สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ หารือเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณและเงินกู้กว่า 1 ล้านล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใส ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลจากสภานิติบัญญัติ และเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง จึงเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดข้อมูลมาตรการรัฐ และรายงานล่วงหน้าก่อนเข้า ครม. เพื่อให้การใช้จ่ายมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์จริง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากที่หัวหน้าพรรคของผม ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ยื่น เสนอให้เปิดญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หลาย ๆ พรรคการเมืองให้ความสนใจและยื่นญัตติประกบ มีด้วยกันทั้งหมดรวมเป็น ๘ ญัตติ วันนี้ผมก็เลยลุกขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของหลักการแล้วก็ขอบเขตของงานที่ คณะกรรมาธิการนี้ควรจะทำ โดยผมรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากพรรคก้าวไกลและไอเดีย (Idea) ต่าง ๆ ก็เลยมานำเสนอในทอปิก (Topic) ที่ว่าอย่ากลัวการตรวจสอบ ถ้าท่านประธานจำได้พวกเราพรรคก้าวไกลได้อภิปราย ๕ วัน ในเรื่องของ ๓ พ.ร.ก. หลัก ๆ ๑ ล้านล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยผมได้อภิปรายในส่วน ของภาพรวมและที่มาของเงิน โดยสรุป ผมสรุปไว้ว่ากู้มั่วกลัวเสียโอกาส อันนี้เพื่อนสมาชิก ไปลองติดตามกันได้นะครับ มีการอภิปรายเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ที่ผมบอกว่ากู้มั่ว ก็อย่างที่เรียนนะครับ คือขอบเขตของเงินจะเป็นเท่าไรไม่มีเหตุผลว่าทำไมจะเป็น ๑ ล้านล้านบาท ทำไมจะเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วใน ๑ ล้านล้านบาท ที่แบ่งเป็น ๓ ก้อน โดยเฉพาะก้อน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไม ไม่เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมไม่เป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการอะไรต่าง ๆ ก็ยังไม่มี เราก็เลยกลัวจะเสียโอกาส เพราะว่าอย่างที่ผมวิเคราะห์ไปตอนนี้จะทำให้ หนี้สาธารณะชนเพดาน เพราะฉะนั้นตอนนี้เปรียบเสมือนเป็นบาซูกา (Bazooka) ลูกสุดท้าย แล้วก็ประวัติการยิงของท่านผู้นำก็ยิงแป้กมาตลอด แล้วท่านผู้นำก็ขาดความเชื่อถือ ประชาชนส่วนมากไม่ได้เลือกมานะครับ แต่ว่าด้วยสถานการณ์ ด้วยข้อจำกัดอะไรต่าง ๆ เราก็เลยคิดว่าทางออกบนพื้นฐาน ของข้อจำกัดที่ควรจะเป็นก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา อันนี้ก็เป็น เงื่อนไขในการรับงบประมาณ ซึ่งเราเสนออย่างนี้มาตลอด ถ้าท่านย้อนกลับไปดูเรื่องนี้ เราติดตามสถานการณ์แล้วเราก็วิเคราะห์ว่าจะเป็นอย่างนี้โดยเรายื่นญัตติด่วนไปตั้งแต่ วันที่ ๕ พฤษภาคม ซึ่งเราเป็นพรรคแรกที่ยื่นขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ โดยหลัก ๆ ให้ไปติดตามแล้วก็ตรวจสอบ ๒ สิ่ง คืองบประมาณและมาตรการ ขอเรียกสั้น ๆ ว่า วิ.โควิด เพื่อที่เราจะได้ตรวจสอบ แล้วก็ให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ เพราะเราเป็นเสียง สะท้อนจากประชาชน ถ้าเราจะถามว่าทำไมต้องมีคณะกรรมาธิการชุดนี้ เราอยากให้ท่าน มองเห็นภาพอย่างที่ผมเรียน ไม่ใช่แค่ ๓ พ.ร.