ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หารือปัญหาการกำกับดูแลราชการที่เน้นกฎระเบียบมากเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรค โดยเสนอภาพเปรียบเทียบกับหุ่นไล่กาเพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นของกลไกตรวจสอบที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอแนวทางใช้มาตรฐานเปิดข้อมูลสัญญา (OCDS) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะในโครงการใช้งบโควิด มูลค่าหลายแสนล้านบาท ที่เสี่ยงต่อการทุจริต โดยสนับสนุนให้มีการบูรณาการข้อมูลและใช้เครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงแบบเปิดเผย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการพัฒนากระบวนการสร้างกลไกตรวจสอบอิสระตามแนวทางภูมิปัญญาโบราณ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันภาระหนี้สินในอนาคต
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นพรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ตามนโยบายที่ท่านประธานได้ให้ไว้ผมได้ตัดเนื้อหา บางอย่างที่ซ้ำซ้อนออกเพื่อรักษาเวลาไม่ให้ถึง ๑๕ นาทีนะครับ แต่ว่ามีเนื้อหาบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไอที (IT) เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ผมจำเป็นจะต้องใช้วิธีการเปรียบเปรย ให้คนเข้าใจได้โดยง่าย จึงจะขอเริ่มเกริ่นนำในช่วงต้นไม่กี่นาทีนี้ โดยการเล่านิทานสั้น อิงประวัติศาสตร์สักเรื่องหนึ่งก่อนนะครับ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐไทย เสมอมา นั่นก็คือเรื่องของหุ่นไล่กาของน้องก้าวนั่นเองครับ นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ย้อนกลับไปในหลายพันปีก่อนยุคก่อนคริสตกาล มีครอบครัวชาวนา ปลูกข้าวสาลีอยู่ ๒ ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ อยู่ ๓ ครอบครัว นั่นก็คือครอบครัวของลุงบาล น้าแทน และน้องก้าว ในทุก ๆ ปีครับ ทั้ง ๓ ครอบครัวนี้จะต้องประสบปัญหาเจอกับฝูงนกกา เหล่าอีแอบ ที่แอบบินเข้ามาเก็บกินผลผลิตในไร่สาลีของพวกเขาเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง ลุงบาลได้ตัดสินใจล้อมรั้วขึงตาข่ายรอบที่นาของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้นกกาเข้ามาแย่งกิน ผลผลิตของเขานั่นเอง แต่ไม่ว่าลุงบาลจะพยายามล้อมรั้วให้แน่นหนาสักเท่าไร สูงขึ้น สักเท่าไหน ก็หนีไม่พ้นความสามารถของนกกาที่จะเรียนรู้ในการลัดเลาะหาช่องทางใหม่ ๆ เล็ดลอดเข้ามาได้อยู่ดี มิหนำซ้ำรั้วตาข่ายเหล่านั้นกับกลายมาเป็นอุปสรรคที่ทำให้ ลุงบาลและสมาชิกในครอบครัวไม่สามารถทำงานบนไร่นาของเขาได้อย่างสะดวก จะเดิน ไปไหนมาไหนก็ต้องคอยระวังไม่ให้ชนกับเสาตาข่าย หรือตอนจะผ่านเข้าออกก็ต้องคอยระวัง ไม่ให้มือไม้แขนขาไปเกี่ยวพันเข้ากับตาข่ายที่ระโยงระยางอยู่เต็มไปหมด กลับกลายเป็นการ สร้างความเสียหายมากขึ้นไปอีก วิธีการนี้ของลุงบาลครับเปรียบได้กับวิธีการที่รัฐไทยเลือกใช้ ในการกำกับดูแลระบบราชการเสมอมา ที่เน้นแต่การเพิ่มกฎระเบียบ ออกกฎเกณฑ์ เพิ่มอำนาจและบทลงโทษให้กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ อย่าง สตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. และหวังว่าการป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันเหล่านั้นจะได้ผลมากยิ่งขึ้น แต่กลับกลายเป็น ภาระซ้ำเติมให้แก่ข้าราชการน้ำดีครับ ข้าราชการที่ต้องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ตรงไปตรงมา ไม่ให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างสะดวก ต้องคอยระวังว่าจะผิด กฎระเบียบหรือไม่ จะถูก สตง. เรียกสอบหรือเปล่า เปรียบได้กับวิธีการของลุงบาลครับ ที่เอาแต่ล้อมรั้วสร้างตาข่ายขึ้นมารอบแล้วรอบเล่า เกี่ยวพันแขนขาของตัวเองไม่จบสิ้น นั่นเองครับ
