พิมพ์รพี สนับสนุนตั้งกรรมาธิการสอบใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด โดยแสดงความกังวลต่อความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ และความเร่งรีบในการดำเนินโครงการภายใน 39 วัน ซึ่งอาจทำให้ขาดความเหมาะสมและไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบหนัก จึงเรียกร้องให้ขยายเวลาและเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม เพื่อให้การใช้จ่ายมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมผลักดันให้ใช้งบประมาณดังกล่าวเป็นเครื่องมือพลิกวิกฤติสู่โอกาสในการสร้างชาติใหม่ที่เป็นธรรมและทันสมัยภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตยสุจริต

นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จากพิษโควิด (COVID) ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นตัวแทนจากภาคใต้ จังหวัดกระบี่มีรายได้ จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ ๔ ของประเทศ ดิฉันขออาสาเป็นตัวแทนของคนจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา มาบอกว่าเรามีความเป็น กังวลมากในการใช้งบประมาณอันนี้ เพราะเป็นความคาดหวังว่างบประมาณนี้จะช่วยฟื้นฟู เศรษฐกิจในจังหวัดที่มีผลกระทบจากโควิด (COVID) ที่รุนแรงที่สุด คือจังหวัดที่มีธุรกิจ การท่องเที่ยวมากที่สุดใน ๕-๖ จังหวัดในภาคใต้นี้ ดิฉันก็เลยเฝ้าดูการทำงบนี้อย่างตั้งใจ แล้วก็จดจ่อมาก ก่อนที่ดิฉันจะอภิปรายสนับสนุนถึงเหตุผลว่าควรจะตั้งคณะกรรมาธิการนี้ ดิฉันขอแสดงถึงความห่วงใยเกี่ยวกับกระบวนการตั้งงบประมาณนี้ เพราะว่าถ้าเรา ตั้งคณะกรรมาธิการนี้เรียบร้อยแล้วแต่กระบวนการการตั้งผิดก็จะไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ดิฉันขอเรียกว่านี่คือ แผนการ ๓๙ วันอันตราย เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ส่งหนังสือให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่ง ให้เสนอโครงการภายใต้แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน มีคำสั่งว่าให้ทำเสร็จ ภายใน ๗ วัน นั่นคือวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ ท้องถิ่นมีเวลาแค่ ๗ วันในการทำแผนนี้ ท่านประธานลองคิดดูว่าท้องถิ่นจะสามารถทำแผนอย่างนี้ภายใน ๗ วันได้อย่างไร ไม่เป็นไรค่ะ ดูต่อนะคะ ท้องถิ่นมีเวลา ๗ วันทำ จังหวัดมีเวลา ๑๐ วันในการรวบรวมข้อมูล ทั้งหมดเพื่อเสนอ กลั่นกรองแล้วก็ส่งให้กระทรวง ๑๐ วันไปดูว่าโครงการไหนดี โครงการ ไหนไม่ดี ซึ่งดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นการคัดสรรซึ่งลำบากใจต่อจังหวัดเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเกิดจังหวัดส่งโครงการไปไม่มากพอก็จะเป็นการตัดทอนโอกาสของแต่ละโครงการ ของจังหวัดที่จะได้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ดิฉันก็เชื่อว่าจังหวัดก็ตั้งใจที่จะทำ เพื่อผลประโยชน์ของคนในจังหวัดนั้น ก็เลยมีโครงการปล่อยออกมามากพอสมควรเพราะเวลา น้อยมาก จังหวัดส่งให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีเวลาแค่ ๗ วันในการตรวจสอบโครงการนี้ แล้วก็ส่งให้รัฐบาลภายใน ๑๕ วัน ให้ ครม. ให้ความเห็นชอบ ดิฉันจึงคิดว่าถ้าเวลานี้คือ ๓๙ วัน หรือคิดว่า ๔๐ วันอันตรายนี้ ถ้าโครงการนี้ใช้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าเรากำลัง นับถอยหลังวันละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องระมัดระวังมากว่าเราทำนี้ได้ดีพอสมควรหรือยัง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเร่งรัดแบบนี้จะสามารถทำโครงการที่สอดรับกับความต้องการ ของประชาชนได้ ยกตัวอย่างเช่นข้าราชการยังไม่ได้มีการอบรมหรือทำนโยบาย หรือทำโครงการที่สอดคล้องกับการพัฒนาเร่งด่วนขนาดนี้ ดิฉันคิดง่าย ๆ ตัวอย่างเช่น ปลาเค็ม ถ้าเราต้องการยกระดับปลาเค็ม เราควรจะศึกษากระทรวงไหนดีค่ะ เราควรจะ สนับสนุนกรมประมง พช. หรืออุตสาหกรรม ในจังหวัดดิฉันซึ่งไม่ค่อยคุ้นเคยกับอุตสาหกรรม ก็นึกว่าสุดท้ายปลาเค็มนี่ต้องไปที่กรมประมง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอุตสาหกรรมต่างหาก ที่สามารถทำให้ปลาเค็มสามารถเพิ่มมูลค่าได้ ขายได้ และเป็นสิ่งที่ต้องการในอนาคตถ้าเรา พูดถึงเครื่องแกง เราคิดว่าเราควรจะพูดถึงเกษตร พูดถึง พช. หรือพูดถึงอุตสาหกรรม ก็อาจจะเป็นอุตสาหกรรมอีกที่ต้องการทำเครื่องแกงให้ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) แต่ถ้าเกิดข้าราชการไม่เข้าใจปัดส่วนนี้ไปใน พช. ก็เป็น การถอยหลังอยู่ดี ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๒ ค่ะ เพราะฉะนั้นโครงการที่จะเกิดขึ้นนี่ดิฉันมีความเป็นกังวลว่าอาจจะเป็นโครงการ ที่เติมท้ายด้วยสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) เช่น โครงการซ่อมถนน สร้างถนนสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สู้โควิด-๑๙ (COVID-19) โครงการอบรมสัมมนา คุณครูเพื่อสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) โครงการสร้างรถไฟรางคู่ความเร็วสูง เป็นไปได้นะคะ สู้โควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานคะ งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เป็นเงิน ที่มากมหาศาล งบประมาณประเทศชาติเราต่อปีคือประมาณ ๓ ล้านล้านบาท แปลว่า งบลงทุนที่เรามีประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือเงินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นว่า งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราจะพูดถึงนี้ คือ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ของบประมาณแผ่นดิน ที่เราจะพูดถึงสำหรับงบลงทุน เราจะเขียนแบบนี้ง่าย ๆ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เหมือนกับเรากำลังเอางบลงทุน ๒ ปีทำซ้อนกัน โดยให้เวลาในการทำงานแค่ ๔๕ วัน ฉะนั้น ดิฉันถึงขอฝากท่านประธานไปว่าเป็นความจำเป็นที่ดิฉันจะขอร้องผ่านท่านประธานถึง ท่านนายกรัฐมนตรีให้มีการเลื่อนโครงการ เสนอโครงการออกไปอีก ๔๕ วัน ให้นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ปราชญ์ชาวบ้าน เอกชน ได้มีเวลาค่ะ ได้มีเวลาคุยกับข้าราชการ ได้มีเวลา สร้างโครงการดี ๆ ให้ตอบสนองกับความต้องการที่จะบรรเทาความทุกข์ของชาวบ้านในการ สู้ภัยโควิด (COVID) นี้ ดิฉันได้รวบรวมข้อดีของการตั้งคณะกรรมาธิการนี้สนับสนุนให้รัฐบาล ตั้ง ๔ ประการค่ะ

ข้อ ๑ เพื่อป้องกันปัดฝุ่น ตัดแล้วก็แปะโครงการเพื่อนำเสนอมาใหม่ อันนี้ต้องมั่นใจว่างบประมาณที่จะเกิดขึ้นใช้สำหรับโครงการที่ได้ประสิทธิภาพจริง ๆ แล้วตอบโจทย์ของประเทศชาติในการกู้โควิด (COVID) จริง ๆ ไม่ใช่เอาโครงการเก่า ๆ มาปัดใหม่ ๗ วัน จะทำได้อย่างไร ดิฉันว่าลำบากมากในการที่จะทำได้

