นภาพร เพ็ชร์จินดา หารือเรื่องการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. ทั้งสามฉบับเพื่อเยียวยาโควิด-19 โดยแสดงความกังวลต่อหนี้สาธารณะที่ใกล้ถึงเพดานและอาจกระทบกรอบวินัยการคลังหากเศรษฐกิจเติบโตต่ำ จึงเรียกร้องให้มีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส พร้อมเสนอตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความเป็นธรรมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์นภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ขออภิปรายถึงหลักการและเหตุผลของการยื่นญัตติด่วน ขอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบการใช้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ ที่ได้รับมาจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ทั้ง ๓ ฉบับนะคะ เนื่องจากงบประมาณ ดังกล่าวเป็นเงินกู้ ไม่ใช่รายได้นะคะ เป็นเงินกู้ที่สูงด้วย สูงกว่ายุคไหน ๆ ในขณะที่ร่างนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบการใช้เงินไว้อย่างชัดเจน มีแต่กรอบกว้าง ๆ จึงทำให้ไม่มีระบบ การควบคุม ตรวจสอบที่แน่นอน ที่รอบคอบ แล้ววงเงินกู้สูง ๆ นี้เป็นอะไรมากไหม คำตอบ ก็คือไม่ได้เป็นอะไรมาก ถ้ารวมกับการกู้ก่อนหน้านี้หรือที่เรียกว่าการก่อหนี้สาธารณะ รวมแล้วอยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลังคือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) สำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะออกมาเปิดเผยว่าตัวเลขจำนวนหนี้สาธารณะนี้เมื่อรวมกับการกู้ในครั้งนี้ จะทำให้ประเทศเรามีหนี้สาธารณะเท่ากับ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ฟังดูดีนะคะ เพราะว่ายังอยู่ในกรอบของการเงิน การคลัง แต่ตัวเลขนี้เริ่มจะปริ่ม ๆ เพดานเต็มทีแล้ว ตัวเลขจีดีพี (GDP) ไตรมาสนี้กระทรวงการคลังงดประกาศ แล้วให้ใช้ตัวเลขของสำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปก่อน มันก็ดูแปลก ๆ นิดหนึ่ง แต่เอาละค่ะ ตัวเลขที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศมาเขาบอกว่า ติดลบ ๕ เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าก็น่าจะติดลบอีก เป็นเหตุผลที่ประเทศเราพึ่งพาการส่งออก และการท่องเที่ยวถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จริง แล้วจีดีพี (GDP) ปีหน้าจะติดลบเพิ่ม ตัวเลข มันต่ำลง ๆ ตัวเลขหนี้สาธารณะคงที่ สัดส่วนระหว่างหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) จะสูงขึ้น แน่นอนว่าต้องเกินกรอบวินัยการเงินการคลังแน่นอน ความหวังในครั้งนี้ก็คือรัฐบาล ต้องใช้เงินกู้นี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ เพราะอะไรคะ คำตอบ เพื่อพยุงให้ตัวเลขจีดีพี (GDP) ไม่ต่ำลง แต่จริง ๆ ส่วนตัวดิฉันคิดว่ารัฐบาลไม่ควรกู้เงินเยอะ ขนาดนี้ เพราะส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลนี้อาจจะอยู่ไม่นานก็ได้ เพื่อให้รัฐบาลหน้าได้มีโอกาส ใช้เงินในการที่จะมาบริหาร เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศบ้าง หรือหากกรณี เกิดน้ำท่วมใหญ่ หรือเกิดระบาดรอบสองขึ้นมาจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ การกู้เงินมันเกินกรอบ วินัยการเงินการคลังแล้ว มันจะเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยนะคะ
