เทพไท สนับสนุนตั้ง กมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 1.9 ล้านล้าน เหตุป้องกันทุจริต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

เทพไท เสนพงศ์ หารือประเด็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส โดยเสนอให้ยึดแบบอย่างจากโครงการกู้ยืมในอดีตที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมท้วงติงการใช้จ่ายในโครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต โดยเฉพาะ 6 โครงการที่น่าสงสัย เช่น ซีซีทีวี ขุดลอกคลอง และเสาไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ พร้อมเรียกร้องให้มีการตั้งอนุกรรมาธิการและคณะกรรมการตรวจสอบอิสระจากผู้เชี่ยวชาญและภาคประชาสังคม เพื่อเสริมความโปร่งใสและป้องกันการคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็พยายามที่จะพูดอยู่ในกรอบที่ท่านประธานขอไว้ ๑๕ นาที แต่ว่าขอกับวิป (Whip) ไว้ ๒๐ นาที แต่ถ้าหากว่าล้นไปสักนิดก็ต้องขอท่านประธานไว้นิดหนึ่ง แต่ว่าจะพยายาม ให้อยู่ภายใน ๑๕ นาที ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นผู้เสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ตรวจสอบ ติดตามการใช้เงินกู้ ๓ ฉบับ ร่วมกับเพื่อนสมาชิก คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย คุณชัยชนะ เดชเดโช คุณอันวาร์ สาและ คุณพนิต วิกิตเศรษฐ์ และคุณประกอบ รัตนพันธ์ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมเป็นคนหนึ่งที่มีจุดยืนต่อเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ อย่างชัดเจน ตั้งแต่รัฐบาลได้ประกาศที่จะใช้ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓ ฉบับ ผมคนหนึ่งที่เป็น ผู้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์แล้วก็ยืนยันสวนกระแสฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลมาโดยตลอด ว่าผมเป็นผู้สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบ ถามว่าทำไมผมคิด อย่างนี้ ก็ต้องยืนยันว่าผมทำตามเหตุผล ๒ เรื่อง

เรื่องแรกก็คือว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมสังกัดอยู่ เราเน้นเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเป็นนักเรียน เห็นป้ายโฆษณาหาเสียงของ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ ซื่อสัตย์ มืออาชีพ นี่ก็อยู่ในหัวใจผมมาโดยตลอด และผมคิดว่าการที่จะปล่อยให้รัฐบาลบริหารเงินกู้จำนวน ๑.๙ ล้านล้านบาท ซึ่งสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย แม้ว่าทุกรัฐบาลจะกู้มาก็ตาม หลายรัฐบาลก็กู้มา แต่ว่าวงเงินก็ไม่สูงเท่านี้

ส่วนที่ ๒ เพื่อสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ผมก็พยายามที่จะใช้เงื่อนไขทั้งหมดที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกง ป้องกันการทุจริต ต้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า ต้องขอบคุณที่รัฐบาล ได้กลับลำ ใจกว้างให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งหลายฝ่ายเรียกร้องให้โครงการเงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาทนี้โปร่งใส ไม่ใช่เฉพาะพวกผมหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุคคลภายนอก ผมขอเอ่ยนาม ซึ่งไม่เสียหายครับท่านประธาน คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กร ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ได้พูดกับสื่อมวลชนว่า อยากจะให้รัฐบาลยึดโมเดล (Model) แบบโครงการเงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่น มิยาซาวา แพลน (Miyazawa Plan) ปี ๒๕๔๒ หรือ พ.ร.ก. กู้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๒ ที่มีหลักเกณฑ์การใช้เงินชัดเจน และยังสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการจัดทำเว็บไซต์ (Website) เฉพาะกิจ ให้สาธารณชนสามารถเข้าไปศึกษาติดตามได้อย่างอิสระ ถ้าขอฟื้นความจำก็คือว่าเงินกู้ มิยาซาวา แพลน (Miyazawa Plan) จากรัฐบาลญี่ปุ่นในปี ๒๕๔๒ กู้มา ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ในยุคที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ยุคนั้นท่านนายกรัฐมนตรีก็ใจกว้างเปิดตั้ง คณะกรรมาธิการตรวจสอบทำงานคู่ขนานกับรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็เงินกู้โครงการ ไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๒ ในยุคที่นายกรัฐมนตรี ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้ง ๒ โครงการนี้ คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ยกขึ้นมาเพื่อให้ รัฐบาลเอาเป็นโมเดล (Model) ต้องเรียนกับท่านประธานว่าเงินกู้ครั้งนี้ ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นภาระหนี้ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ผมจำเป็นที่จะต้อง สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ แล้วก็ผมต้องยอมรับ กับท่านประธานว่าไม่ได้มีสิทธิเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญหรอกครับ แต่ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอฝากข้อสังเกตไว้ให้กับคนที่ไปเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมจะฝากข้อสังเกตให้มีการตรวจสอบใน พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ใน ๓ ส่วนครับ

