คมเดช ไชยศิวามงคล วิพากษ์วิจารณ์การบริหารงบประมาณและนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นหนี้สาธารณะ การใช้จ่ายเงินกู้ การขาดการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และยกตัวอย่างปัญหาในพื้นที่ตนเองเกี่ยวกับการล้มเหลวของตลาดผลผลิตทางการเกษตร เช่น มะม่วง ปลา และมันสำปะหลัง พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๓ ท่านประธานครับ คงไม่มีใครอยากเห็นประเทศล้มละลาย เงินก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ทางรัฐบาลจะมี โอกาสกู้ เพราะว่าตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศตกเข้าไปประมาณ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเราดูงบประมาณปี ๒๕๖๔ แล้วคงกู้ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณกันว่าคงเก็บภาษีไม่เข้าเป้า ผมว่าหายไม่ต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในส่วนนี้ เพราะว่าการตรวจสอบมีความจำเป็น ช่วงงบประมาณเข้า ตามพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศกลางสภาว่าไม่ต้อง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพราะว่ามีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. หรือ ป.ป.ช. เป็นองค์กรการตรวจสอบอยู่แล้ว ผมว่าเป็นความคิดที่ยังยึดติดอยู่ในระบบเผด็จการอยู่ ไม่ควรจะเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ แนวทางการบริหารของรัฐบาล ชุดนี้ในช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมา เกจิอาจารย์ท่านหนึ่งท่านมรณภาพไปแล้วคือท่านหลวงตา มหาบัว ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่เราจะได้ยินคำคำหนึ่งว่า ซื่อแต่ปาก ใจสกปรก เป็นปรัชญา ทางธรรมะส่วนหนึ่งว่าถ้าปากพูดอย่างหนึ่ง ใจทำอย่างหนึ่ง ก็เลยออกมาเป็นแนวทางนี้ เพราะฉะนั้นจากการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านเรามีโอกาสตรวจสอบย้อนหลังไป ตั้งแต่เรื่อง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกซึ่งมีการปิดโครงการไป ซึ่งเกิดความล้มเหลวทั้งหมด มีนายหน้าซึ่งนั่งอยู่หน้าองค์การเก็บเงินเปอร์เซ็นต์ เก็บต๋ง แล้วทาง หจก. สุรัสวดี 98 ได้ทำการฟ้องร้องไว้ที่กองปราบปราม แต่เรื่องก็เงียบเฉยไป ทั้งกิน ทั้งโกง ทั้งปล้น เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราเห็น เราไม่อยากให้เกิดขึ้นครับท่านประธาน ตัวผมเองมีโอกาสที่จะเก็บ ข้อมูลตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องยางพาราซอยล์ซีเมนต์ (Para Rubber Soil Cement) ซึ่งเจ้าของนวัตกรรมตรงนี้ก็คือ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ศตคุณ เดชพันธ์ คงเอ่ยชื่อท่านได้ เพราะว่าเป็นเจ้าของนวัตกรรมพาราซอยล์ซีเมนต์ (Para soil cement) และพาราซอยล์เคปซีล (Para soil cape seal) ซึ่งทำเอ็มโอยู (MOU) กับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ทำให้ยางพาราขึ้นมาถึง ๔๐ บาทโดยไม่ต้องอาศัยงบประมาณ นั่นคือ เป็นส่วนหนึ่งที่เราเกิดความกังวลว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก จากงบประมาณ ๔-๕ ส่วน กู้ ๑ ล้านล้านบาทส่วนหนึ่ง เอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนหนึ่ง ออกตั๋วเงินส่วนหนึ่ง จัดงบไป เยียวยาส่วนหนึ่ง จัดงบไปฟื้นฟูส่วนหนึ่ง จัดงบให้สาธารณสุขส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ มีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า ในการจัดสรรงบประมาณถ้าสามารถ ใช้งบประมาณลงไปในโครงการอะไรก็ตาม และสามารถหมุนเวียนได้ถึง ๑๐-๑๓ ครั้ง เราสามารถที่จะเก็บเงินภาษีได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเรื่องที่เป็นห่วง โครงการต่าง ๆ ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ ได้เสนองบประมาณเข้ามามากกว่างบเงินกู้ เงินฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คณะกรรมการการตรวจสอบจากการวิเคราะห์ จากการประเมินผลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคงไม่เพียงพอ งบประมาณของชาวบ้านจำเป็นต้องให้ตัวแทนชาวบ้านมาตรวจสอบ เพื่อเป็นเครื่องยืนยัน ความโปร่งใสทั้งหลายทั้งปวงถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่าง ในพื้นที่ผม มีอำเภอห้วยเม็ก อำเภอหนองกุงศรี อำเภอท่าคันโท และอำเภอสหัสขันธ์ ความต้องการของเขาถ้าเราคิดว่าเอาส่วนบนไป ส่วนล่างผมคิดว่าเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงกัน ขาดการการมีส่วนร่วม อย่างเรื่องโควิด (COVID) ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒-๓ เดือนเร็ว ๆ นี้ ปรากฏว่า ตำบลหนองหินปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออกประเทศญี่ปุ่นเป็นร้อย ๆ ล้านบาท แต่ด้านการตลาดพังหมดเหลือมะม่วงกิโลกรัมละ ๕ บาท ส่งออกไม่ได้ อดีตท่านนายกปราณี กับท่านยรรยงรัตน์ซึ่งวิ่งไปประสานงานการตลาด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น และเขามีความต้องการ ความต้องการเขาก็คืออยากให้จัดตั้งโรงงานทำน้ำมะม่วงอย่างนี้ จัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทำน้ำมะม่วงขึ้นมาขายหรือส่งโครงการอาหารกลางวัน หรือมีการประชุมในจังหวัด ในตำบล อำเภอ หรือในประเทศเราสามารถที่จะสร้างการตลาดขึ้นมาได้ ตรงนี้ก็ปรากฏว่า ไม่มีโครงการนี้เกิดขึ้น ตำบลหนองบัวเลี้ยงปลานับเป็นพัน ๆ ตัน ปลานิลกิโลกรัมหนึ่ง ๗๐-๘๐ บาท ปรากฏว่าเหลือกิโลกรัมละ ๔๐ บาท อากาศอุณหภูมิ ๔๑ องศาเซลเซียส ปลาน็อก (Knock) หมดเลย ตรงนี้เขาก็มีความต้องการว่าทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสได้โรงงาน อุตสาหกรรมที่ผลิตเป็นปลาร้า ปลาร้าบอง หรือปลาร้าแห้งส่งออกในประเทศ หรือต่างประเทศ ซึ่งประธานสภาอยู่ในพื้นที่ของตำบลหนองบัวก็ได้มาร้องเรียนกับผม อีกตัวอย่างหนึ่ง เรื่องมันสำปะหลังซึ่งหลังจากราคาอ้อยเคยตกราคาตันละ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ บาท ทำให้ชาวบ้านอยู่ได้ในการปลูกอ้อย หลังจากประเทศบราซิลทำหนังสือมาทางรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ตัดโควตาของอ้อยเหลือ ๑ ล้านตัน ทำให้การตลาดพังไปหมด สรุปแล้วอ้อยเหลือตันละ ๖๐๐ บาท ราคาถูกกว่าปุ๋ยอ้อย ซึ่งเป๋าหนึ่งประมาณ ๘๐๐ บาทหรือ ๙๐๐ บาท สิ่งที่เขาต้องการครับ หลังจากนั้นคนส่วนใหญ่ หลังจากมีปัญหาเกี่ยวกับยางพาราและอ้อยเขาก็เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นการปลูก มันสำปะหลัง คิดว่าเรื่องมันสำปะหลังจะไปได้ ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าดอกเบี้ย ดอกเบี้ยในระบบ ดอกเบี้ย นอกระบบ ค่าไฟแนนซ์ (Finance) น่าห่วงไหมครับท่านประธาน เงินกู้นี้เป็นเงินก้อนสุดท้าย ผมว่าถ้าไม่สำเร็จจีดีพี (GDP) ติดลบต่อกัน ๓ ปี ในด้านการเงินการคลัง ด้านเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยล้มทันที หมดสภาพความเชื่อถือในประเทศ และหลังจากนั้นสัญญาณอันตราย ที่จะเกิดขึ้นก็คือการติดค้างเงินเดือนข้าราชการ ไม่ใช่ของเล่น