ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้กว่า 1 ล้านล้านบาทภายใต้ พ.ร.ก.เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการรั่วไหลและให้การใช้จ่ายบรรลุเป้าหมายในการสร้างงานและรายได้ให้ประชาชน พร้อมเน้นย้ำการใช้งบประมาณอย่างยั่งยืนในโครงการต่างๆ ทั้งการพัฒนาการเกษตร การจัดการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาการศึกษา โดยเสนอให้จ้างบัณฑิตตกงานช่วยงานในโรงเรียนและติดป้ายโครงการเพื่อสร้างจิตสำนึกการใช้หนี้สาธารณะอย่างรับผิดชอบ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กระผม ได้เสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงิน จากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เหตุผล ดังนี้
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าวไปแล้วนั้น เนื่องจากการกู้เงินดังกล่าวมีจำนวนเงินสูงถึง ๑ ล้านล้านบาท แต่กรอบการใช้จ่ายเงิน ที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายพระราชกำหนด มีเพียงกรอบกว้าง ๆ ไม่มีรายละเอียดของโครงการ อีกทั้งเมื่อได้รับฟังการชี้แจงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วพบว่า ภาวะความฉุกเฉินเร่งด่วน และจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินด้วยความรวดเร็ว ทำให้มีระยะเวลาในการนำเสนอโครงการ และมีระยะเวลากลั่นกรองโครงการก่อนพิจารณาอนุมัตินั้นน้อยมาก จึงมีความห่วงใย เป็นอย่างยิ่งว่าการกู้เงินจำนวนมาก นอกจากจะเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้แก่ลูกหลาน ของเราแล้ว ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่จะเป็นไปตามเป้าหมาย มีความโปร่งใส มีการรั่วไหลหรือไม่ จึงยิ่งสร้างความเสียหายเสมือนเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนอีกด้วย ดังนั้น เพื่อให้ การใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุจุดมุ่งหมาย ของโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ที่ต้องให้เกิดการจ้างงานและรายได้ จึงสมควรให้มี คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ ดังกล่าว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ซึ่งกระผมมีเหตุผล เพิ่มเติมที่จะขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนต่อเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคมที่ผ่านมา กระผมได้มี ส่วนร่วมในการอภิปรายพระราชกำหนดทั้ง ๓ ฉบับด้วย ผมได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่า สภาแห่งนี้ควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบ งบเงินกู้ดังกล่าวไว้แล้วนั้น กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านหัวหน้าพรรค ท่านสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ที่กรุณามีมติอนุมัติให้กระผมเป็นผู้เสนอญัตติฉบับนี้ และขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่กรุณาร่วมเซ็นรับรองญัตติของกระผมด้วย ท่านประธานครับ ท่านประธาน ได้รับฟังการให้สัมภาษณ์ของท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากมีการพิจารณา พระราชกำหนดทั้ง ๓ ฉบับไปแล้ว ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเข้าใจผิด คิดว่ากระทรวงการคลังกู้เงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผมนั่งฟังอยู่ตลอด เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ไม่ได้มีใครเข้าใจผิดเลยว่ากู้เงินไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาท แต่มีอีก ๒ ฉบับ ก็คือพระราชกำหนดซอฟต์โลน (Soft Loan) กับตราสารหนี้อีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเวลาอภิปราย ส.ส. ที่อภิปรายก็จะใช้เวลาจำกัดที่มีอยู่ ก็มักจะพูดว่า ๑.