ส่วนแรก คืออยากจะให้กรรมาธิการไปตรวจสอบงบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากไวรัสโควิด (COVID) จำนวน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นก้อนเงินที่มากที่สุดในเงินกู้ ฉบับนี้ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าถ้าดูบัญชีที่รัฐบาลได้แถลง จากเมื่อก่อนรัฐบาล ต้องการที่จะเยียวยาแค่ ๓ ล้านคน ขยับมาเป็น ๙ ล้านคน ๑๖ ล้านคน ๑๘ ล้านคน ขยับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงวันผมอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ รัฐบาลบอกตัวเลขอยู่ที่ ๔๔.๑ ล้านคน แต่ว่าในขณะนี้บานปลายไปถึง ๔๘ ล้านคนแล้วครับ ผมตั้งคำถามกับรัฐบาลในวันนั้น ว่าทำไมรัฐบาลไม่เลือกใช้วิธีการที่ผมเสนอก็คือจ่ายแบบครัวเรือนที่มีจำนวนแค่ ๒๑ ล้านครัวเรือน หรือจ่ายแบบส่วนบุคคลที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป มีเงินฝากในธนาคารไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีทั้งหมด ๕๑ ล้านคน ทำไมรัฐบาลเลือกที่จะใช้แบบนี้ซึ่งสลับซับซ้อน แล้วยุ่งยากมากครับ จนถึงวันนี้ยังเยียวยากันไม่เสร็จ ยังค้างพระสงฆ์องค์เจ้าอีกจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ รูป ที่รัฐบาลจะเยียวยาให้วันละ ๖๐ บาท มื้อละหรือเพลละ ๓๐ บาท ซึ่งผม ก็เสนอรัฐบาลว่าขออนุโมทนาถวายให้กับพระคุณเจ้าสักองค์ละ ๑๐๐ บาทเถอะครับ ผมเจอ รัฐมนตรีเทวัญซึ่งท่านก็บอกว่าอยากจะให้แต่ว่าไปติดกับจำนวนเงินนิตยภัตที่ให้กับ เจ้าอาวาสวันละ ๖๐ บาท แต่นั่นก็ต้องแยกกัน อันนั้นจ่ายตลอดไป แต่อันนี้แค่ ๓ เดือน ผมคิดว่าเอาสัก ๑๐๐ บาท ขอเรียนกับท่านประธานว่าในจำนวนบัญชีที่จะต้อง เยียวยาทั้งหมด ๔๘ ล้านบัญชี ผมเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ว่าผมไม่สบายใจ และผมคลางแคลงใจมากกับจำนวนบัญชีทั้งหมดหรือคนทั้งหมด ๔๘ ล้านคน เขามีระบบ ตรวจสอบใช้เอไอ (AI) ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าผมไม่ไว้วางใจเพราะเอไอ (AI) ทำให้ระบบเสียหาย มันล่มแล้วมีปัญหาจนถึงทุกวันนี้ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการ วิสามัญเข้าไปตรวจสอบบัญชี ๔๘ ล้านบัญชีว่าเป็นบัญชีจริงหรือไม่ทั้ง ๔๘ ล้านบัญชี หรือเปล่า หรือมีบัญชีผี บัญชีไม่มีตัวตนสักเท่าไร เพราะผมกลัวว่าถ้ามีบัญชีผี บัญชีไม่มีตัวตนสัก ๑ ล้านบัญชี สมมุตินะครับท่านประธาน เงินจะรั่วไหลไปเท่าไร ๓ เดือน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารั่วจริง ๆ แล้วจะไปอยู่ในกระเป๋าใคร หรือจะเป็นทุนการเลือกตั้งของใคร เพราะฉะนั้นผมก็ต้องการให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไป ตรวจสอบการเยียวยาเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ว่ามีบัญชีผี บัญชีไม่มีตัวตนจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อสงสัยของผมตั้งแต่เรื่องการเยียวยารายครอบครัว ไม่ทำเพราะมีตัวเลขจำกัด บางคนก็บอกว่ามีตัวเลขจำกัด ตรวจสอบง่ายบางคนบอกทำให้มันยากจะได้คะแนนเยอะ จะได้มีบุญคุณกัน คนจะได้จำไม่ลืม นี่ข้อที่ ๑ ที่จะให้ไปตรวจสอบครับ

