สมคิด ชี้รัฐบาลใช้งบกู้โควิดไม่โปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

สมคิด เชื้อคง อภิปรายเรื่องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบงบประมาณกู้เงินโควิด โดยชี้ว่ารัฐบาลใช้งบไม่โปร่งใส มีการจ่ายเงินเกินแก่เกษตรกรที่เสียชีวิตแล้ว และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำไม่ยั่งยืน ควรให้ประชาชนเข้าถึงน้ำอย่างแท้จริงแทนการขุดคลองจำนวนมาก รวมถึงต้องตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและปัญหาความไม่เป็นธรรมในการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ให้เอสเอ็มอี (SMEs)

นายสมคิด เชื้อคง อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ขอบพระคุณนะครับ ผมได้มีโอกาสที่จะมาอภิปรายเกี่ยวกับ ญัตติที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบงบประมาณ ที่เป็นผลพวงจากการกู้เงินเพื่อโควิด (COVID) เรียนอย่างนี้ว่าพรรคเพื่อไทยเองรวมทั้ง ทุกพรรคในสภาแห่งนี้ได้อภิปรายมาเหมือนเห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบเงินกู้เป็นจำนวนมาก มากที่สุด ในประวัติศาสตร์ แต่เรียนอย่างนี้นะครับว่าวันนี้พี่น้องประชาชนก็เหมือนว่ารอคอย ความคาดหวังจากเงินทองที่จะเข้าไปฟื้นฟูที่จะเข้าไปแจกจ่าย แต่ปัญหาที่เกิด ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ไม่ได้ไปละเอียดมากจนมีความรู้สึกว่าการแจกเงินไป การจ่ายเงินไปในโครงการที่จะกู้ เช่นเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้บอกว่าเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ให้พี่น้องเกษตรกรที่จะให้เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท มันเท็จจริง มันครบหรือยัง หรือยังไม่ครบ มีข่าวบางส่วนก็จะออกมาว่าเกษตรกรที่ตายไปแล้ว นี่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พูดเอง นะครับ เกษตรกรที่เสียชีวิตแล้วได้จ่ายเกินไป ๑๐๐,๐๐๐ คน อย่างนี้ละครับที่เป็น ความจำเป็นที่สภาแห่งนี้ต้องขอตั้งคณะกรรมาธิการเข้าไปดูแล เข้าไปตรวจสอบ ครั้งแรก เห็นท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อบอกว่าไม่อยากให้ตั้ง กลัวล่าช้า ท่านอาจจะเข้าใจผิด แต่วันนี้ท่านคงเข้าใจถูกแล้วว่าการตั้งคณะกรรมาธิการนั้นเป็นการที่พี่น้องประชาชน ตัวแทน พี่น้องประชาชนเข้าไปตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล ด้วยซ้ำไป ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคก็รักบ้านเมือง ก็คิดจะเข้าไปช่วยกันทำ สิ่งหนึ่งที่พูดกันตั้งแต่เช้าแล้วจะออกมาคล้าย ๆ กันก็คือว่าคณะกรรมการกลั่นกรองที่จะ เสนอพิจารณาเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ที่เราเป็นห่วงนักหนาว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะโปร่งใสอย่างไร เพราะการจัดซื้อจัดจ้างก็คงไม่ใช้วิธีระบบประมูลทั่วไป คือระบบอีบิดดิง (e-bidding) ก็คงจะใช้วิธีเจาะจง โครงการเหล่านี้เสนอในระยะเร่งด่วน สัปดาห์เดียว เท่านั้นเอง เสนอเสร็จเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน แล้วบอกว่าจะจัดซื้อจัดจ้างลงนามในสัญญาจ้าง ภายในเดือนมิถุนายน โครงการมาทั้งหมดนี้วันนี้หลายท่านก็บอกว่า ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๐,๐๐๐ โครงการ วันนี้คณะกรรมการกลั่นกรองก็คงทำงาน ทำงานอย่างไร ไม่เป็นอะไร เป็นหน้าที่ของท่าน แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการนี่ต้องเข้าไปดู ก็ขอฝากว่าเข้าไปดูอย่างละเอียด เพราะโครงการตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ จะพิจารณากัน อย่างไร ทำอย่างไรที่จะตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือว่าเห็นเขียนกันหลายอย่าง พัฒนาแหล่งน้ำบ้าง พัฒนาถนนหนทาง ผมก็เกรงว่าทุกอย่าง