นิยม เวชกามา อภิปรายญัตติด่วนให้ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้หนึ่งล้านล้านบาทเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โดยเน้นให้ตรวจสอบความเหมาะสมของโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแทนการถูกกำหนดจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว และเสนอให้จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาจิตใจชาวพุทธผ่านวัด โดยสนับสนุนกิจกรรมทางจิตใจแทนการใช้จ่ายตามระเบียบเดิม พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสในการเข้าถึงงบของพระสงฆ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมวันนี้จะพูดในประเด็นที่ว่าอภิปรายเรื่องญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ในการเยียวยาแก้วิกฤติการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะฉะนั้นผมต้องนำเสนอในประเด็นที่ฝากคณะกรรมาธิการไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป
ท่านประธานครับ เป็นเรื่องสุดดี วันนี้ผมสนับสนุน ไม่เหมือนเมื่อวาน เมื่อวานคนละประเด็น ประเด็นการเข้าร่วมผมไม่เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการ เพราะผมไม่อยากให้มีเลย เพราะไม่อยากให้ประเทศไทยไปร่วมข้อตกลงในซีพีทีพีพี (CPTPP) นั่นคนละประเด็น อันนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานให้ทราบก่อน แต่ประเด็นนี้ ผมมีความประสงค์จะนำเสนอคณะกรรมาธิการว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้หลังจากเข้าไป ทำหน้าที่ตรวจสอบแล้วต้องทำอะไร คืออย่างนี้ท่านประธานครับ เริ่มแรกทีเดียวหลังจาก เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท กับ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมา ท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงในสภา แห่งนี้ว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ เพราะท่านบอกว่ามี ป.ป.ช. มี สตง. แล้ว วันนั้นผมตกใจเลย ทำไมถึงตกใจ เพราะว่าเงินจำนวนนี้กู้มาแล้วผมอยากจะให้ ไปถึงพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นบุคคลที่พี่น้องประชาชนเลือกมา หมายถึง ส.ส. ทั้งหลายน่าจะไปตรวจสอบ กำกับดูแล ไม่ใช่ว่าให้ สตง. ป.ป.ช. ที่ท่านอ้างถึง ผมบอกผมตกใจ เพราะว่าหน่วยงาน เหล่านั้นเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับ ถึงแม้จะเรียกว่าองค์กรอิสระ แต่นายกรัฐมนตรี กำกับได้ รัฐบาลกำกับได้ เพราะฉะนั้นผมจึงตกใจ เพราะว่าถ้าให้หน่วยงานเหล่านั้นไปกำกับ เงินจำนวนนี้ผมกลัวไม่ถึงประชาชน เพราะเห็นอยู่แล้ว ป.ป.ช. ชี้มูลออกมาในหลายเรื่อง ท่านประธานก็เห็น ผมไม่อยากพูดแต่ว่าต้องพูดถึงนาฬิกาเป็นทรัพย์สินคงรูป ซึ่งไม่เคยมี ไม่ชี้แจง ป.ป.ช. แต่วันนี้มีเกิดขึ้นแล้ว ผมก็พูดแค่นั้นครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องฝากถึง กรรมาธิการที่เข้าไปทำหน้าที่ว่าทำอะไรบ้าง สิ่งที่ผมต้องฝากวันนี้เน้นไปเลยคือผมอยากให้ ถึงโครงงานโครงการที่เป็นความประสงค์ของพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ความหวังผมก็ ไม่มีเท่าไรหรอก แต่อย่างน้อยบุคคลที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญคือตัวแทนประชาชน เพราะฉะนั้นเงินที่จะไปถึง ๑ ล้านล้านบาทซึ่งเป็นเงินกู้ พี่น้องประชาชนเขาเป็นหนี้ร่วม เอาประชาชนเป็นตัวประกัน เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเงินเหล่านี้ทำอย่างไรที่จะถึงประชาชน สิ่งที่ผมต้องฝากเป็นความหวังไปถึงท่านกรรมาธิการคือว่าช่องของโครงการต่าง ๆ มุ่งไปที่ ประชาชนเป็นหลัก ท่านประธานทราบดีแล้วว่าประชาชนคนไทย ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องได้ก็คือเรื่องอาชีพ โดยเงินอาจจะ ไปเรื่องขุดบ่อหรืออะไรก็แล้วแต่ แบบบ้านผมที่จังหวัดสกลนคร หลักใหญ่ที่พี่น้องประชาชน คือแล้งกับท่วม พอถึงหน้าแล้งก็แล้งเอาเป็นเอาตาย พอน้ำท่วมก็ท่วม ท่วมถึงในตัวเมือง สกลนครก็มีมาแล้ว เพราะฉะนั้นในจุดนี้เงินกู้มานี้ถ้าหากเป็นไปได้กรรมาธิการต้องดูแล