กัญจน์พงศ์ ชี้ 4 ปัญหาฝุ่น PM2.5 เสนอจัดตั้งองค์กรบูรณาการ-ผลักดัน พ.ร.บ.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓

กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี รายงานผลการศึกษาคณะอนุกรรมาธิการเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงและระบุปัญหาอุปสรรคสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ การขาดหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ระบบการวัดค่าที่ไม่ชัดเจน รูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่เป็นทางการเกินไป และราคาหน้ากากป้องกันฝุ่นที่แพงจนประชาชนเข้าถึงยาก กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ระบุข้อสังเกตต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ จำนวน 6 ประเด็น โดยเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายผ่านระบบซิงเกิล คอมมานด์ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลและการประสานงานระบบตรวจวัดมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการใช้งบประมาณและรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตรวจวัดฝุ่นละอองด้วยตนเอง กัญจน์พงศ์ จงสุทธนาม

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ

กราบเรียน ประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี โฆษกกรรมาธิการ การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ขออนุญาตชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อมูลสมาชิกทุกท่านไปแล้วครับ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวโดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมอุตุนิยมวิทยา และกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ได้รับทราบผล การดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนเดินทางไปศึกษาดูงานตรวจสภาพพื้นที่ และประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและแนวทางการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ณ จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้ ได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งนี้จากการศึกษา คณะกรรมาธิการได้พบปัญหาอุปสรรคใน การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในหลากหลายประเด็นเช่น

๑. ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับ หน่วยงานอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒. ระบบการวัดค่าและการพยากรณ์คุณภาพอากาศของฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยังไม่ชัดเจนและยังไม่แม่นยำ

๓. การประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยังมีรูปแบบที่เป็นทางการมากจนเกินไป ซึ่งยังไม่กระตุ้นหรือจูงใจให้ประชาชนเกิดความ ตระหนักมากขึ้น

๔. หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยเฉพาะรุ่น เอ็น ๙๕ (N95) มีราคาค่อนข้างแพงและมักจะขาดตลาด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติของการเกิด ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่มีค่าสูงติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ทำให้ การเข้าถึงหน้ากากอนามัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นไปได้ยาก

จากปัญหาดังกล่าวคณะกรรมาธิการจึงมีข้อสังเกตต่อการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) จำนวน ๖ ประเด็น ดังนี้

๑. การกำหนดให้มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กล่าวคือ กระทรวงมหาดไทยควรเป็น หน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายเพื่อจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผ่านระบบซิงเกิล คอมมานด์ (Single command)

๒. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรทำหน้าที่เป็นหน่วยงาน หลักในการสนับสนุนข้อมูล

๓. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินควรต้องมีบทบาทเชิงรุกในการเสนอและ จัดทำแนวทางการใช้งบประมาณ รวมถึงตรวจสอบการใช้งบประมาณเพื่อตอบสนองต่อการ แก้ไขปัญหาและการบรรเทาสาธารณภัย

ข้อสังเกตที่ ๒ การกำหนดให้การตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มีมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของข้อมูล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรส่งเสริมสนับสนุนให้กรมควบคุมมลพิษ ประสานงานและเชื่อมโยงระบบการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ให้เป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีเพื่อการประยุกต์ใช้ในการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเพื่อให้ มีระบบการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้ด้วยตนเอง

ข้อสังเกตที่ ๓ การดำเนินการการแจ้งเตือนฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ควรจะมีการแจ้งเตือนใน ๒ ระยะ คือการแจ้งเตือนในรูปแบบของการพยากรณ์ และการรายงานค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นประจำทุกวันและการ แจ้งเตือนในภาวะวิกฤติ สำนักนายกรัฐมนตรีโดยกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ควรดำเนินการให้การ แจ้งเตือนภัยเป็นส่วนหนึ่งของการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศ รวมทั้งดำเนินการประกาศ ภาวะวิกฤติและประชาสัมพันธ์แนวทางการปฏิบัติตนให้ประชาชนทราบอย่างเร่งด่วน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงสาธารณสุข ควรร่วมกัน สนับสนุนข้อมูลสถานการณ์ในระบบซิงเกิล คอมมานด์ (Single command)

ข้อสังเกตที่ ๔ การพัฒนาและการวิจัยหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยกระทรวงสาธารณสุข โดยองค์การเภสัชกรรม ควรพัฒนาและวิจัยหน้ากากอนามัยและดำเนินการผลิตหน้ากากอนามัยเองภายในประเทศ รัฐบาลควรยกเว้นภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าอุปกรณ์ทางการ แพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้ากากอนามัย

ข้อสังเกตที่ ๕ การจัดทำพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือห้องปลอดฝุ่น เซฟตี โซน (Safety zone) กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ควรจัดให้มี พื้นที่ปลอดฝุ่นหรือห้องปลอดฝุ่นเซฟตี โซน (Safety zone) ภายในโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล โรงเรียน และที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างน้อยหน่วยงานละ ๑ แห่ง กระทรวงสาธารณสุขควรจัดทำมาตรฐานของพื้นที่ปลอดฝุ่น หรือห้องปลอดฝุ่นเซฟตี โซน (Safety zone) ให้ชัดเจนด้วย

ข้อสังเกตที่ ๖ การกำหนดให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไข ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง องค์กรที่ทำหน้าที่ในการบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย และดำเนินภารกิจในการจัดการ ปัญหามลพิษทางอากาศ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการศึกษาเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติอากาศ สะอาดโดยการเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) โดย ข้อสังเกตที่ ๖ นี้ผมขออนุญาตท่านประธานให้กรรมาธิการอีกท่านหนึ่งเป็นผู้ชี้แจงครับ