ทวีศักดิ์ ทักษิณ อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ฟื้นฟูจากภัยโควิด โดยเน้นย้ำปัญหาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง ค้างค่าแรง และการถูกกลั่นแกล้งจากนายจ้าง พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เสี่ยงขาดการสนับสนุนเมื่อโครงการสิ้นสุด ทั้งยังตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และกังวลว่าเงินเยียวยาอาจไม่ถึงมือแรงงานโดยตรง จึงเสนอให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเร่งด่วน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ ทักษิณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมขอนำเสนออภิปรายและสนับสนุนในการที่จะให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ เพื่อฟื้นฟูจากภัยโควิด (COVID) ในครั้งนี้ ผมขอแยกประเด็นในการที่จะอภิปรายในวันนี้เป็น ๒ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ เป็นคำถามและเป็นความกังวลจากพี่น้องผู้ใช้แรงงานว่า เขาเหล่านั้นจะได้รับการเยียวยา ฟื้นฟูอย่างไรจากช่องทางไหนบ้างที่จะไม่ไปซ้ำทางเดิม ที่ผ่านมาในรอบแรก โดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่แรงงานในระบบ ตอนนี้ ๑๒ ล้านคน ซึ่งรอบแรก ไม่ได้รับการเยียวยาแม้แต่บาทเดียว โดยที่ทางรัฐบาลนั้นได้โยนไปให้กับทางประกันสังคม เป็นคนจัดการเรื่องนี้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ปัญหาล่าช้าในการดูแลก็ยังคงมีปัญหาอยู่อย่างมากมาย นี่คือปัญหาของพี่น้องในระบบในตอนนี้ อย่าลืมว่าสถานการณ์ ณ ตอนนี้ของคนแรงงานเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปิดกิจการของนายจ้าง การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นายจ้างยังคง ค้างค่าแรงของลูกจ้างอยู่ ปัญหาเหล่านี้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะสังเกตนะครับ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาของพี่น้องแรงงานไม่จบไม่สิ้นและทวีความรุนแรงขึ้น อยู่ตรงที่ว่า มีประกาศของทางกระทรวงแรงงาน ประกาศที่ออกมาทำให้นายจ้างถือโอกาสในการ ประกาศในครั้งนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ก็เลยทำให้ลูกจ้างเหล่านั้นถูกนายจ้างบางส่วนถือโอกาส ลอยแพ ถือโอกาสในการประกาศในครั้งนี้ ร้ายที่สุดในการประกาศตรงนี้ออกมา นายจ้าง ถือโอกาสทำลายองค์กรของพี่น้องแรงงานที่เขาเป็นที่พึ่งนั่นก็คือองค์กรสหภาพแรงงาน ด้วยการกลั่นแกล้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบีบบังคับให้ลาออกหรือการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่ไม่เท่าเทียมกันในบริษัทเดียวกัน บางคนถูกบังคับให้ใช้มาตรา ๗๕ บางคนให้ไปรับ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อยู่ในบริษัทเดียวกัน นี่คือปัญหาของพี่น้องแรงงาน จะสังเกตว่าตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เรา เปิดสภามาจนถึงเมื่อวานนี้ ทางพรรคก้าวไกลเองซึ่งมี ส.ส. ของเราเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การแรงงานอยู่ แล้วก็มีผมเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ เราได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้อง ผู้ใช้แรงงานตอนนี้ไม่ต่ำกว่า ๒๐ องค์กร ในการมายื่นเรื่องให้ทางเราได้พิจารณา ช่วยแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลิกจ้างอย่างที่ผมได้กล่าวไป ฉะนั้นสิ่งที่เขาคาดหวัง ในการกู้ครั้งนี้และการฟื้นฟูภาครัฐที่จะเกิดขึ้น เขาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะไม่ผิดหวัง เป็นซ้ำสองอย่างแน่นอนในรอบนี้ ส่วนพี่น้องแรงงานนอกระบบ โอเค (OK) ตอนนี้ เงิน ๑๕,๐๐๐ บาท หรือว่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ในเดือนหน้าก็จะหมดโพรโมชัน (Promotion) แล้ว แต่สถานการณ์ถ้ายังคงเป็นแบบนี้อยู่ต่อไปก็เป็นโจทย์ของทางรัฐบาลว่า จะอย่างไรกันต่ออีกถ้ายังไม่กระเตื้องเรื่องของเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