ส่วนที่ ๒ ให้ตรวจสอบงบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานกลับไปดูเถอะครับ ระหว่างที่เรากำลังพิจารณาทางรัฐบาลก็ส่งหนังสือไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดก็ส่งไปยังท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เอาโครงการขึ้นมา โดยเร็วที่สุดใช้เวลาแค่ ๓ วัน ผมถามท่านประธานว่าถ้าไม่เอาโครงการเก่าขึ้นมาใครจะทำ โครงการใหม่ขึ้นมาได้ เลยเป็นที่มาของการเนรมิตโครงการใหม่ขึ้นมา หรือเอาโครงการเก่า มาปัดฝุ่น ลบชื่อโครงการแล้วเขียนให้มันสอดคล้องกับหลักการหรือวัตถุประสงค์ ของเงินกู้นี้ก็คือว่าเป็นโครงการแล้วต่อท้ายด้วยเยียวยาโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมชี้เป้าให้ คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไปดูในโครงการทั้งหมดที่ท่านเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดอกเตอร์ทศพร ศิริสัมพันธ์ ท่านบอกว่ามีโครงการเสนอมา จนถึงปัจจุบันก็แล้วกัน นี่ข้อมูลวันที่ ๕ แต่ปัจจุบันนี้ นาทีนี้ก็คือ ๗.๘ แสนล้านบาท ๓๐,๐๐๐ โครงการ จำนวนเยอะมาก ผมก็ชี้เป้าไปให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เข้าไปดู ผมคิดว่า ๖ โครงการ ไปจับโจรเสียทีตอนนี้ มีโจรในเครื่องแบบ มีโจรใส่สูท มีโจรใส่เสื้อนอก มีโจรในคราบนักการเมือง เยอะเลย ชี้เป้าไปยังโครงการให้ไปตรวจสอบให้ละเอียด

๑. โครงการซีซีทีวี (CCTV) ติดตั้งทีวี (TV) วงจรปิด เสนอมาทั้งหมด ๗๓ โครงการ งบประมาณ ๗๑๖ กว่าล้านบาท โครงการนี้เงินทอนเยอะมาก ล็อกสเปก (Lock spec) ได้ง่ายมาก ตรวจสอบยากมากเรื่องประสิทธิภาพ

๒. โครงการขุดลอกคลอง ยิ่งหน้าฝนอีกลอกคลองสบายเลย ท่านประธาน ก็คงจะทราบว่าไปขุดลอกคลองที่มีน้ำ ไม่มีกรรมการตรวจรับคนไหนดำน้ำไปวัดหรอก ปริมาณดินเท่าไร ลึกเท่าไร แล้วก็ชอบกันมากเลยครับโครงการขุดลอกคลองเป็นโครงการ ที่มีเงินทอนง่ายที่สุด

๓. เสาไฟฟ้าโซลาร์ เซลล์ (Solar cell) จัดซื้อกันจัง ต้นละ ๗๐,๐๐๐ บาท ๘๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อมาแล้วใช้ไม่กี่วันเสีย งบซ่อมแพงกว่างบซื้อ เลยไม่ซ่อม ตั้งเป็นอนุสาวรีย์ขึ้นมาในที่ต่าง ๆ อีกเยอะเลย

๔. ซุ้มประตูทางเข้าชุมชนหรือป้ายโฆษณาแหล่งท่องเที่ยว อันนี้มีเงินทอน เยอะมาก

๕. โครงการปรับภูมิทัศน์ ซึ่งเป็นโครงการที่เสนอขึ้นมาแล้วควบคุมด้วย ราคากลางที่ยากมากและง่ายสำหรับการทุจริตคอร์รัปชัน