ส่วนน้าแทนสังเกตเห็นว่านกกาทุกตัวนั้นล้วนกลัวสายตามนุษย์ จึงให้สมาชิก ในครอบครัวผลัดกันเฝ้าเวรยามครับ แต่ไม่ว่าจะวางแผนผลัดเวรกันให้รัดกุมเท่าไร ก็มักจะมี ช่วงทีเผลอที่คนใดคนหนึ่งไม่ทันได้ระวังตัวหันมองไปทางอื่นหรือผล็อยหลับไป ก็เป็นการเปิด โอกาสให้ฝูงนกกาเหล่าอีแอบเข้ามาขโมยเกาะกินผลผลิตได้อยู่ดี วิธีการนี้ของน้าแทน คล้ายคลึงกับวิธีการที่พวกเราสภาผู้แทนราษฎรกำลังทำกันอยู่ ก็คือการอาศัยกรรมาธิการที่ผลัดกันตั้งสลับกันเป็นเวรคอยถ่วงดุลตรวจสอบการทำงาน ของฝ่ายบริหารมองลงไปในทีละจุด สอบกันคนละที เรียกทีก็ได้เอกสารตอบกลับมาที ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง หรือเจอบางหน่วยงานทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เลือกที่จะไม่ส่งอะไรกลับมา ให้กับพวกเราเลย และบางครั้งก็มีการเชื้อเชิญกรรมาธิการไปนั่งทานกาแฟด้วยกันเสียอีก ทำให้พวกเราในฐานะผู้แทนราษฎรแม้ว่าจะช่วยกันผลัดสลับกันเป็นเวรอยู่เฝ้ายาม อย่างหนักหน่วงสักเท่าไรก็ไม่สามารถไล่นกกาเหล่าอีแอบนี้ที่มุ่งแต่จะเกาะกินผลประโยชน์ บนผืนนาสาลีที่เรียกว่าชาติได้อย่างหมดจดเสียที
ส่วนน้องก้าวคนสุดท้าย เกษตรกรรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าที่มีความคิดก้าวไกล อยากเห็นอนาคตใหม่ของครอบครัว เขาได้สังเกตเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของลุงบาล และน้าแทนครับ นั่นก็คือเขาเห็นว่านกกานั้นกลัวคนไม่ได้กลัวตาข่าย แต่ครั้นจะล้อมรั้วแบบ ลุงบาลก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่า น้องก้าวจึงตัดสินใจลองประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาชนิดหนึ่ง ในยุคสมัยนั้นที่ทำให้นกกาไม่กล้าเข้ามาใกล้ไร่นาอีกเลย เพราะเข้าใจว่ามีคนยืนเฝ้าอยู่ ตลอดเวลาไม่หลับ ไม่นอน ทนแดด ทนฝน ๒๔ ชั่วโมงไม่เคยขยับไปไหน นั่นก็คือหุ่นไล่กา นั่นเอง พวกเราต้องยกเครดิตให้กับน้องก้าวในนิทานเรื่องนี้ที่ทำให้ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มวลมนุษยชาติของเรามีหุ่นไล่กาเอาไว้ใช้งานตั้งแต่อดีตกาล
จากนิทานเรื่องนี้สอนให้พวกเรารู้ว่าพวกเราได้จมปลักอยู่กับปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันที่พวกเราเอาแต่คิดว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีวันแก้ไขได้ในงบโควิด (COVID) ๑.๙ ล้านล้านบาทนี้ พวกเราที่ลงทุนลงแรง สั่งสม สร้างโครงสร้าง สร้างกระบวนการ ที่เปรียบเสมือนว่าเป็นตาข่ายขึ้นมาพันแข้งพันขาตัวเอง แล้วเฝ้าแต่บอกตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาตินั่นเอง แต่เราหารู้ไม่ว่า ทางออกของปัญหานั้นในบางทีอาจเรียบง่าย ลงทุนลงแรงน้อยกว่า สร้างภาระให้กับ สังคมไทยและข้าราชการน้อยกว่าอย่างหุ่นไล่กาของน้องก้าวนั่นเอง ทางออกที่เป็นรูปธรรม