สัมฤทธิ์ เสนอตั้งกรรมาธิการสอบงบฯ 3 ฉบับ โปร่งใส-คุ้มค่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ หารือการใช้งบประมาณตามพระราชกำหนด 3 ฉบับเพื่อเยียวยาประชาชน สนับสนุนด้านสาธารณสุข ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเห็นชอบมาตรการรัฐบาลในการควบคุมโควิด-19 และการกู้เงินเพื่อเยียวยา แต่เน้นย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบความโปร่งใส ความคุ้มค่า และการครอบคลุมของผู้ได้รับประโยชน์ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างรอบด้าน เพื่อให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นไปด้วยความรับผิดชอบและส่งเสริมความปรองดองในสังคม

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมต้องขอบคุณสำหรับ ๑๐ นาทีที่ให้ผมได้อภิปรายในญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณ ตามพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพี่น้องประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ของเราทั้ง ๓ ฉบับ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังได้กู้เงิน เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งในพระราชกำหนดฉบับนี้ ได้กำหนดไว้ ๓ แผนงาน ซึ่งในแผนงานแรกก็คงไม่มีอะไรจะต้องตรวจสอบกันให้มากมาย เพราะว่าเป็นการตั้งงบประมาณเพื่อเข้าไปเยียวยาดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยที่ได้รับ ผลกระทบจากมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาควบคุม เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) แพร่วงกว้างออกไป ซึ่งมีการเยียวยาไปแล้วเกือบ ๓๐ ล้านคน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอาชีพต่าง ๆ เกือบ ๑๖ ล้านคน กลุ่มพี่น้องเกษตรกรเกือบ ๑๐ ล้านคน และกลุ่ม เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเด็กแรกเกิด กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ ซึ่งก็ได้ตรวจสอบ ความซ้ำซ้อนแล้วอีกประมาณเกือบ ๗ ล้านคน เป็นงบประมาณที่จับใส่มือจับใส่กระเป๋า ให้พี่น้องประชาชนโดยตรงที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนแผนงานที่ ๒ งบประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ไม่มากมายอะไร เพราะงบประมาณส่วนนี้เป็นการ ส่งเสริมสนับสนุนเข้าไปในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของการ จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน หรือการเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ทางการแพทย์ รวมถึงพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และในส่วน แผนงานที่ ๓ งบฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนนี้ต้องขอบคุณพี่น้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านที่ได้ตั้งข้อสังเกตและให้ความกังวลต่อความโปร่งใส แล้วก็มาตรการในการดำเนินงาน ซึ่งในส่วนนี้ผมก็ต้องนำเรียนว่าในมาตรการการตรวจสอบ จากหน่วยงานภาครัฐก็มีหลายช่องทางที่ดำเนินการตรวจสอบอยู่ รวมถึงมาตรการ การตรวจสอบจากพี่น้องประชาชนหรือองค์กรต่าง ๆ ในการตรวจสอบการทำงาน การใช้งบประมาณของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ก็คงต้องเป็นเรื่องที่พวกเราต้อง เข้าไปช่วยกันติดตาม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด สำหรับงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ และในพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ ที่เราจะเข้าไปดูแลผู้ประกอบ วิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ในการที่จะ เข้าไปเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ได้มีสภาพคล่องในการเพิ่มเติมสินเชื่อ แล้วก็ยืดระยะเวลาให้ชำระหนี้ออกไปในวงเงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำเรียนว่าหากปล่อยให้วิสาหกิจ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) มีปัญหา ในการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจฐานรากก็จะนำปัญหาสู่ประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ ปัญหาเรื่องของการจ้างงานซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป และในพระราชกำหนด ฉบับที่ ๓ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลจะเข้าไปให้เสริมสภาพคล่องในเรื่องของตราสารหนี้ ในเรื่องของหุ้นกู้ให้กับบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้นำเงินไป ซื้อตราสารหนี้ เพื่อไปทดแทนตลาดตราสารหนี้เดิมที่จะถึงเวลาในการกำหนดไถ่ถอน ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง และเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชน ๒๐๐,๐๐๐ คน