ข้อ ๒ สร้างความเชื่อมั่น สร้างความโปร่งใส ท่านประธานคะ ในการ คอร์รัปชันมีคำถามมากมายที่มีต่อสภาแห่งนี้ นักการเมือง แล้วก็รัฐบาล ดิฉันเชื่อเสมอว่า ที่ใดก็แล้วแต่ที่มีความมืด ขอให้เราเอาแสงสว่างส่องเข้าไป ส่องให้มันสว่างส่องให้มันโปร่งใส ส่องให้ตรวจสอบได้ ส่องให้ประชาชนเห็นถึงขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงาน มีเว็บไซต์ (Website) ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการตั้งอย่างไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีการเสนอโครงการอย่างไร ประกวดราคาอย่างไร และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมีความ ชอบธรรมแค่ไหน ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าขั้นตอนของการทำงาน เงินทุก ๆ บาท ที่จ่ายไปได้ใช้อย่างสมความตั้งใจหรือไม่ บรรทัดฐานนี้ไม่ใช่บรรทัดฐานใหม่ ๆ ที่จะทำ พรรคประชาธิปัตย์ของดิฉันเคยทำไว้ก่อนแล้วในสมัยที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตั้งมาตรฐานของความโปร่งใสนี้เอาไว้

ข้อ ๓ ดิฉันขอพูดในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ดิฉันต้องการสะท้อนให้เห็นว่า รัฐราชการจะมาใหญ่กว่าผู้แทนปวงชนไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงว่างบปีที่เขียนมา ข้าราชการเป็นคนเขียนเสียส่วนมาก เราไม่สามารถที่จะเห็นโครงการมาก่อนเลย เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราตรวจสอบนั้นเหมือนกับการเซ็นเช็คเปล่า ไม่เห็นเลยด้วยซ้ำว่า โครงการจะใส่อย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นความจำเป็นว่าเราต้องทำงานติดตาม ตรวจสอบ เคียงคู่ไปกับระบบราชการให้ผลประโยชน์นี้ตกถึงกับประชาชนมากที่สุด

ข้อ ๔ ให้ใช้งบนี้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านประเทศ เข้าสู่ยุคใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน แก้ไขความเหลื่อมล้ำ ยุคโควิด (COVID) เป็นยุคที่ ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างไรก็แล้วแต่ประเทศไทยต้องเข้าสู่ยุคดิสรัปชัน (Disruption) แน่นอน คือยุคจบ ยุคเสื่อมสลาย เราต้องใช้โอกาสนี้นำประเทศไทยก้าวข้าม ปัญหาเข้าสู่ยุคใหม่ของประเทศไทยให้ได้ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะถูกใช้เพื่อเป็นไปตามเจตจำนงร่วมในการอนุมัติของตัวแทนประชาชน หรือสัญญาประชาคม จากสภาผู้แทนราษฎร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้องสุริยันนี้ เราจะนำพาประชาชนก้าวข้ามผ่านสงคราม ทั้งสงครามเชื้อโรค สงครามยากจนที่จะเป็นผลกระทบจากโควิด (COVID) นี้ สร้างชาติไทย สร้างคนไทย ที่มีความเข้มแข็ง พลิกวิกฤติโลกเป็นโอกาสของคนไทย ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ค่ะ คำขวัญของพรรคดิฉันที่ดิฉันได้เข้ามาคือประชาธิปไตยสุจริต ดิฉันมีอุดมการณ์ที่ทันสมัย ดิฉันขอให้งบนี้ถูกนำไปใช้เพื่อส่งเสริมความมีประชาธิปไตยที่สุจริต นำสู่อุดมการณ์ที่ทันสมัย นำพาประเทศชาติไทยให้ข้ามพ้นความทุกข์ในวันนี้ ขอบพระคุณมากค่ะ