โกวิทย์ พวงงาม อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 400,000 ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยห่วงใยความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรมในการคัดเลือกโครงการ พร้อมเรียกร้องให้มีการติดตามการใช้จ่ายอย่างรอบด้าน ด้วยกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการต่างๆ สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และบรรลุเป้าหมายตามหลักธรรมาภิบาล
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุน ญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ผมขออภิปรายเฉพาะในเงินกู้ ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นการ ให้ข้อคิดข้อเสนอแนะต่อกรรมาธิการในการติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ต่อไป
ท่านประธานครับ ความจริงการที่รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการใช้เงินกู้ ผมถือว่าเป็นประโยชน์ ต่อรัฐบาลในการที่จะทำให้การใช้เงินกู้นั้นไปตอบโจทย์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ได้อย่างแท้จริง ตามที่ผมจะเสนอแนะต่อจากนี้ไป เพราะว่าการใช้จ่ายเงินที่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด นั่นเป็นเป้าหมาย ที่ต้องการในการใช้เงินกู้ เพื่อทำให้เงินที่กู้มาใช้นั้นได้ถูกใช้อย่างแม่นยำตรงเป้าหมายในการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ในส่วนของการตรวจสอบ ติดตามเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นถือว่ามีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิด การสร้างงาน สร้างอาชีพ นี่คือโจทย์หลักที่การเสนอโครงการที่รัฐบาลได้ส่งไปให้หน่วยงาน ระดับต่าง ๆ ได้เสนอเข้ามา เป็นเรื่องที่แปลกว่าการเสนอโครงการนั้นเมื่อเราไม่ได้มีการ กำหนดวงเงินให้กับหน่วยงาน ให้กับจังหวัด จะทำให้เห็นว่าโครงการที่เข้ามานั้นมีมาก
อีกประการหนึ่ง ผมกังวลว่าในระดับกลั่นกรอง คณะกรรมการกลั่นกรองก็ดี ซึ่งอยู่ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น ต้องกรองโครงการถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ เมื่อวานได้มีการแถลงว่า ๒๘,๔๒๕ โครงการ ซึ่งปัจจุบันก็ทะลุถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ ยอดเงินก็มากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเงินที่ตั้งไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการพิจารณาคัดเลือกโครงการจึงเป็นประเด็น ที่สำคัญ ผมเองก็กังวล แล้วก็คิดว่าคณะกรรมาธิการจะได้ช่วยกันไปติดตามเพื่อทำให้ การคัดโครงการเกิดผลเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนได้ อย่างแท้จริง ความจริงผมเคยเสนอไว้ในสภาว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะให้ ความเป็นธรรมในการกระจายโครงการและงบประมาณ ในส่วนของท้องถิ่นเองผมเคยเสนอว่า ส่งเงินตรงไปยังท้องถิ่นสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท้องถิ่นก็มีอยู่ ๗,๕๐๐ กว่าแห่ง ก็จะใช้เงินไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนจังหวัดเอง ถ้าจังหวัดละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท บวกระหว่างท้องถิ่นกับจังหวัด เงินก็ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเงินอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ให้รัฐบาลและกระทรวง หน่วยงานที่อยู่ในส่วนกลางไปดำเนินการ ซึ่งยังมีแผนงานที่ ๑ แผนงานที่ ๓ แผนงานที่ ๔ อันนี้ก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นข้อห่วงใยที่จะฝากคณะกรรมาธิการผ่านไปยัง ท่านประธานสภา เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาก็คือว่าขั้นตอนต่อนี้ไป ในเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คือการที่ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งต้องคัดโครงการที่มากกว่า ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการนี้ จะทำอย่างไร ผมเองคิดว่า การกลั่นกรองมีความสำคัญต่อการตอบโจทย์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ข้อกังวลก็คือว่าที่ผ่านมาในเวลาอันจำกัดก็ดี ในการปล่อยให้ทำโครงการอย่างมากมายก็ดี เราจะพบว่าโครงการจึงมากอย่างที่เห็น เมื่อวานมีการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ผมเห็นว่าโครงการที่เราสอบถามเกี่ยวกับท้องถิ่นมีมากมาย ๒๐,๐๐๐ กว่าโครงการ นั่นคือ จำนวนโครงการของท้องถิ่น แล้วดูการกระจายนะ ผมจะชี้ให้เห็นว่าการกระจายตามภาค ในหน่วยท้องถิ่นก็ไม่เท่ากัน จำนวนโครงการภาคเหนือ ๘,๐๐๐ กว่าโครงการ ในหน่วย ท้องถิ่น เทศบาล และ อบต. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าทุกภาค แค่ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ ภาคกลาง ๓,๐๐๐ กว่าโครงการ ภาคตะวันออก ๑,๐๐๐ กว่าโครงการ ภาคใต้ ๑,๐๐๐ กว่าโครงการ ชายแดนใต้ ๗๐๐ กว่าโครงการ การกระจายแบบนี้กระจาย อย่างไร ดูแล้วทั้งเงิน ทั้งจำนวนโครงการในการกระจายไปสู่ท้องถิ่นก็มีปัญหาว่า จะทำให้ครอบคลุมได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อสอบถามไป ทางสำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะผู้ที่มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ บอกว่าโครงการ ที่มีมากถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าโครงการของท้องถิ่น จะส่งกลับไปให้กับจังหวัดเพื่อที่จะให้ไป จัดลำดับความสำคัญกลับคืนมาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราก็กังวล แต่ถ้าได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญไปตรวจสอบ เราก็ได้ช่วยและจะเป็นประโยชน์ในการติดตาม และตรวจสอบให้เป็นธรรม เกิดความสมดุล และมีการกระจายอย่างทั่วถึง นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เป็นประเด็นในการพิจารณาโครงการดังกล่าว ซึ่งสมาชิกหลายท่านในสภานี้ได้ห่วงใยต่อ กระบวนการจัดทำดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามผมไปดูเงื่อนเวลา คณะกรรมาธิการก็น่าจะ ช่วยได้ ในเดือนกรกฎาคมจะเป็นลอต (Lot) ที่ ๑ ที่ปล่อยโครงการให้กับจังหวัด ให้กับ หน่วยงาน ในเดือนสิงหาคมก็ปล่อยอีกลอต (Lot) หนึ่ง อันนี้ที่ผมคิดว่ากรรมาธิการจะได้ช่วย ติดตามเพื่อให้ไปตอบโจทย์อย่างที่ผมกล่าวแล้ว แต่ผมไปดูโครงการที่ถูกเปิดเผยออกมา ผมก็ กังวลเพราะมีคำที่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาห้ามอยู่ ผมคิดว่ามีข้อห้ามที่สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พูดไว้ในการทำโครงการ เช่น จะต้องไม่ซ้ำซ้อน กับแผนงานหรือโครงการของส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรท้องถิ่นที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ นี่คือข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ต้องไม่ใช่เป็นการปรับปรุง ซ่อมแซม ก่อสร้าง หรือทำถนน ที่ไม่เชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตในเชิงเศรษฐกิจ หรือการสร้างอาคารของส่วนราชการ ไม่ใช่เป็นกิจกรรมดูงาน จัดอบรมที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วก็ ต้องไม่เป็นการไปทัศนศึกษาหรือเดินทางไปต่างประเทศ ต้องไม่เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ ในภารกิจปกติ ยกเว้นครุภัณฑ์ที่ไปเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายใต้ โครงการโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทำ เช่น การสร้างงาน สร้างอาชีพ แล้วไปทำให้เกิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการชุมชน ความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็พัฒนาภูมิปัญญา แล้วก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรรมและด้านเศรษฐกิจ นี่คือสิ่งที่เป็นกรอบ แต่อย่างไรก็ตามผมยังกังวลอยู่หลายประการ ประการที่ ๑ ก็คือว่าในการติดตาม ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นจะต้องไปช่วยให้สิ่งที่ผมได้นำเสนอได้พิจารณาว่า ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคัดโครงการ จริง ๆ มีที่มา ของการทำโครงการตั้งแต่พื้นที่มาสู่จังหวัด จังหวัดกลั่นกรอง แล้วก็ไปสู่กรม ไปสู่กระทรวง ส่งไปยังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ แต่วงจรในที่สุดต้องกลับมาให้กับคณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติโครงการ นั่นคือขั้นสุดท้ายในการนำเงินออกไปใช้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในจุดที่ว่าช่วยติดตามดู ตรวจสอบในการคัดโครงการในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตรงเป้าหมายในการสร้างงาน สร้างอาชีพ ได้อย่างแท้จริง นี่คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าการติดตามเพื่อจะก่อให้เกิดประโยชน์กับรัฐบาล ถ้าเราได้พบส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน แล้วก็ตรวจสอบการใช้เงินต่าง ๆ ตรงเป้าหมายและมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ผมคิดว่าการพูดถึงธรรมาภิบาลเราต้องพูดถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องคอยตรวจสอบด้วยว่า การคัดโครงการที่ส่งตรงไปให้พื้นที่นั้นท่านได้รับรู้มากน้อยแค่ไหน เงินของท่านมีเท่าไร แล้วทำให้เกิดการพัฒนาสิ่งที่ท่านต้องการในการพัฒนาทักษะอาชีพ แล้วก็เกิดการจ้างงาน ได้อย่างแท้จริง ผมเข้าใจว่าวัตถุประสงค์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือการที่ทำให้ตรงกับ สิ่งที่พื้นที่เขาต้องการ แล้วก็พัฒนาได้ตรงกับสิ่งที่เป้าหมายของการฟื้นฟูนั้นได้กำหนดไว้ แล้วก็ก่อให้เกิดความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ก็เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งภาคพี่น้องประชาชน ภาคส่วนราชการ ภาคท้องถิ่น และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้อง เฝ้าระวังเงินของตนเองต่อไป ก็ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้นำเสนอ แล้วก็สิ่งเหล่านี้ ก็คิดว่าคณะกรรมาธิการควรจะได้รับไปพิจารณา ขอบคุณครับ