รั้วโรงเรียนก็จะเป็นรั้วโควิด (COVID) ถนนโรงเรียนก็จะทำเป็นถนนโควิด (COVID) หมด เอาโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาก็เหมือนว่าไม่รู้จะแก้ปัญหาในระยะยาวได้หรือเปล่า ยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังนิดเดียวเท่านั้นเอง เรื่องแหล่งน้ำเหมือนกัน ทำมาไม่รู้เท่าไรแล้ว ขุดลอก ขุดคลอง แหล่งน้ำ เอาเฉพาะรัฐบาลชุดนี้เสียเงินไม่น้อยกว่า ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้พี่น้องประชาชนก็ยังไม่มีน้ำกิน โดยเฉพาะภาคอีสานบ้านผม ก็เป็นทุกหย่อมละครับ ยังมีโครงการจะเจาะน้ำบาดาลอีก ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลยว่าเงินตั้ง ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำมานี่เราไม่ทำอีกได้ไหม ขุดคลอง ขุดบ่อ ไม่รู้หน่วยไหนทำ ทำกันวุ่นวายไปหมด สุดท้ายแล้งเหมือนเดิม ทำไมไม่ทำให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์จริง ๆ จัง ๆ เสียที ผมและหลายคน เคยเสนอเรื่องบ่อน้ำใหญ่ ๑ ตำบล บ้านผมเขาเรียกว่า ๑ สระใหญ่ ๑ ตำบล ทำใหญ่ ๆ เลย ๑๐ หมู่บ้านทำประปาทีเดียวเลย ทำประปาทั้ง ๑๐ หมู่บ้าน อันนี้เอาแค่น้ำบริโภค นี่ไปทำเล็ก ๆ น้อย ๆ สุดท้ายก็บอกไม่มีน้ำบริโภค แล้วก็จะมาเจาะบาดาล มาเจาะโน่น เจาะนี่ ทุกตำบลผมเชื่อว่ามีที่สาธารณะพอที่จะขุด ๑๐-๒๐ ไร่ ลงทุน ๑๐-๒๐ ล้านบาท ๗,๐๐๐ ตำบล ตำบลหนึ่ง ๓๐ ล้านบาทก็ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง ยั่งยืนกว่า แน่นอนกว่า พี่น้องประชาชนได้ใช้น้ำกว่า โครงการเหล่านี้ใครเป็นรัฐบาลลองเอาไปทำดู แก้ปัญหาได้ ดีกว่าจะใส่มาขุดคลอง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๘๐๐,๐๐๐ บาท ไม่จบ พอสุดท้ายก็อดน้ำอยู่ดี เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่จะตั้ง อยากให้เข้าไปดู ไปตรวจสอบ โครงการเหล่านี้ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ตรวจสอบก็คือว่าเงินกู้ซอฟต์โลน (Soft Loan) เอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลายก็บ่นกันทุกกลุ่ม บ่นกันทุกฝ่ายว่าวันนี้ก็เริ่มมีข่าวเงินกู้ซอฟต์โลน (Soft Loan) ทั้งหลายจะได้แต่ลูกค้าเดิม ธนาคารพาณิชย์แน่นอนนโยบายรัฐบาล บอกจะต้องให้เอสเอ็มอี (SMEs) เล็กน้อย เหมือนเดิมอีกละครับ ใส่ไปก็ได้ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ เจ้า อีก ๓ ล้านยังไม่ได้อะไรเลย ไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ลองไปดูให้หน่อยว่าการไปกู้นี่ได้จริงไหมหรือได้แต่เจ้าเดิม และแบงก์พาณิชย์ก็เป็นธนาคาร ไม่ใช่มูลนิธิ เขาก็ต้องเก็บกำไร เขาก็ต้องหาส่วนต่าง เพราะฉะนั้นลูกค้าที่บอกว่าจะให้ ถ้าลูกค้าไม่ดีแบงก์ก็ไม่ปล่อยอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ การแก้ปัญหา เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไปได้อยู่เจ้าเก่า ๆ เจ้าหนี้เดิม ลูกหนี้เดิมที่เป็น ลูกหนี้ดีของธนาคาร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลอาจจะมองในจุดดีแต่ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ ทำด้วย อันนี้ผมฝากทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นเข้าไปดูแล ผมคงไม่ใช้เวลาสภานี้ มากมาย เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ได้มาบอกเล่าว่าเรื่องนี้พรรคฝ่ายค้านเอง พรรคเพื่อไทยเอง รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไปก็อยู่ในฝ่ายรัฐบาลก็เห็นพ้องต้องกันว่าเราสมควรตั้ง คณะกรรมาธิการเพื่อไปศึกษา ไปดูแลเงินกู้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเงินกู้ที่มากที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ให้สมกับว่าเป็นเงินภาษีพี่น้องประชาชนให้ได้ ทั่วถึงอย่างมากที่สุดแล้วเสียหายน้อยที่สุด ขอขอบคุณท่านประธานครับ