ประเด็นที่ ๒ เป็นข้อสงสัยของพี่น้องประชาชน ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ผมและเพื่อน ส.ส. ในพรรคก้าวไกลได้รับคำถามจากผู้นำท้องถิ่นว่าท่าน ส.ส. งบประมาณ ในครั้งนี้ได้หมู่บ้านละกี่บาท ซึ่งเป็นคำถามที่ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเราในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรในครั้งนี้กับคำถามที่ว่างบประมาณในครั้งนี้ ลงหมู่บ้านละกี่บาท ผมก็อธิบายว่าครั้งนี้ไม่มีสำหรับงบประมาณเงินกู้ที่จะไปลงหมู่บ้าน นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่บ้านเหล่านั้นเขาไปเล่าต่อว่า มันมีอย่างนี้ครับ มีนักการเมือง ได้ไปเรียกประชุมผู้นำท้องถิ่นก็คือผู้ใหญ่บ้านว่าตอนนี้มีงบประมาณฉุกเฉินมา บ้านไหน อยากจะได้โครงการอะไรให้รีบเขียนเสนอมาแล้วจะรีบพิจารณาให้ แต่สิ่งที่เขาสงสัยคืออะไร เขาสงสัยว่าทำไมจะต้องเขียนเป็นโครงการสร้างถนนเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความต้องการของผู้นำ ในท้องถิ่น เขามีความจำเป็นที่ถ้ามีเงินจริง ๆ อยากจะทำเรื่องอื่นมากกว่าการสร้างถนน เช่น ประปาหมู่บ้าน หรืองบประมาณที่จะไปช่วยเหลือเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะ ประปาหมู่บ้านนั้นอย่าลืมว่าตอนนี้ภัยแล้งกำลังกระทบอยู่ เขาก็อยากจะใช้เงินส่วนนี้ในการ ไปบำรุงหรือว่าไปพัฒนาตรงนี้ขึ้นมา ก็เลยเป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่างบพิเศษนี้จะไปอย่างไร ใครเป็นเจ้าของเงิน ซึ่งตรงนี้ผู้นำหมู่บ้านก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้ก็เลยมาถามผู้แทนราษฎร เป็นโอกาสที่ผมจะได้ชี้แจงในวันนี้ในการที่จะส่งเสริมแล้วก็สนับสนุนให้มีการตรวจสอบ
ผมขอสรุปจาก ๒ ประเด็นอย่างนี้ว่า งบประมาณที่มีความเกี่ยวข้องกับ พี่น้องประชาชนจำนวนมหาศาลในครั้งนี้ที่จะเยียวยา แต่ถ้าปราศจากการมีส่วนร่วม การพิจารณาอย่างรอบคอบผ่านรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่มาจาก หลากหลายอาชีพอย่างเช่นตัวผมเองในฐานะของ ส.ส. ที่มาจากตัวแทนพี่น้องแรงงาน ผมก็เลยตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ว่าเหตุผลที่จะต้องตั้งขึ้นมาในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องคือ ๑. ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากกว่า ๓๘ ล้านคนที่อยู่ในวัยทำงานตอนนี้เสียภาษีทั้งทางตรงและ ทางอ้อมไม่สามารถที่จะมาตรวจสอบเงินนี้ด้วยตัวเองได้ เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินส่วนนี้ จะไม่ไปอุ้มเจ้าสัว เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินส่วนนี้จะส่งตรงไปถึงผู้ใช้แรงงานโดยตรงได้ เหตุผลที่ ๒ ระบบราชการรวมศูนย์ ตลอด ๓ เดือนที่ผ่านมาในการแก้ไขและเยียวยา เป็นลักษณะคำสั่งจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางภาครัฐไม่เข้าใจในความต้องการ ของประชาชน ยกตัวอย่างก็คงเห็นว่าการพิสูจน์ตัวตนก่อนที่จะได้รับสิทธิ ซึ่งตรงนี้ สวนทางกัน ทำให้เกิดความล่าช้า และสุดท้ายครับ มาตรการของรัฐที่ออกมาแล้วเอื้อให้กับผู้ประกอบการได้ใช้ช่องทางของ มาตรการนี้ไปเอาเปรียบโดยไม่มีเงื่อนไขรับรอง โดยเฉพาะภาคแรงงาน ตรงนี้ไม่มีคุณภาพ ในการที่จะพัฒนาแรงงานกลุ่มนี้ต่อไป นี่คือสิ่งที่ทางตัวผมเองและทางพรรคก้าวไกล ในส่วนของปีกแรงงานมีความวิตกกังวล เป็นห่วงว่าเงินกู้ครั้งนี้ ๑ ล้านล้านบาท ความชัดเจน ที่จะไปถึงตัวของประชาชนและพี่น้องนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดผมก็ขอให้สมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบร่วมกันในการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณในครั้งนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทุกคน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