ที่จับต้องได้หากจะเปรียบเปรยกับหุ่นไล่กาของน้องก้าวในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ ในงบโควิด (COVID) ส่วนนี้ก็คือ เราจะเสนอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ทำการจัดเก็บข้อมูล จัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกลาง ภาครัฐ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าโอเพน คอนแทร็กติง ดาต้า สแตนดาร์ด (Open Contracting Data Standard) หรือเรียกกันว่าโอซีดีเอส (OCDS) จากการอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกก่อนหน้าผม คุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ที่ได้ลุกขึ้นกล่าวคำอภิปรายไป ก่อนหน้านี้ว่าพวกเรามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่าง ๆ ภายใต้งบโควิด (COVID) นี้จะไม่ได้รับการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่ได้ผ่าน กระบวนการทางการงบประมาณแบบปกติ ซึ่งโครงการเหล่านี้ถูกเสนอเข้ามาผ่านระบบ ไทยมี (ThaiME) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกว่า ๓๑,๐๐๐ โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องถูกคัดกรองออกโดยคณะกรรมการคัดกรอง อย่างน้อย ๆ สักครึ่งหนึ่งเพื่อเหลือกรอบการใช้งบประมาณเท่ากับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามแผนฟื้นฟูที่อยู่แนบท้ายพระราชกำหนดฉบับนี้ แล้วทุกท่านคิดว่าภายในระยะเวลาเพียง ๑๐ วัน คณะกรรมการชุดนี้จะสามารถคัดกรองโครงการเฉลี่ย ๓,๐๐๐ กว่าโครงการต่อวันจะ ล้อมรั้วป้องกันผลัดกันเฝ้าเวรยามเพื่อป้องปรามมิให้ฝูงนกกาเหล่าอีแอบเข้ามารุมทึ้งไร่นา สาลีมูลค่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ได้มากน้อยเพียงใดกัน แล้วทำไมเราถึงไม่เลือกใช้ วิธีแบบที่น้องก้าวเลือกใช้กันล่ะครับ วิธีการในการเลือกใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายโดยการ จัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐานของโอซีดีเอส (OCDS) ตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อทำให้ฝูงนกกา เหล่านั้นต้องระแวดระวังไม่กล้าบินโฉบเข้ามา เพราะรู้ว่ามีคนกำลังเฝ้ามองพวกมันอยู่ ทุกวี่ทุกวันตลอดเวลานั่นเอง
ผมจะขอใช้เวลาที่เหลือในการอภิปรายครั้งนี้เพื่ออภิปรายรายละเอียด ของโอซีดีเอส (OCDS) แบบพอสังเขปเพื่อทำให้เห็นภาพ หลังจากนั้นจะหยิบยกเครื่องมือ ต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือนกับหุ่นไล่กาของน้องก้าวในโลกยุคปัจจุบัน ดังที่ผมยกตัวอย่าง เปรียบเปรยไปก่อนหน้านี้นะครับท่านประธาน โอซีดีเอส (OCDS) คือรูปแบบในการจัดเก็บ ข้อมูล หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ดาต้า ฟอร์แมต (Data format) ในกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้างตลอดทั้งกระบวนการของภาครัฐตั้งแต่ช่วงมีการจัดทำแผนงาน การประมูล การเบิกจ่าย การติดตาม ตรวจสอบ รวมไปถึงการประเมินผลที่ ๑ โครงการของการจัดซื้อ จัดจ้างนี้จะถูกรวบรวมจัดเก็บเข้ามาให้อยู่ในบันทึก ๑ บันทึก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ๑ เรกคอร์ด (Record) และทุก ๆ ครั้งที่ข้อมูล ๑ บันทึกนั้นมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จะต้องมี การเผยแพร่การเปลี่ยนแปลง เพื่อสำแดงทุกส่วนของข้อมูลที่ถูกแก้ไขออกมาเป็น ๑ การเผยแพร่ หรือ ๑ รีลีส (Release) นั่นเองครับ จากการอธิบายแบบรวบยอดเมื่อสักครู่นี้ หากเปรียบกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ของภาครัฐไทยในปัจจุบันก็เปรียบเสมือนว่า ๑ บันทึก หรือ ๑ เรกคอร์ด (Record) ในมาตรฐานโอซีดีเอส (OCDS) นี้จะเป็นการบูรณาการข้อมูลจาก ๕ ระบบ ๓ หน่วยงาน ของภาครัฐเข้าด้วยกัน นั่นก็คือระบบอีบัดเจตติง (e-budgeting) ของสำนักงบประมาณ ระบบอีบิดดิง (e-bidding) อีจีพี (e-GP) จีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ของกรมบัญชีกลาง และสุดท้ายระบบการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. นั่นเองครับ แล้วทันทีที่คณะกรรมาธิการชุดนี้สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดซึ่งมีอยู่แล้ว ในระบบสารสนเทศของรัฐภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง องค์กรอิสระ อย่าง สตง. เข้ามาไว้ด้วยกันแล้ว พวกเราจะทำการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ออกมาให้อยู่ใน รูปแบบของโอซีดีเอส (OCDS) ครับ เพียงเท่านี้ก็เท่ากับว่าพวกเราได้ผลิตหุ่นไล่กา ของน้องก้าว ๖๐ กว่าล้านตัวทั่วประเทศพร้อม ๆ กันทันทีครับท่านประธาน นั่นก็เพราะว่า ในปัจจุบันพวกเรามีต้นแบบหุ่นไล่กาโอซีดีเอส (OCDS) ที่เปิดให้ประชาชนคนไทย ๖๐ กว่าล้านคนสามารถหยิบมาเลือกใช้เป็นต้นแบบได้ฟรีมากมายในอินเทอร์เน็ต (Internet) ยกตัวอย่างเช่นหน้าปัดภาพรวมเสี่ยงการทุจริต หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าคอร์รัปชัน ริสก์ แดชบอร์ด (Corruption Risk Dashboard) ที่พัฒนาโดยดีเวลลอปเมนต์ เกตเวย์ (Development gateway) องค์กรซึ่งมีจุดตั้งต้นมาจากธนาคารโลก เป็นโอเพน ซอร์ซ ซอฟต์แวร์ (Open source software) ที่หยิบเอาข้อมูลซึ่งถูกจัดเก็บในรูปแบบโอซีดีเอส (OCDS) มาวิเคราะห์เพื่อติดธงแดงในโครงการต่าง ๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต อย่างเช่น ติดธงแดงให้กับโครงการที่ผู้ชนะการประมูลมีการเสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ติดธงแดงให้กับโครงการที่ผู้ร่วมประมูลมีการเสนอราคาใกล้เคียงกับราคากลางเข้ามามาก ๆ ติดธงแดงให้กับโครงการที่มีผู้ยื่นประมูลเข้ามาเพียง ๑ รายเท่านั้นแบบไม่มีคู่แข่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีธงแดงอีกจำนวนมากมายตามมาตรฐานของโอซีดีเอส (OCDS) ดังที่ปรากฏ ให้เห็นอยู่ในงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นทั่วทุกมุมโลกนะครับท่านประธาน ยกตัวอย่างเช่น ได้มีการ เลือกใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงแทนวิธีการเปิดประมูลหรือไม่ มีการกำหนด ระยะเวลาในการยื่นซองประมูลที่สั้นจนเกินน่าสงสัยหรือเปล่า แม้แต่การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ชนะการประมูลต่าง ๆ ในหลาย ๆ โครงการเข้าด้วยกัน เพื่อหาความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นในบริษัทเรานั้นนั่นเอง
จากทั้งหมดที่ผมอธิบายมานี้ ผมขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้ เพราะผมเชื่อว่าในฐานะผู้แทนราษฎรพวกเราจะสามารถพัฒนากระบวนการให้สามารถ ประดิษฐ์หุ่นไล่กาโอซีดีเอส (OCDS) ขึ้นมาได้อย่างที่น้องก้าวทำได้เมื่อหลายพันปีก่อน เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน อย่าให้ลุงกู้มาล้างผลาญแล้วปล่อยให้ ลูกหลานใช้หนี้ ขอบคุณครับ