ผมเห็นด้วยกับมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาล ได้ออกมา หากเราจะดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดูจากตัวเลขของผู้ติดเชื้อ ตัวเลขของผู้เสียชีวิต ในประเทศของเราเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นในทวีปเอเชีย หรือว่าในทวีป อื่นทั่วโลก เราต้องยอมรับว่ามาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ออกมานั้นประสบความสำเร็จ อย่างยิ่ง เป็นที่น่าภาคภูมิใจกับตัวเลขที่เกิดขึ้นมา แต่ถ้าจะมองในภาพรวมที่เกิดขึ้นกับการที่ เรามีมาตรการต่าง ๆ การกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ถามว่าสูงไหม หากเราจะเทียบกับการกู้เงิน ของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวเลข ที่สูงมาก แต่หากเราจะเปรียบเทียบเงิน ๑ ล้านล้านบาทกับความปลอดภัยในสุขภาพ ของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศเกือบ ๗๐ ล้านคน ไม่สูงเลยครับ เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของ ๑ ล้านล้านบาท งบประมาณ ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการนำไปเยียวยา ไปดูแล พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่รัฐบาลออกมาควบคุมไม่ให้โควิด-๑๙ (COVID-19) แพร่ระบาดออกไป วันนี้ทำให้พี่น้องเราหลาย ๆ คนไม่ต้องอดตาย ทำให้ พี่น้องคนไทยหลายสิบล้านคนไม่คิดสั้นที่หาทางออกไม่ได้ วันนี้ก็ถือเป็นมาตรการที่เรา ได้ดำเนินมาถูกทาง ต้องยอมรับว่าในประเทศของเรามีทั้งคนดีและคนไม่ดี ต้องยอมรับว่า ในหน่วยงานราชการไม่ว่าจะเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่ภาคเอกชน มีคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก็มาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนก็ไม่น้อยเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะเข้าไปช่วยกันดูแล แล้วก็ทำให้ประเทศของเราผ่านวิกฤติไปด้วยกันได้ก็อยู่ที่หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎรของเราแห่งนี้ที่จะได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาตรวจสอบ ติดตาม การทำงานการใช้งบประมาณของรัฐบาล ผมเชื่อว่าทุก ๆ คนในสภาแห่งนี้มีความคิด ไปในแนวทางเดียวกัน ที่อยากให้การใช้งบประมาณของรัฐบาลตามพระราชกำหนด ทั้ง ๓ ฉบับ เป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นไปด้วยความรอบคอบ รัดกุม แต่ในส่วนหนึ่งก็ต้อง เห็นใจรัฐบาล เพราะว่าในห้วงเวลาที่เกิดขึ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะชะลอตัว กำลังจะหยุดชะงัก แล้วจากนี้ไปความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคนไทย ความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะทำให้เศรษฐกิจทั้งหมดเกิดอะไรขึ้นเรายังไม่รู้ เรายังไม่มั่นใจว่าหลังจาก ๓ เดือนนี้แล้ว ที่พี่น้องประชาชนได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ต่อจากนี้ไปเขาจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ได้หรือไม่ ก็เป็นโจทย์เป็นการบ้านที่เราต้องเข้ามาคุยกัน ผมคงฝากท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ขอให้ใช้เวลาในการพิจารณาการติดตาม ตรวจสอบ งบประมาณในครั้งนี้ ขอให้ใช้เวลาไปดูเรื่องของพี่น้องประชาชนในกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง การเยียวยาจากภาครัฐ เพราะว่าในฐานะที่เขาเป็นคนไทยเหมือนกันอาจจะตกหล่น ไม่ได้รับสิทธิ แล้วเขามีผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) เหมือนกัน เพื่อให้ การดำเนินการของรัฐบาลนั้นเป็นไปได้ครอบคลุม แล้วก็ดูแลให้ทั่วถึงทุกคน แล้วก็จะขอฝาก ท่านประธานไปยังรัฐบาล คณะกรรมการกลั่นกรอง ขอให้คำนึงถึงงบประมาณในการที่จะ จัดสรรงบประมาณในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก็ขอให้คำนึงถึง ความคุ้มค่า คำนึงถึงความโปร่งใส ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างรายได้สร้างอาชีพ และที่สำคัญที่สุดให้พี่น้องประชาชนทุกคน รวมถึงตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกคนคิดถึงประชาชนเป็นหลัก คิดถึงการเดินต่อไป ของประเทศเราว่าจะเดินต่อไปได้อย่างไรโดยให้เกิดความปรองดอง แล้วก็ขอให้ การตรวจสอบงบประมาณในครั้งนี้ทำกันด้วยความจริงใจ ตั้งใจ รวมถึงรัฐบาล ในเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นที่จับจ้องของพี่น้องประชาชนรวมถึงสมาชิกทุกท่านในที่นี้

แล้วก็สุดท้ายขอให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้เห็นพ้องต้องกันเพื่อให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณตามพระราชกำหนด ทั้ง ๓ ฉบับนี้ให้เกิดความโปร่งใสคุ้มค่าที่สุดครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