๙ ล้านล้านบาท ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานให้ท่านผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยทราบว่าสมาชิกสภาแห่งนี้ไม่มีใครเข้าใจผิด ทราบอยู่ตลอดเวลาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกที่ยื่นญัตติได้ชี้แจงอภิปรายไปแล้ว ว่ามันมากไปไหม อะไรมากครับ ไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาทมากไปไหม จะมากหรือจะน้อย ผู้ที่จะช่วยทำให้ไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาทนั้นมีประสิทธิผลและมีความประหยัดมากที่สุดก็คือ การตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ไปดูว่าโครงการใดควรกู้ โครงการใดไม่ควรกู้ ถ้ามัน ประหยัดได้มากกว่า ๑ ล้านล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ละครับจะช่วยให้เราเป็น หนี้น้อยลง ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วถามว่ามันน้อยไปใช่ไหม อะไรน้อยไปครับ น้อยไป ก็คือการใช้เงินที่ไม่มีโครงการรองรับแม้แต่โครงการเดียว ให้กรอบกว้าง ๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครช่วยได้ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ละครับเขาจะไปดูว่าโครงการต่าง ๆ ที่นำเสนอมาทั้งหมด ๓๑,๐๐๐ กว่าโครงการ จำนวนเงินทั้งสิ้น ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่าเกือบ ๒ เท่า กับเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ละครับเขาจะไปดูว่าโครงการใด ๆ นั้นก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อความเป็นธรรมให้เกิดกับทุกจังหวัด และในที่สุดก่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะทุกคน เป็นห่วงเป็นใยอย่างยิ่งในการใช้เงินจำนวนนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีตัวอย่างในการ ติดตาม การตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐในอดีตให้เห็น ตัวอย่างที่สำคัญก็คือ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๑ ถามว่าจังหวัดสุพรรณบุรีมีงบประมาณ ไปดำเนินการเหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ แต่ทำไมโครงการมันดีกว่า ทำไมใช้ได้มีประสิทธิภาพ มากกว่า ทำไมสวยงามกว่า ทำไมมั่นคงกว่า ทำไมยั่งยืนกว่า เพราะอะไรครับ เพราะว่ามีการ ติดตาม ตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำ หมายความว่าตั้งแต่เริ่มโครงการ มีการติดต่อ มีการติดตาม ตรวจสอบไปยังกลางน้ำ นั่นหมายความว่าระหว่างดำเนินโครงการไปตรวจสอบอยู่ ตลอดเวลา และในที่สุดมีการติดตาม ตรวจสอบไปยังปลายน้ำ หลังจากโครงการสำเร็จ เรียบร้อยแล้วเป็นไปตามสเปก (Spec) ไหม ใช้งานได้จริงไหม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นถ้าสภาแห่งนี้ กรุณาลงมติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ สิ่งจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างการทำโครงการต่าง ๆ นั้นควรจะมีป้ายติดไว้ไหมว่าโครงการนี้เป็นโครงการเงินกู้ เป็นมูลหนี้ที่ก่อให้เกิดหนี้สินกับพี่น้องประชาชน ให้เขาตระหนักอยู่เสมอว่าเงินทั้งหมด ทั้งสิ้นนั้นเป็นเงินที่ไปกู้เขามาทำ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันตรวจสอบ ควรจะมีการประกาศ รายชื่อผู้ที่เสียสละอุทิศในการไม่ยอมรับเงินเยียวยาด้วยหรือไม่ เพราะบุคคลเหล่านี้ เป็นบุคคลที่เสียสละไม่ยอมรับเงินกู้ นั่นหมายความว่าเงินกู้ของเราจะลดลง ใช้น้อยลง เราจะใช้คืนเงินกู้เขาน้อยลงไปด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ดังที่ผมกรุณากราบเรียนท่านประธานมาแล้วว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทำให้เงินกู้ดังกล่าว มีประโยชน์สูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีคำถามตามมาอีกครับ คำถามที่ตามมา นั่นก็คือว่ามันจริงไหม ส.ส. ในสภาแห่งนี้มีส่วนได้รับเงินกู้จำนวนนี้ในโครงการต่าง ๆ ๘๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทด้วยหรือไม่ ท่านประธานครับ ตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๙ ว่าด้วยผลประโยชน์ขัดกัน มาตรา ๑๘๕ กำหนดไว้ ชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่ง การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทำใด ๆ (๒) การกระทำในลักษณะ ที่ทำให้ตนมีส่วนในการใช้จ่ายงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการ ใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินการในกิจการของรัฐสภา เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่าเงินกู้จำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณไหม ส.