ปกรณ์วุฒิ เสนอตั้ง กก.ธรรมาภิบาลข้อมูล ยันโปร่งใสเปิดซอร์ซโค้ด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แนะนำตัวในฐานะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล และขอใช้สไลด์นำเสนอความเห็นต่อญัตติตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ โดยวิพากษ์ว่าแม้พรรคก้าวไกลให้ความสำคัญกับการแก้ไขวิกฤติโควิด-19 อย่างรอบด้าน แต่ต้องตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะระบบคอนแทกต์เทรซซิงที่หากทำงานได้ดีจะช่วยลดการระบาดและภาระงบประมาณ พร้อมยกตัวอย่างข้อบกพร่องของแพลตฟอร์มไทยชนะที่รีบร้อน ซ้ำซ้อน และขาดความโปร่งใส โดยเฉพาะการเก็บข้อมูล 60 วันโดยไม่ชัดเจนว่าใครเข้าถึงได้ รวมถึงอ้างอิงเอกสารจากกระทรวงกลาโหมที่ขอข้อมูล จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูล และเรียกร้องความโปร่งใสผ่านการเปิดซอร์ซโค้ดและระบุหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลและสร้างความเชื่อมั่นแทนการยึดเพียงคำยืนยันความซื่อสัตย์

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตพรรคอนาคตใหม่ครับ ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออภิปรายชี้ให้เห็นถึงสาเหตุว่าทำไมญัตติของพรรคก้าวไกลถึงไม่เหมือนกับ พรรคอื่น ญัตติของเราคือเรามองไปไกลเกินกว่าการตรวจสอบเพียงแค่การใช้เงินกู้นะครับ แต่เรามองไปถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) สาเหตุก็เพราะว่าบางโครงการอาจจะไม่ได้ใช้งบประมาณแต่ประสิทธิภาพของมันอาจจะ ส่งผลให้เราสามารถควบคุมวิกฤติและลดการใช้งบประมาณลงได้ครับ ผมยกตัวอย่างในด้าน สาธารณสุขที่เรากังวลกันว่าอาจจะไม่เพียงพอหากว่ามีการระบาดในเวฟ ๒ (Wave 2) สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือมาตรการการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) ในการแทรกแซงโรค ผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เราเรียกว่าคอนแทกต์ เทรซซิง (Contact Tracing) เพราะถ้าหากเราสามารถแทรกแซงโรคได้ ลดการระบาดได้ ผู้ป่วยก็จะลดลง และการ ใช้งบประมาณในทุกส่วนก็จะลดลงตามครับ ประโยชน์ของคอนแทกต์ เทรซซิง แพลตฟอร์ม (Contact Tracing Platform) คือเมื่อมีผู้ติดเชื้อ เราจะสามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่า ผู้ติดเชื้อเคยเข้าใกล้หรืออยู่ในสถานที่เดียวกับใครมาบ้าง เพื่อที่เราจะได้ตามกลุ่มเสี่ยง เหล่านั้นมาตรวจหาเชื้อและควบคุมไม่ให้มีการแพร่เชื้อต่อได้ และในประเทศไทยเรา หากเราลองย้อนกลับมาดูที่แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ มีปัญหาในด้านการใช้งานอยู่หลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะที่ผมอยากจะเน้นก็คือ ความเชื่อมั่นของประชาชน ผมสรุปปัญหาของแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ เป็น ๓ สาเหตุ คือรีบร้อน ซ้ำซ้อน และไม่โปร่งใส ตามภาพนี้ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ จัดทำขึ้นมาเพื่อรับมือกับการคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) ในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม แต่ถ้าดูจากภาพจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ เปิดให้ ลงทะเบียนร้านค้าในวันที่ ๑๗ ตอนหกโมงเช้า ๔ ชั่วโมงก่อนห้างเปิด รีบร้อนขนาดที่ว่า เหลืออีก ๔ ชั่วโมงจะเปิดเมืองแล้วเพิ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนร้านค้า เราลองย้อนกลับไปนึกดู ก็ได้ว่าพวกเราได้ยินชื่อไทยชนะไม่กี่วันก่อนปลดล็อกดาวน์ (Lockdown) เท่านั้น ซึ่งก็นำมา สู่อีกปัญหาคือความไม่โปร่งใส เงื่อนไขในการใช้ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ มีความไม่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้านมาก อย่างเช่น การเลือกที่จะเก็บข้อมูล ๖๐ วัน ทั้ง ๆ ที่ การสืบสวนโรคเราใช้ข้อมูลเพียงแค่ ๑๔ วันเท่านั้น และที่สำคัญก็คือไม่มีการระบุอย่างแน่ชัดว่า ใครบ้างที่จะมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลของแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ โดยเขียนเงื่อนไข การยินยอมไว้เพียงแค่ ๗๒ คำ ระบุว่าจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย จากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมอบหมายให้ ใครบ้าง ผมขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ เหตุการณ์ในภาพเพิ่งเป็นข่าวไปเมื่อสองสามวันที่แล้ว คือมีเอกสารที่มีการขอข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนโดยอ้างการใช้อำนาจ ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อการควบคุมโรค เอกสารนี้ออกโดยกระทรวงกลาโหม ซึ่งท่าน ผอ. สนผ. เจ้าของลายเซ็นเอกสารนี้ ก็ออกมายอมรับแล้วว่าเป็นเอกสารจริง แล้วบอกว่านี่คือ ความหวังดี ความหวังดีที่ปราศจากซึ่งความยินยอมใด ๆ จากเจ้าของข้อมูลซึ่งก็คือประชาชน ผมสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากระทรวงสาธารณสุขจะไม่มอบหมายให้กระทรวงกลาโหม เป็นคนที่เข้าถึงข้อมูลของแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ รัฐที่วันดีคืนดีก็ส่งเจ้าหน้าที่ ไปเยี่ยมบ้านประชาชน เราจะไว้ใจให้เขาถือข้อมูลว่าใครไปที่ไหนมาบ้างใน ๖๐ วันที่ผ่านมา ได้อย่างไร เห็นได้ชัดจริง ๆ ว่าประชาชนไม่ไว้ใจแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคมที่มีประชาชนได้รับข้อความสแปม (Spam) ทางโทรศัพท์มือถือ ปรากฏว่าทุกคน พุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ ขึ้นเทรนด์ ทวิตเตอร์ แฮชแท็ก ไทยชนะ (Trend Twitter#Thaichana) เห็นได้ชัดว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้ใจแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะเลย ปัญหาต่อไปก็คือความซ้ำซ้อน ถ้าหากเราย้อนไปเมื่อเดือนเมษายน ผมเชื่อว่าหลายท่านในที่นี้อาจจะไม่ทราบว่าประเทศไทยมีแพลตฟอร์ม คอนแทกต์ เทรซซิง (Platform Contact Tracing) ที่ทำโดยภาคประชาสังคมอยู่แล้วอย่างน้อย ๒ แพลตฟอร์ม (Platform) ตั้งแต่เดือนเมษายน ผมขอกล่าวถึงแพลตฟอร์ม (Platform) หนึ่งที่ชื่อว่า หมอชนะ หมอชนะเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เป็นโอเพน ซอร์ซ (Open source) เปิดซอร์ซโค้ด (Source Code) ให้เข้าไปตรวจสอบได้ ใช้เทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) แบบไม่ระบุตัวตนอย่างที่ผมอภิปรายไปและสแกนคิวอาร์โค้ด (Scan QR code) แบบที่ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะใช้ก็ทำได้ อย่างในรูปนี้แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์ม (Platform) หมอชนะเองได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม แล้วก็ดีจีเอ (DGA) ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญที่สุดคือแพลตฟอร์ม (Platform) นี้จัดทำโดยภาคเอกชน ตั้งแต่ก่อนที่จะมีใครในประเทศนี้รู้ว่า พ.ร.