การใช้เงิน การใช้งบประมาณ ตัวนี้มีความจำเป็น มีความสำคัญมาก ครอบครัวผม ตระกูลของผมทำธุรกิจเรื่องการตลาด ลูกหลานอยู่ในแบงก์หมด ลูกหลานอยู่ในธนาคาร ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งมีเงินประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผู้จัดการธนาคารทุกคน จะอยู่ในจุดเวลาเงื่อนเวลาที่กำลังจะเกษียณ เขาจะไม่เสี่ยงในการปล่อยเงินกู้ โดยอ้างเหตุ ต่าง ๆ เหตุที่อ้างง่ายที่สุดก็คือท่านติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) ปล่อยเงินกู้ไม่ได้ การจัด อันดับความสำคัญในภาคเศรษฐกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ถือว่าเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการ บริหารบ้านเมืองด้านเศรษฐกิจ ภาคเกษตรกรรม ภาคแรงงานถือว่าเป็นกำลังซื้อของประเทศ พรรคเพื่อไทยเคยประสบผลสำเร็จก่อนการปฏิวัติ เคยทำให้ยางพาราขึ้นถึง ๘๐ บาท มันสำปะหลัง ๒.๕๐ บาท อ้อยตันละ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ บาท ข้าว ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทปัญหา ที่เกิดขึ้นเป็นปัจเจกในเรื่องการจำนำข้าว เพราะฉะนั้นกำลังซื้อตัวนี้ที่พรรคเพื่อไทย เคยดำเนินการนี่ประสบผลสำเร็จ ทำให้กำลังซื้อตัวนี้ส่งผลไปในด้านธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่ว่ารายเล็ก รายน้อย รายกลาง และส่งผลไปถึงภาคอุตสาหกรรม ทำให้ลูกหลาน ของชาวบ้านไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของในแต่ละหมู่บ้านสามารถไปทำงาน ทำเงิน สามารถ ทำมาหากินได้ หาเงินได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท บวกกับค่าโอที (OT) ทำให้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลเก็บเงินภาษีได้คล่องตัว ไม่ต้องกู้เงิน นี่เป็นการจัดอันดับความสำคัญและใช้เงินที่ถูกจุด ถูกวิธี มันขยับไปจากกำลังซื้อ ภาคเกษตรกรรม จากการสร้างงาน จากการสร้างแรงงาน จากการแก้ไขปัญหาปากท้อง จากการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ส่งผลกับกำลังซื้อ ส่งผลภาคอุตสาหกรรม ส่งผลการเก็บภาษีอากร ย้อนมาพัฒนาประเทศ ส่งผลในการดึงดูดนักลงทุน ท่านประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ต้องขอโทษ ที่เอ่ยนามท่าน ท่านเคยพูดไว้คำหนึ่ง บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ การที่เขาจะเข้ามาลงทุน ในประเทศ เขายึดถืออะไรรู้ไหมอันดับต้น ๆ ประเทศนั้นมีกำลังซื้อหรือเปล่า เขาลงทุน ภาคอุตสาหกรรม จุดที่เขามุ่งหวังคือกำลังซื้อในประเทศนั้น มันทำให้ต้นทุนหรือทุนเขา ไปรอดแล้ว ที่เขาเลือกประเทศที่ไปได้ มีความมั่นใจ มีความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ ในด้านการเมือง ด้านสังคมและด้านความมั่นคง เขาเลือกประเทศที่จะไปลงทุนแล้วปรากฏว่า ประเทศไทยหลังสุดพานาโซนิคย้ายฐานไปประเทศเวียดนาม อะไรมันเกิดขึ้น นี่คือจุดเสี่ยง ต่าง ๆ ที่เรากำลังจะเจอภัยพิบัติในด้านการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้องครับ ปรากฏว่างบประมาณหลังจากผ่านพระราชกำหนดงบประมาณไปแล้วก็มีปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในด้านการเมือง ผมอาจจะด้อยทางการเมืองไป หรือว่าเป็นนิวนอร์มัล (New normal) ทางการเมือง มีพรรคที่อยู่ในซีกของรัฐบาลลาออกจากเป็นคณะกรรมการบริหาร ปรากฏว่าหมดสภาพการเป็นหัวหน้าพรรค มันเป็นนิวนอร์มัล (New normal) หรือเปล่าครับ ท่านประธาน หรือเป็นนิวนอร์มัล (New normal) ทางการเมือง