ส. เข้าไป ยุ่งเกี่ยวได้ไหม เรื่องเหล่านี้แหละเราจะได้นำไปพูดคุยปรึกษาหารือกันในที่ประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีการตั้งขึ้น ท่านประธานครับ โครงการทั้งหมด ๓๑,๘๐๑ โครงการ งบประมาณทั้งสิ้นที่นำเสนอมาอยู่ในขณะนี้ สถิตินี้มาจากวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ งบประมาณที่เสนอมาที่จะใช้เงินทั้งหมด ๗๘๓,๓๔๘ ล้านบาท มากกว่า งบประมาณที่เรามีอยู่ที่กำหนดไว้เพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ถามว่างบประมาณ จำนวนนี้ในภาวะวิกฤติอย่างนี้ต้องใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าท่านนำเงินไปใช้ ๑ บาท ต้องได้ประโยชน์กลับมา ๕ บาท ไม่ใช่ไปใช้ ๑ บาท เอาไปใช้ ๕๐ สตางค์ แล้วเก็บใส่กระเป๋า คนทำอีก ๕๐ สตางค์ ดังที่ปรากฏให้เห็นบ่อย ๆ อยู่เป็นประจำ ๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแล้ว นะครับ ผมยกตัวอย่าง มีโครงการดี ๆ ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินโครงการผ่านจากบนลงล่าง หรือท็อปดาวน์ (Top down) ลงไปเป็นเมกะโพรเจกต์ (Mega project) ที่จะไปกระตุ้น เศรษฐกิจได้ภายใน ๑ ปี แต่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการในโครงการดังกล่าว ผมขออนุญาตเห็นด้วยกับท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย โครงการบางโครงการรัฐจำเป็นต้องดำเนินการจากข้างบนลงข้างล่าง ยกตัวอย่าง โครงการตลาดนำการผลิตสินค้าเกษตร และนำไปสู่แนวทางการจัดการบริหาร พื้นที่เกษตรกรรมหรือโซนนิง (Zoning) เรื่องนี้ควรทำอย่างยิ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์มีโครงการอย่างนี้หลายปีมาแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เราใช้เงิน จำนวนนี้ไปทำได้ไหม เกษตรตำบลเป็นเหมือนพระเอกในโครงการนี้ ทำเถอะครับ เริ่มให้เห็น ระบบโซนนิง (Zoning) เริ่มให้เห็นการผลิตอย่างมีคุณภาพ มาตรฐาน เอาจังหวัดละ ๑ แห่ง ก็ยังดี ใช้พื้นที่ เอาน้ำไปให้เขา เอาตลาดไปให้เขา เกษตรกรสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ โครงการอย่างนี้ต้องเกิดแล้วยั่งยืน และจะนำไปสู่รายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรและ ประเทศชาติในภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) อาหารเป็นสิ่งจำเป็นมาก แล้วประเทศเรา มีความเหมาะสมอย่างยิ่งครับ ทำเถอะครับ เริ่มต้นจะมีอิมแพกต์ (Impact) แล้วก็ยั่งยืน ถาวรด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ผมเห็นการปรับโอนงบประมาณแล้วก็เศร้าใจครับ มีกรมกรมหนึ่ง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรมเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญมากครับ ก็คือกรมการข้าว ปรับโอนงบประมาณมาช่วยแก้ไขปัญหาโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ๑๒๙ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ รู้ไหมครับ กรมนี้ผลิตพันธุ์ข้าว ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ ความต้องการของเกษตรกรชาวนาต้องการพันธุ์ข้าว ๑ ล้านตันเศษ ๆ ต่อปี แต่กรมนี้ ผลิตได้เพียง ๘๐,๐๐๐ ตันต่อปีเท่านั้น จากสถิติตัวเลขที่นำมาเสนอท่านประธานดูครับ ประเทศเราส่งออกตั้งแต่ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ ลดลงทุกปี เคยส่งออกได้ ๙,๙๐๖,๓๙๓ ตัน ในปี ๒๕๕๙ มาปี ๒๕๖๒ ส่งออกได้ ๗,๕๘๐,๕๐๕ ตัน ลดลงไป ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ รายได้ที่เคยนำมาสู่ประเทศจากการส่งออกข้าวเคยได้ในปี ๒๕๕๙ ๑๓๕,๖๙๑ ล้านบาท มาปี ๒๕๖๒ ได้ ๑๓๕,๕๔๓ ล้านบาท ลดลงไปถึง ๓๒.