บ. คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ จะถูกเลื่อนบังคับใช้ ดังนั้นนี่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ที่รัดกุมในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่าแพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะ อย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่เราก็มีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ทำอยู่แล้วฟังก์ชัน (Function) ครบกว่า พร้อมใช้มากกว่า โปร่งใสกว่า ชัดเจนในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่า แต่อยู่ ๆ รัฐบาลก็ประกาศไม่กี่วันก่อนที่จะปลดล็อกดาวน์ (Lockdown) ว่าจะใช้ แพลตฟอร์ม (Platform) ไทยชนะที่จัดทำขึ้นโดยธนาคารพาณิชย์ เหตุการณ์นี้ทำให้มีคำถาม อื่น ๆ เกิดขึ้นมากมาย อย่างเช่น การเลื่อน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ บางหมวดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ฐานข้อมูลร้านค้าซึ่งถือว่ามีมูลค่าทางธุรกิจอย่างมาก การที่ผู้จัดทำเป็นธนาคารพาณิชย์ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการใช้ข้อมูลนี้เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของตัวเอง เริ่มมีโครงการที่ขอมาในงบเงินกู้นี้ที่บอกว่ามีการต่อยอดจากไทยชนะแล้วนะครับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการชำระเงินด้วย งานนี้คณะกรรมาธิการก็ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปครับ สุดท้ายแล้วเหตุผลที่รัฐบาลเลือกที่จะทำไทยชนะเป็นไปเพราะต้องการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลหรือต้องการครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลกันแน่ครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ท่านประธานครับ ทางพรรคก้าวไกลมีข้อเสนอเรื่องนี้อยู่ ๓ เรื่อง ๑. รัฐบาล ต้องชัดเจนครับ มีการระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบ รับผิดและรับชอบนะครับ และมีสิทธิที่จะ เข้าถึงข้อมูลนี้อย่างชัดเจนครับ ข้อ ๒ คือต้องมีความเปิดเผยโปร่งใสครับ ด้วยการเปิด ซอร์ซโค้ด (Source Code) ของตัวแพลตฟอร์ม (Platform) ให้คนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ แล้วผมต้องทำความเข้าใจตรงนี้นะครับ ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้น่าจะเข้าใจดีว่าการเปิดเผย ซอร์ซโค้ด (Source Code) ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ความปลอดภัยของระบบนั้นลดลงนะครับ และข้อสุดท้ายครับ เราเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลเข้ามาตรวจสอบ ในการขอเข้าถึงข้อมูลในแต่ละครั้ง และองค์ประกอบของคณะนี้ต้องมีความเป็นกลาง อย่างเช่นอาจจะมีรายชื่อที่ทางพรรคฝ่ายค้านนำเสนอขึ้นไปเป็นนักวิชาการที่ได้รับ ความน่าเชื่อถือจากสังคมเข้าร่วมครับ ทั้งหมดนี้เพราะว่าเราเชื่อว่าความโปร่งใสไม่สามารถ สร้างได้โดยใช้แค่คำพูดของตัวเองครับ ความโปร่งใสไม่สามารถพิสูจน์ได้เพียงแค่คนคนหนึ่ง เดินออกมาแล้วบอกว่าผมจริงใจ หรือเราจะทำอย่างซื่อตรงขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แต่ความโปร่งใสเกิดขึ้นได้จากการตรวจสอบถ่วงดุลครับ ดังนั้นเราจึงเห็นว่ามีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตามญัตตินี้ครับ ท่านประธานครับ ๑ ปีที่ผม ได้รับเกียรติจากประชาชนมานั่งในสภาแห่งนี้ ผมได้ยินคำหนึ่งบ่อยมากคือคำว่า สภาผู้แทนราษฎรอันศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ผมดีใจที่ได้ยินมาว่าวันนี้เพื่อนสมาชิกทุกคนในที่นี้ จะร่วมกันทำให้คำกล่าวนี้เป็นจริงด้วยการลงมติเพื่อเสียงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในประเทศนี้ คือเสียงของประชาชนครับ ขอบคุณครับ