๖. ให้คณะกรรมาธิการเข้าไปตรวจสอบดูโครงการต่าง ๆ ที่วงเงินงบประมาณ ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่เขาเรียกว่าซอยกันเป็นโครงการ ๆ เพื่อเลี่ยงการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ๖ โครงการนี้ที่ผมเชื่อว่าให้เข้าไปดู

ส่วนที่ ๓ เรื่องงบสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขได้บอกกับผมว่าได้จัดให้กับ รพ.สต. แห่งละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท และให้เงินเดือนกับ อสม. เดือนละ ๕๐๐ บาทจากเดิมที่มี ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเงินเดือน อสม. เมื่อก่อน ๖๐๐ บาทในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ครับ ก่อนรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีเงินเดือน ผมก็ขอกับท่านรัฐมนตรีกับรัฐบาลในสภาแห่งนี้ว่าให้เขาไปเถอะ ๑,๕๐๐ บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านรับปากว่าท่านจัดให้เพิ่มอีก ๕๐๐ บาท โดยใช้งบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ให้ ๑๙ เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๔ ผมก็บอกกับท่านรัฐมนตรีว่าผมขอให้ ๑,๕๐๐ บาทตลอดไปได้ไหม ท่านรัฐมนตรีรับปาก กับผมว่าจะจัดงบประมาณให้ในปีต่อ ๆ ไปตอนนี้เอาไป ๑๙ เดือนก่อนครับ ส่วนที่ ๓ ในเรื่องงบนี้ให้ไปตรวจสอบก็คือว่าเรื่องการซื้ออุปกรณ์ อสม. เรื่องชุดตรวจการ ปรอท เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาล แล้วก็กระเป๋าสำหรับ อสม. ผมอยากให้ซื้อนะครับ งบประมาณไม่มากคำนวณแล้วตกคนละ ๕,๐๐๐ บาท มี อสม. ทั้งหมดทั่วประเทศ ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน ตกประมาณ ๔-๕ พันล้านบาท คือถ้าทำหมดแบบทั่วประเทศก็ทำให้ พวกผม ส.ส. ทั้งหมดในสภานี้สบายใจ เพราะส่วนใหญ่เวลาลงพื้นที่ก็จะเจอ อสม. ขอสปอนเซอร์ (Sponsor) ชุดนี้ครับ ถ้ารัฐบาลเอางบนี้จัดให้กับ อสม. ผมคิดว่าจะลดภาระ ที่จะทำให้ อสม. ที่ต้องทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ

เรียนท่านประธานว่าผมสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการ แล้วก็ใน คณะกรรมาธิการผมแนะนำไปยังกรรมาธิการว่าอยากให้ตั้งอนุกรรมาธิการแต่ละฝ่าย และตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ ซึ่งถ้าใช้ ส.ส. ทั้งหมดผมคิดว่าเรามีข้อจำกัดในการตรวจสอบ อยากจะให้มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการคลัง ทางด้านคอมพิวเตอร์ ตัวแทนองค์กร ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แล้วก็ตัวแทนของสื่อมวลชน ผมต้องเรียน กับท่านประธานว่าวันนี้คนไทยทุกคนคลางแคลงใจในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ของคนในการเมืองนะครับ ดอกเตอร์มานะ นิมิตรมงคล เป็นเลขานุการองค์กรต่อต้าน คอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ท่านพูดท่านวิตกเรื่องการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่า เพราะผู้นำไม่จริงจังที่จะปราบคอร์รัปชันและยอมให้มีการใช้กฎหมาย ๒ มาตรฐาน ทำให้ มาตรฐานต่อต้านการคอร์รัปชันที่มีอยู่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับพวกพ้อง และผลประโยชน์ทางการเมือง ดอกเตอร์มานะบอกว่าวันนี้คอร์รัปชันจึงเป็นปัญหาใหญ่ โดยไม่มีการต่อต้านคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า ต้องเรียนกับท่านประธานผมขอใช้สิทธิ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะเป็นสมาชิกสังกัดพรรครัฐบาลก็ตามนะครับ แต่ผมตระหนักดีว่าหน้าที่ผู้แทนราษฎรเหมือนกับหมาเฝ้าบ้านนะครับ เพราะฉะนั้นจำเป็น จะต้องเห่าหอนเพื่อรักษาทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงขอใช้โอกาสนี้ทำหน้าที่แทน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ขอบคุณท่านประธานครับ