ก. จริง ๆ แล้วมันมีส่วนของงบกลางอีกที่เรา พึ่งพิจารณาพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ไป ตรงนี้จะไปอยู่ใน ส่วนของงบกลาง ซึ่งงบกลางนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นเช็คเปล่าที่ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอาไปทำ อะไร แต่ว่าอยู่ในอำนาจของท่านนายกรัฐมนตรี เรายอมเพราะเรารู้ว่าสถานการณ์โควิด (COVID) อาจจะมีเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ เข้ามาที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ เพราะฉะนั้น เราเข้าใจสถานการณ์ แต่ว่าวงเงินนอกจากในส่วนของงบกลางก็วงเงินที่จะใช้กู้มา ๑ ล้านล้านบาท บวกกับให้กรอบธนาคารแห่งประเทศไทยอีก ๒ ก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๑.๙ ล้านล้านบาท พลัส (Plus) เป็นวงเงินที่สูงมาก รวมถึงมาตรการก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ที่สำคัญก็จะต้องมีการประเมินผลลัพธ์ แล้วก็ผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายเงินกู้และมาตรการโควิด (COVID) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในเรื่องของแผนฟื้นฟู เราต้องการให้เป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และโปร่งใส คราวนี้มาถามว่าทำไมกลไกอื่นในสภาถึงยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้อง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เรามีคณะกรรมาธิการสามัญอยู่แล้ว ๓๕ คณะ แต่ถ้าเรียนตรง ๆ ทุกท่านก็คงทราบดีว่าแต่ละคณะก็จะดูเป็นเรื่อง ๆ เป็นด้าน ๆ ไป และแต่ละคณะก็จะมี กรรมาธิการอยู่แค่ ๑๕ คน ซึ่งบางพรรคการเมืองก็ใช้วิธีจับสลากเอา เพราะว่าไม่สามารถจัดคน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญไปได้เต็มที่ เราก็ดูเป็นด้าน ๆ ไป เพราะฉะนั้นก็จะมีปัญหาในเรื่อง การบูรณาการ ประกอบกับงบประมาณที่จะใช้ถือว่าใหญ่มากใกล้เคียงกับงบประมาณ ประจำปีปกติ ซึ่งงบประมาณประจำปีปกติเราก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เพื่อตรวจสอบงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมว่ามันเรื่องที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีคณะกรรมาธิการ และที่สำคัญที่สุดที่ผม อยากจะมาขยายความคือเมื่อเราเปรียบเทียบกระบวนการที่ใช้งบประมาณปกติ ตามปีงบประมาณกับเงินที่อยู่ในวงเงินกู้ที่จะมาใช้เราจะเห็นถึงความ ๒ มาตรฐาน คราวนี้ พอมี ๒ มาตรฐานเกิดขึ้น เราก็ต้องมีกลไกพิเศษก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญไปตรวจสอบ เพิ่มเติมในทางการเมือง ไม่ใช่ ป.ป.ช. สตง. อะไรอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีว่าว่ามีอยู่แล้ว อันนี้เป็นการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเงินจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือโปร่งใสหรือไม่
เรามาไล่ดูกันในกระบวนการจัดทำงบประมาณเดี๋ยวผมจะเทียบให้ดู ไซด์ บาย ไซด์ (Side by side) เลย ด้านซ้ายนี่คือเรื่องของการใช้งบประมาณประจำปีปกติ อย่างเช่น งบประมาณประจำปี ๒๕๖๓ งบประมาณประจำปี ๒๕๖๔ ส่วนด้านขวาก็คือ เรื่องของการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด จะมีทั้งหมด ๕ ขั้นตอนด้วยกัน โดยในขั้นตอนแรก เป็นเรื่องของการวางแผนงบประมาณ ในการวางแผนงบประมาณถ้าเป็นงบประมาณ ประจำปีปกติจะต้องมีการทบทวนงบประมาณ จะต้องมีการวางแผนงบประมาณ แต่ตาม พ.ร.ก. กู้เงินไม่มีอะไรต้องทบทวน แล้วก็ไม่ต้องวางแผน ท่านน่าจะเห็นถึง ความ ๒ มาตรฐาน