๕ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นลองเปรียบเทียบ ๓ ประเทศที่ส่งออก ประเทศอินเดียส่งออกข้าวมากที่สุด แต่ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เขาลดไป ๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยลดจำนวนเป็นอันดับ ๒ แต่เปอร์เซ็นต์ ที่ลดลดลงไปถึง ๓๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ ดูประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนามส่งออกเพิ่มทุกปี ปี ๒๕๖๒ ส่งออกเพิ่ม ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาจะเพิ่มทุกปี แต่เรากลับลดลงทุกปี เพราะฉะนั้นกรมนี้เป็นกรมที่สำคัญ ๑. ช่วยชาวนา ๒. ช่วยนำรายได้ มาสู่ประเทศ แล้วทำไมไม่ทำโครงการผลิตพันธุ์ข้าวให้เพียงพอหรือปฏิรูปปฏิวัติการผลิต พันธุ์ข้าวให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนา โครงการอย่างนี้ต้องทำครับท่านประธาน ท่านประธานเคยไปต่างประเทศนะครับ ความสดชื่นที่เราได้สัมผัสในแม่น้ำต่าง ๆ ของประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาใสสะอาด มองลงไปเราก็ปลื้มใจ แล้วก็ชื่นใจ แต่ประเทศ ของเราไปดูเถอะครับ แม่น้ำลำคลองเต็มไปด้วยขยะ เต็มไปด้วยผักตบชวา สิ่งเหล่านี้เราควร ใช้โอกาสนี้ ใช้เงินจำนวนนี้เข้าไปทำแล้วทำอย่างยั่งยืน จะไม่ทำลักษณะที่วงจรอุบาทว์ กลับมาทุก ๓ เดือน ทุก ๓ เดือน แล้วงบประมาณกี่หมื่นล้านบาทจะพอ ทำอย่างนี้ แล้วแถม ยังเอายาสารเคมีไปฉีดก็ตกตะกอนแม่น้ำก็เน่าเสียด้วย เพราะฉะนั้นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมถึงบอกอย่างไรครับ ๑. ไปจ้างงานกำจัดผักตบชวาในแต่ละจังหวัด สร้างงานให้เขาให้เขามี รายได้ ๒. ได้ประโยชน์จากการกำจัดขยะในแม่น้ำลำคลองด้วย สร้างความใสสะอาด สร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกให้ได้ เรามีแม่น้ำสวย ๆ หลายสาย แต่มันเต็มไปด้วยผักตบชวา โครงการอย่างนี้ต้องทำ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเรื่อง ผักตบชวาแล้ว พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ผมเห็นชาวนาบ้านผมแล้วผมก็เศร้าใจแทน ตำรวจ ไปตามจับเวลาเขาเผาฟางข้าวหรือเผาไร่อ้อย แล้วอย่างนี้ทำไมไม่ใช้งบประมาณในส่วนนี้ดูว่า มีรถอัดฟางที่เราผลิตในประเทศมีที่ไหน เราควรจะสนับสนุนงบประมาณตัวนี้ไปจูงใจเขา ไม่ต้องเผาฟาง ไม่ต้องไปจับเขา จูงใจเขา อ้อยก็เช่นเดียวกัน รถตัดอ้อยยังไม่ครบเลย จะช่วยได้เห็นไหมครับ ถ้าเราทำโครงการหนึ่งแล้วได้ประโยชน์หลาย ๆ ประการควรทำไหม ท่านประธาน
เรื่องสุดท้ายที่ผมจะนำเสนอ วันที่ ๑ กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว กระทรวงศึกษาธิการรับมือไหวไหม ทำไมไม่เสนอโครงการใช้งบเงินกู้ตัวนี้ไปช่วยการศึกษา ของประเทศ เรามีบัณฑิตตกงานจำนวนมาก ลองจ้างเสริมเข้าไปบัณฑิตก็มีงานทำมีรายได้ ในขณะเดียวกันลูกหลานของเราในโรงเรียนก็ได้บุคลากรครูเข้าไปช่วยเขา ให้ความรู้ทางด้าน คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต (Internet) วางพื้นฐานให้กับเขาช่วยครูปัจจุบันเสริมทางด้าน การศึกษาเข้าไป เห็นไหมครับ ได้ทั้งช่วยคนตกงานกระจายรายได้ไป ในขณะเดียวกัน เด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ด้วย โรงเรียนก็ได้ประโยชน์ด้วย อย่างนี้ละครับ ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมาย้อนไปดูปี ๒๕๑๔ สาเหตุของการปฏิวัติตัวเอง ของรัฐบาลในปี ๒๕๑๔ คือการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องงบประมาณไปใช้ใน จังหวัดของแต่ละจังหวัดแล้วก็เกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลในขณะนั้นปฏิวัติตัวเอง และรัฐบาลปี ๒๕๑๔ มีผู้มีอิทธิพลเป็นรองนายกรัฐมนตรีมีตัว ป นำหน้าเหมือนกับ รัฐบาลชุดปัจจุบันเลย คณะกรรมาธิการชุดนี้จะช่วยได้ ช่วยให้สภาอยู่ยั่งยืนได้ ช่วยให้ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจในทางที่ถูก จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงยิ่ง
เหตุผลต่าง ๆ ที่กระผมได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ก็หวังว่าเพื่อนสมาชิก ที่เคารพทุกท่านจะกรุณาสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ ขึ้นมา ติดตามการกู้การใช้จ่ายงบประมาณ ๑ ล้านล้านบาทในครั้งนี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