา สภาแห่งนี้ คงอยากได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมอยากจะเห็นเราต้องไปดูแลครับ อย่าไปมีประโยคนี้ เข้ามา แต่ท่านไปดูแลครับว่าข้อมูลที่มีการรายงานนี้ถูกต้อง จะทำอย่างไรท่านก็คงต้อง มีวิธีการ ขณะเดียวกันรายงานที่ท่านทำมา วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๒ ผมเชื่อว่าจากวันนั้น ถึงวันนี้ ข้อมูลเหล่านี้คงจะล้าสมัยแล้ว คงจะมีการปรับแต่ง เปลี่ยนแปลงมากพอสมควร เพราะว่าผมได้รับรายงานจากทางกระทรวงการคลังในช่วงหลัง ตัวเลขรายจ่ายก็ไม่ตรงกัน กับที่ท่านรายงานมา ตัวอย่างเช่นยอดรวมรายจ่ายที่ท่านระบุไว้ ๒,๗๘๓,๑๕๖ ล้านบาท อันนี้อยู่ในตารางที่ท่านส่งมา แต่ที่ผมได้จากกระทรวงการคลังล่าสุดจากการประชุม ของ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย ตัวเลขเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะผม เชื่อว่าน่าจะเป็นผลมาจากการที่รายงานที่ท่านส่งมาให้สภานี้ล้าสมัยแล้ว เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเห็นว่าเวลาที่ท่านรายงานสภา ควรต้องเป็นข้อมูลที่มีความชัดเจนแล้วก็อัปเดต (Update) ที่สุด คือล่าสุด ถึงแม้ว่าท่านอาจจะส่งมาและกระบวนการอาจจะใช้เวลา แต่ท่าน ก็อาจจะส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาเพื่อจะให้เราได้เห็นตัวเลขที่ถูกต้องนะครับ แล้วก็ในส่วน ของวงเงินที่ท่านทิ้งไปในเรื่องของการชำระหนี้ต้นเงินกู้ ประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เชื่อว่าท่านคงไม่ได้ระงับการชำระหนี้แน่นอน ก็คงมีการชำระหนี้ตามที่กำหนด เพราะหนี้เหล่านี้คงจะมีการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จึงได้มีการบรรจุไว้ในงบประมาณ ประจำปี แต่การที่มีการชำระไม่เต็มตามที่กำหนด คงจะมาจากการที่มีการไปเจรจากับ เจ้าหนี้เดิม เพื่อที่จะยืดเวลาหนี้ออกไปหรือมีการโรลโอเวอร์ (Rollover) หนี้ ที่ผมเป็นห่วง ก็คือว่าจริง ๆ แล้วสถานการณ์ระยะหลังนี้ท่านควรจะต้องมีการประมวลใหม่ ควรจะต้อง มีการให้ดอกเบี้ยที่เป็นภาระของรัฐบาลลดลงมากไปกว่านี้ ขอบพระคุณมากครับ