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของการจัดทำงบประมาณ หากเป็นงบประมาณ ประจำปีปกติจะต้องมีการจัดทำโครงสร้างแผนงานตามยุทธศาสตร์ การจัดทำคำขอ งบประมาณ การพิจารณาคำของบประมาณ การจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ การเสนอ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ แต่ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน ให้ทาง สศช. หรือว่าสำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำกรอบนโยบายเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรอง หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ๑๑ อรหันต์ เพื่อพิจารณาแล้วก็นำเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบ อันนี้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน โดยหน่วยงานต่าง ๆ ก็เสนอโครงการเข้ามาใครอยากได้อะไรก็เสนอมา เพราะว่า กรอบเงินกู้มีแต่กรอบ แล้วก็มีคำบรรยายแบบหลวม ๆ แล้วก็พิจารณาเป็นรอบ ๆ ไป ตรงนี้เราก็เป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะเกิดลักษณะของมือใครยาวสาวได้สาวเอาหรือไม่ จะมีการวิ่ง งบประมาณ จะมี ส.ส. โดยเฉพาะฝั่งรัฐบาลที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือนี่เข้าไปล้วงลูก เข้าไป วิ่งเต้นบางโครงการหรือไม่ อันนี้เราก็จะต้องมีการตรวจสอบทางการเมืองไม่ใช่แค่ตรวจสอบ โดย สตง. โดย ป.ป.ช. นะครับ
ประเด็นที่ ๓ อันนี้ผมว่าสำคัญอย่างยิ่งเลยในเรื่องของการอนุมัติงบประมาณ ถ้าเป็นงบประมาณประจำปีปกติก็จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โดยสภาผู้แทนราษฎรของเรา เราคงจำกันได้ดีมี ๓ วาระ ๑๐๕ วัน ซึ่งผู้แทนราษฎรก็เปรียบเหมือนผู้แทน เป็นผู้แทนจาก ประชาชนมาช่วยกันตรวจสอบว่ามีการใช้เงินโครงการไปกับอะไรบ้าง ควรจะให้ที่ไหน อย่างไร เท่าไร โครงการอะไร แล้วเราก็ทำงานกันอย่างจริงจังมาก ๆ แล้วในขั้นตอนที่ ๒ ก็ไปถึง วุฒิสภา มีเวลาอีก ๒๐ วัน แต่ตรงนี้สังคมก็คงตั้งคำถามในเรื่องของการแต่งตั้งพวกพ้อง ตัวเองมา มาเลือกตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ผ่าน ๆ ไปอย่างง่ายดาย จะต้องตั้งคำถาม ว่า ส.ว. มีไว้ทำไม อันนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็มีสภาผู้แทนราษฎรของเรา ที่ผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชนมาตรวจสอบการใช้เงินภาษีของประชาชน มาเปรียบเทียบกัน กับเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่จะเข้ามา อันนี้ไม่ผ่านฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ มารายงานเพื่อทราบ เฉย ๆ ไม่ใช่เพื่ออนุมัติ ไม่ใช่เพื่อพิจารณานะครับ อันนี้ก็ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าชงเองกินเอง ด้วยอำนาจฝ่ายบริหาร คือขาดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร อันนี้ เป็นความแตกต่างอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อมาถ่วงดุลตรงนี้