ต้องไปดูแลในส่วนของเรื่องน้ำ เรื่องอาชีพของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าเกษตรกรเลี้ยงหมู เลี้ยงสัตว์ แบบที่ท่านขจิตรพูด แต่ที่ผมต้องพูดถึงคือช่องทางของประชาชนผมอยากให้มี ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ที่ผมเป็นห่วงต้องกราบเรียน ท่านประธานสภาวันนี้ว่าประชาชนมีส่วนร่วมน้อยที่สุดในโครงการต่าง ๆ ทำไมผมถึงว่า ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย เพราะในการนำโครงการมาเสนอรัฐวันนี้ซึ่งหลายคนก็พูดแล้วว่า ทางส่วนกลางสั่งให้จังหวัดทำ ในงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทคุณต้องรีบทำมา ประชาชน เขาอยากได้หรือไม่อยากได้ ไม่รู้ แต่ภาคราชการระบุลงมาเพราะรีบเร่ง ประชาชนไม่ได้ มีโอกาส ถ้าถามว่าไม่มีโอกาสอย่างไรก็มีคณะกรรมการร่วมมีประชาชนบ้างที่เข้ามาอยู่ แต่ความเป็นจริง บุคคลที่มานั่งประชุมด้วย ผมได้สอบถามหลายคนแล้วบอกมานั่งฟัง ไม่ได้เสนออะไรเลย เพราะรัฐราชการไม่ให้เขาเสนอความเห็นอะไร รัฐราชการจัดการหมด หลายโครงการอัดเข้าไป ๆ เพื่อให้จบ เพื่อให้ได้เงิน ผมจึงเป็นห่วงว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะถึงประชาชนกี่มากน้อย ผมกลัวจะเหมือนแท่งไอศกรีม จัดการ โน่นนี่นั่นหมด แล้วประชาชนได้อะไร ผมจึงเป็นห่วง ต้องฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ว่าโครงการไหนพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะเรื่องหนึ่งซึ่งผมต้องพูดให้ท่านประธานฟัง กราบเรียนว่าโครงการน้ำใต้ดินก็เป็นหนึ่งโครงการซึ่งจะช่วยคงความอุดมสมบูรณ์ของ แผ่นดิน นอกจากโครงการขุดลอกที่ท่านใส่มาเยอะแยะอะไรนั่นต่างหาก แต่เรื่องปาก เรื่องท้องเป็นเรื่องใหญ่ ผมฝากท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการว่าสิ่งที่เราต้องคิดคือช่องทางประชาชนว่า เขาอยากได้อะไร เพราะวันนี้ผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิเสนอโครงการอยู่แล้ว ผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ชัดเจน เพราะฉะนั้นในส่วนประชาชนต้องได้ในส่วนนั้นมาชดเชย ให้เขามีส่วนคิดส่วนร่วม
สิ่งที่ผมต้องฝากอันสุดท้ายไม่ฝากไม่ได้คือเรื่องพระ เพราะท่านรัฐมนตรีเทวัญ มาชี้แจงวันนั้นผมยังไม่ชัดเจนว่า งบในส่วน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทพระจะได้ขนาดไหน เพราะพระเป็นคนเหมือนคนไทยทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นองค์ละ ๖๐ บาท ไม่รู้เงินส่วนไหน แต่ว่าลงไปที่วัด ผมอยากให้เน้นไปที่การพัฒนาจิตใจด้วย ถ้า ๑๐๐ บาท ให้พระตีเป็น รายบุคคลมา ๒๓๐,๐๐๐ รูป จะเป็นเงินแค่ ๖๙๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ไม่ได้มากสำหรับ การพัฒนาจิตใจคน ถ้าใส่ไปในวัดให้เป็นเงินพัฒนาจิตใจ ไม่ต้องเป็นเงินซื้อข้าวซื้อน้ำหรอก พระอยู่ได้ ผมจึงฝากว่าเงินส่วนนี้ผมอยากให้ออกไปด้านจิตใจ คือเรื่องจิตใจเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคนจิตใจดีมีความสุข อย่างอื่นหายไป ความทุกข์ความยากอยู่ที่จิตใจ เพราะฉะนั้นผมฝาก ท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าท่านไปดูด้วยว่าเงินส่วนนี้ถึงพระไหม ไม่ต้องมี ระเบียบขั้นตอนมาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเขาทำได้ ให้เขาเสนอโครงการต่าง ๆ เข้ามาเพื่อที่จัดสรรเงินไปบำรุงชาวพุทธ ผมให้บำรุงชาวพุทธไม่ใช่พระ คือส่วนนี้ไปที่จิตใจ ของชาวพุทธ อาจจะจัดกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ซึ่งต้องใช้เงินบ้าง ผมจึงตีออกมารายหัว หัวละ ๑๐๐ บาทต่อรูปต่อองค์ เดือนเดียวจะใช้เงิน ๖๙๐ ล้านบาท แจกพระไปทุกวัด ไม่ได้เป็นเงินเดือนอะไรนะครับ ไม่ใช่นิตยภัตนะ เป็นเงินเพื่อไปพัฒนาจิตใจ เพื่อวัดจะได้ ดำเนินการในส่วนนั้น ผมก็ไม่ได้ให้ไปก่อสร้างอะไรหรอก ผมถึงบอกไปเกี่ยวข้องกับช่องทาง เพราะบ้านผมเกี่ยวข้องกับวัดมาตลอด แล้วก็ฝากหลายเรื่องที่จะไล่วัดออกจากป่าเป็นเรื่องที่ยาก ความผูกพันพระดูแลป่าอยู่แล้ว อันนี้ฝากท่านประธานให้คณะกรรมาธิการได้ดูแลด้วย ขอบคุณมากครับ