ประการที่ ๒ การนำเงินกู้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพให้หมุนเวียนอยู่ในระบบ เศรษฐกิจสามารถช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจได้ สิ่งที่ตามมารัฐสามารถที่จะจัดเก็บภาษีได้ มีนักเศรษฐศาสตร์บอกว่าเมื่อใส่เงินเข้าไปในระบบภาษีอย่างถูกต้อง ต้องอย่างถูกต้องนะคะ เราจะได้เงินกลับคืนมาราว ๆ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คิดว่าน่าจะจริง เพราะแค่จัดเก็บภาษีแวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ในระบบ ๓ ครั้ง หรือ ๓ ช่วงของการหมุนในระบบ เราก็ได้แวต (VAT) ประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่เงินที่ใส่ลงไปมันต้องเข้าระบบจริง ๆ ไม่ใช่เข้ากระเป๋าของ คนใดคนหนึ่ง หรือมันไปอั้น ไปติดอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ระบบมันไม่โฟลว์ (Flow) มันไม่หมุนอย่างที่ควรจะเป็นนะคะ และยังไม่ทันที่ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินจะผ่านความเห็นชอบจากสภาเลยก็มีข่าวว่ารัฐมนตรีบางคน ได้พยายามล็อบบี (Lobby) ที่จะดึงเงินงบประมาณไปใช้ในกระทรวงของตัวเอง มีการพูดว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มขัดแย้งกันเองอย่างหนัก เพราะเกิดปรากฏการณ์กินไม่แบ่ง ไม่รู้จริงหรือไม่นะคะ แต่ผลจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพล (NIDA Poll) พบว่ารัฐบาลสอบตกเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ทำให้การใช้งบประมาณในการล็อบบี (Lobby) ของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ใครมีเพาเวอร์ (Power) ก็จะได้รับการจัดสรรมาก ทำให้การใช้งบประมาณสะเปะสะปะเป็นเบี้ยหัวแตก สุดท้ายประชาชนก็จะไม่ได้ประโยชน์ อะไรจากการใช้งบประมาณดังกล่าว อาจจะเกิดเงินทอน เงินส่วนต่างแต่ละโครงการได้ หากไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอ ยกตัวอย่างเช่นช่วงที่มีการเกิดไวรัสใหม่ ๆ มี อบจ. ที่หนึ่ง ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำมันพืชก็เป็นงบประมาณที่สูงมาก หรือแม้กระทั่งการจัดซื้อจัดจ้างเรื่องเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อที่สูงเกินไป จึงนำมาเป็นเหตุผล สู่ข้อที่ ๓ ที่ดิฉันห่วงใยมาก ๆ ก็คือเรื่องความเชื่อมั่นของสังคม เท่าที่ได้อ่านบทความของ นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักสื่อสารมวลชน และนักธุรกิจอื่น ๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนที่จะได้รับประโยชน์จากเงินกู้ก้อนนี้ก็คือนักการเมือง ดิฉันเป็นนักการเมือง ท่านประธานก็เป็นนักการเมือง เราไม่ควรจำนนต่อทัศนคติแบบนี้ ถึงเวลาที่สภาแห่งนี้ ต้องยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างประชาชน ต้องช่วยเหลือ ควบคุม ตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาล ให้มีประสิทธิภาพ ให้มีประโยชน์จริง ๆ มีประโยชน์ต่อทุกคน ทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคกัน เป็นธรรม โปร่งใส และจะไม่ยอมให้สังคมพูดว่ามีนักการเมืองทุจริตจากเงินงบประมาณ ก้อนนี้ วันนี้ดิฉันจึงขอให้สภาได้โปรดเห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ และติดตามการใช้งบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติโควิด (COVID) ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ทั้ง ๓ ฉบับ และ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีการตรวจสอบการใช้ งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้ยังควรจะต้องทำหน้าที่ในการ รณรงค์สร้างจิตสำนึกการไม่ทุจริตในเงินงบประมาณก้อนนี้ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส การแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากเศรษฐกิจและสังคมได้จริง ตามความคาดหวังของ ประชาชน ขอบพระคุณมากค่ะ