ประเด็นที่ ๔ ในขั้นตอนของการบริหารงบประมาณ ถ้าเป็นงบปกติก็จะต้องมี การจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดทำแผนใช้จ่ายงบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ แล้วก็ การใช้จ่ายงบประมาณ อันนี้พูดกันแฟร์ (Fair) แฟร์ (Fair) ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ ขั้นตอนนี้ก็ต้อง ถือว่าใกล้เคียงกัน เพราะว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้สำนักงบประมาณไปจัดสรร เงินกู้ตามวงเงินที่ ครม. อนุมัติ แล้วก็จะมีขั้นตอนที่ สตง. ป.ป.ช. อะไรเข้ามาตรวจสอบได้ แต่อย่างที่เรียนว่าแตกต่างอย่างยิ่งกับการตรวจสอบทางการเมือง การตรวจสอบทางการเมือง เราไปดูในเรื่องของหลักการและเหตุผลได้ ทำไมเอางบไปลงจังหวัดนั้นมากเป็นพิเศษ ทำไมจังหวัดนี้ไม่ได้ ทำไมโครงการนั้นได้ โครงการนี้ได้ ทำไมโครงการนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับโควิด (COVID) เลย ขอมาได้อย่างไร อันนี้เป็นการตรวจสอบทางการเมือง
สุดท้าย สเต็ป (Step) ที่ ๕ ก็คือเรื่องของการติดตามและประเมินผล งบประมาณ ถ้าเป็นงบประมาณปกติก็จะต้องมีการรายงานผลการดำเนินงาน มีการติดตาม ผลการดำเนินงาน มีการประเมินทั้งก่อน ระหว่าง หลัง หรือที่เรียกว่าต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ส่วน พ.ร.ก. เงินกู้ ก็เขียนไว้อย่างกำกวม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด อันนี้ก็นำมาซึ่งคำถามว่านี่หรือเปล่าที่มีข่าวว่า จะพยายามเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็น่าสงสัยนะครับ ฉะนั้นกับคำถามที่ว่า จะตรวจสอบอะไร เราจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะตรวจสอบอะไรนะครับ สไลด์ (Slide) แผ่นนี้ผมเสนอสิ่งที่เรียกว่าเป็นเบสิก รีไควร์เมนต์ (Basic requirement) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
อย่างน้อยต้องตรวจสอบ ในประเด็นอย่างนี้ ก็คือตรวจสอบงบประมาณที่ใช้ใน ๓ พ.ร.ก. ๑.๙ ล้านล้านบาท รวมถึง สิ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็คืองบกลาง ที่เราโอนงบกันมาเพิ่มงบกลางให้ท่านนายกรัฐมนตรี ไปใช้อะไรก็ได้นี่นะครับ เราต้องไปตรวจด้วยว่างบกลางนี่ถูกเอาไปใช้อะไร โดยเฉพาะ ในประเด็นที่เอางบกลางไปใช้สำหรับโควิด (COVID) โควิด (COVID) จริงหรือไม่ ได้ประสิทธิภาพอย่างไร แล้วประเด็นที่ ๒ ก็คือจะต้องไปตรวจสอบมาตรการ รวมถึงการให้ ข้อเสนอแนะ ทุกวันนี้ก็มีผู้ได้รับผลกระทบกับมาตรการที่รัฐใช้อยู่จำนวนมาก เราก็ต้อง ไปดูว่ามาตรการที่ออกไปนี่ควรจะคลายไหมหรือควรจะบีบให้หนักขึ้น เราก็ต้องประเมิน กันไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากให้ทางรัฐบาลเปิดใจฟังสภาผู้แทนราษฎรของเรา ซึ่งเป็นเหมือนกระบอกเสียงให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอะไร แล้วบอกว่าการ์ด (Guard) ไม่ตก การ์ด (Guard) ไม่ตก แต่มันต้องชกไปด้วยครับ เรายืนยัน ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจจะพัง อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนของระยะเวลา ผมคิดว่าเราควรจะต้องลาก คณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ไปยาว ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก. ซึ่งจะหมดอายุ เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ ไม่ใช่ปี ๒๕๖๓ ก็คือปีกว่า ๆ เพื่อให้สอดรับกัน ซึ่งจะแตกต่างกับคณะกรรมาธิการวิสามัญปกติที่จะตั้งมา ๓๐ วัน ๔๕ วัน หรือ ๖๐ วัน อย่างมากก็ ๑๒๐ วัน ผมว่าอันนี้เราจะต้องติดตามแล้วก็ตรวจสอบ ไม่อย่างนั้นตรงนี้ ก็จะขาดการถ่วงดุลอำนาจอยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความมีประสิทธิภาพ โปร่งใส แล้วก็ตรงเป้า ของการใช้งบประมาณ เราเจตนาดีจริง ๆ ถ้าว่ากันด้วยเหตุด้วยผล เอาเงินมากอง เอาจุดประสงค์โครงการมาแล้วมันมีประโยชน์จริง ไม่มีหรอกที่ฝ่ายค้านจะค้าน เพราะฝ่ายค้านก็อยากเห็นประเทศพัฒนาเหมือนกัน แต่สำคัญคือต้องเอามากางบนโต๊ะ นอกจากเบสิก รีไควร์เมนต์ (Basic requirement) ที่ผมพูดถึง อันนี้เป็นข้อเสนอเพิ่มเติม คือถามว่าหากผมเลือกได้อยากตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมจากเบสิก รีไควร์เมนต์ (Basic requirement) ที่นำเสนอไปแล้ว ผมอยากเสนออย่างนี้คือเรื่องที่จะเข้า ครม. ขอให้เอามา กางลงบนโต๊ะนี้ก่อน หมายความว่าสมมติ ครม. จะประชุมวันอังคาร คณะกรรมาธิการชุดนี้ ควรจะประชุมวันจันทร์เพื่อเอาเรื่องที่จะเสนอเข้า ครม. ตลอดจนความเห็นจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เอามากองบนโต๊ะนี้ก่อน แล้วเราไม่ได้ละเมิดอำนาจ เราขอให้ท่านเอามา รายงานเพื่อทราบ เพื่อที่เราจะได้ให้ข้อแนะนำหรือว่าท้วงติงอะไรบางอย่าง แต่อำนาจ การพิจารณาก็ยังอยู่ที่ ครม. อยู่ แต่เราไม่อยากให้เข้า ครม. ไปเลย เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น อนุมัติไปแล้วถ้าอนุมัติอะไรที่ไม่ดีมันก็เกิดความเสียหายไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะทำ รัฐให้โปร่งใส ถ้าจะยกระดับมาตรฐานของความโปร่งใส มาตรฐานต่าง ๆ ที่รัฐบาลชอบ มาบอกว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ เราเสนอให้ทำอย่างนี้ รายงานเพื่อทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๒๔ ชั่วโมง
นอกจากนั้นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือเรื่องของกระบวนการคัดเลือก โครงการ โดยเฉพาะในกรอบของเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่มีเรื่องของเงินฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่นั้น คือตอนนี้ไม่มีโครงการ แล้วก็ต่างหน่วยงานต่างเสนอมา ภายใต้กรอบหลวม ๆ อำนาจการพิจารณาที่บอกว่าอยู่กับ ๑๑ อรหันต์ จะเรียงลำดับ ความสำคัญอย่างไร พื้นที่แต่ละพื้นที่ได้ความเท่าเทียมได้อะไรมากน้อยแค่ไหน โครงการ จะมีประโยชน์จริงหรือไม่ เราอยากให้ตรงนี้เข้าไปสอดส่องดูเยอะ ๆ ตรงนี้ก็จะสอดคล้อง กับสิ่งที่เราได้ยินข่าวลือในเรื่องของงบ ส.ส. ๘๐ ล้านบาท การที่ ส.ส. ใช้อำนาจ นอกรัฐธรรมนูญไปบีบข้าราชการให้ตั้งงบประมาณโครงการอะไรต่าง ๆ มีจริงหรือไม่ อย่างไร ถ้าเอามากองกันบนโต๊ะใครจะทำอะไรน่าเกลียดอย่างน้อยก็จะมีคนไปตรวจสอบ แล้วสุดท้าย เงินทุกบาททุกสตางค์ควรจะต้องตอบโจทย์โควิด (COVID) จะต้องแตกต่างจากเงินที่ใช้ ในงบประมาณประจำปีปกติ เพราะอย่างที่เรียนว่าขั้นตอนการตรวจสอบต่างกัน ตรงนี้ เราเข้าใจเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วน แต่เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อความเป็นรัฐโปร่งใสเอามากางบนโต๊ะ พวกผมให้ข้อมูลอะไรต่าง ๆ ให้เหตุผลไปต่าง ๆ มากมายว่าควรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมก็ขอทราบเหตุผล หากเพื่อนสมาชิกท่านใดมีเหตุผลว่าทำไมไม่ควรตั้ง ผมอยากให้ท่านลุกขึ้นมาอภิปรายเลย ประชาชนจะได้ตัดสิน เพราะผมเห็นว่าควรจะตั้ง ผมก็อยากฟังเพราะสภาแห่งนี้เป็นที่ที่ ความเห็นอาจจะแตกต่างกัน เห็นต่างต้องอยู่ร่วมกันได้ ก็ลุกขึ้นมาเลยว่าประยุทธ์ เป็นคนดีไม่ต้องตรวจสอบ หรืออะไรต่าง ๆ ถ้ากล้าก็ลุกขึ้นมา
สุดท้ายฝากความคิดไว้ว่าอย่ากลัวการตรวจสอบ เราเข้าใจดีว่าเสียงข้างมาก ชนะ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาท่านก็ชนะ เราแค่เรียกร้องให้มาเล่นกันบนโต๊ะ ขอบคุณครับ