วิรัตน์ วรศสิริน ตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในนโยบายการรวมชาติของรัฐบาล พร้อมตั้งคำถามถึงความนิยมของผู้นำและเรียกร้องให้ยุติการสร้างภาพเพื่อแลกการรวมใจประชาชนจริง ๆ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ต่อเนื่องเกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน พร้อมเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางด้วยการสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ ยุติการใช้กฎหมายพิเศษคุกคามประชาชน และผลักดันมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้สภาวะปกติ รวมถึงวิพากษ์โครงการภูเก็ตโมเดลที่กำหนดกักตัวนักท่องเที่ยว 14 วันว่าขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ผู้นำกล้าตัดสินใจเพื่อคืนความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถรับมือวิกฤตในอนาคตได้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ก่อนที่จะอภิปรายในเนื้อหาหลัก ขออนุญาตเรียนสอบถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านไปทางท่านประธานสั้น ๆ นิดหนึ่งนะครับ เห็นท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะรวมไทยสร้างชาติ ก็เรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านรวม ครม. เรียบร้อยหรือยัง ครบหรือยังนะครับ ท่านจะรวมไทยสร้างชาติได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นคู่ขัดแย้งอยู่ ท่านต่างอะไรกับคู่ขัดแย้งในอดีต ท่านจะรวมไทยสร้างชาติ ได้อย่างไรในเมื่อคนไทยครึ่งประเทศเกลียด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนไทยครึ่งโลก ไม่ชอบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นะครับ ผมก็เสนอแนะตามญัตตินี้นะครับ อย่ารวมไทย สร้างภาพต่อไปเลยครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมขออนุญาตเข้าประเด็นหลัก อภิปรายในวันนี้เลยนะครับ ปัญหาการใช้อำนาจผิดประเภทและการบริหารผิดพลาดของ รัฐบาล กรณี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กับหายนะทางเศรษฐกิจ และสิทธิเสรีภาพประชาชน ผมจะชี้ ให้ท่านประธานและรัฐบาลได้เห็นถึงปัญหาการใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดในการบริหารสถานการณ์โควิด (COVID) ของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาซับซ้อนต่อไปในอนาคต เพราะว่าโควิด (COVID) นั้นไม่ได้อยู่กับเรา เพียงชั่วครั้งขณะนี้แต่จะอยู่กับเราไปจนกว่าเราจะมีวัคซีนหรืออย่างน้อยอีก ๒-๓ ปี แล้วเรา จะอยู่กับโควิด (COVID) ด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปอีกนานเท่าไร เราจะอยู่กับหายนะทาง เศรษฐกิจไปอีกเท่าไร สิทธิการทำมาหากินและสิทธิการใช้ชีวิตตามปกติจะกลับมาได้เมื่อไร สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะถูกละเมิดไปอีกนานเท่าไร แล้วเราจะปรับตัวหรือจะจมอยู่กับ ความกลัวต่อไป การใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินก่อให้เกิดหายนะทางเศรษฐกิจและกระทบต่อ สิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงเป็นวิกฤติที่ไม่ได้เกิดจากโควิด (COVID) ผมขออนุญาตให้ ท่านประธานได้ดูเวลาที่ผ่านมาสั้น ๆ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ประเทศไทยได้พบผู้ติดเชื้อ รายแรกซึ่งในขณะนั้นเรามีนักท่องเที่ยวจากเมืองอู่ฮั่นจำนวนหลายหมื่นคนในประเทศ ประเทศไทยได้พบผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) เป็นรายแรก ๆ ของโลก มาตรการของรัฐบาล ที่ล่าช้า การแก้ปัญหาที่สะเปะสะปะในเบื้องต้นในขณะที่เกิดปัญหาใหม่ ๆ เรียกว่าไม่เป็น มืออาชีพเสียเลย ในวันที่ ๖ มีนาคม สนามมวยลุมพินีแพร่ระบาดเชื้อโควิด (COVID) ไปทั้งประเทศ วันที่ ๒๒ มีนาคม พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด ๑๘๘ ราย วันนั้นกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศล็อกดาวน์ (Lockdown) กรุงเทพฯ คนแห่กลับบ้านต่างจังหวัดกันมากมาย เชื้อแพร่กระจายไปทั่วประเทศ นี่เป็นการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล วันที่ ๒๖ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ในวันแรก เราพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ๑๑๑ ราย ท่านประธาน จะเห็นว่าลดลงไปจากครั้งก่อนมาก เราสามารถควบคุมเชื้อได้ดีพอสมควรแล้ว ในวันที่ ๒ เมษายน ประกาศหยุดเที่ยวบินห้ามเดินทางเข้าประเทศ ผลจากการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประกาศเคอร์ฟิว (Curfew) ห้ามทำมาหากิน หยุดเที่ยวบิน ได้ผลครับ การควบคุมเชื้อได้ผล เป็นอย่างดี วันที่ ๑๒ เมษายน ผู้ป่วยในโรงพยาบาลลดลงเหลือ ๑,๒๙๕ ราย จากผู้ติดเชื้อสะสม ๒,๕๕๑ ราย โควิด (COVID) รักษาได้นะครับ พบผู้ป่วยรายใหม่ ๓๓ คน ท่านประธานจะเห็น ได้ว่าสงกรานต์นี้เราสามารถควบคุมโควิด (COVID) ได้เบ็ดเสร็จแล้ว เหลือ ๓๓ ราย ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ จากภาพซ้ายมือ ๓ เดือนแรกเรายังไม่ได้ใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน ขณะที่เชื้อซึ่งสูงอย่างมาก ต่อมาในวันที่ ๑๓ เมษายน เราเหลือผู้ติดเชื้อ ๒๘ คน ประเทศไทย เราสามารถควบคุมเชื้อได้สำเร็จ สำเร็จแล้วเรากดกราฟต่ำได้ตั้งแต่สงกรานต์แล้ว ซึ่งที่จริง ก็ควรจะยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินได้แล้ว เราสามารถควบคุมเชื้อได้ดีด้วยความร่วมมือ ของพี่น้องประชาชนในประเทศด้วยต้นทุนของพี่น้อง ต้นทุนคือดอกเบี้ยคือหนี้สิน ที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเมื่อเราสามารถควบคุมเชื้อได้แล้ว แต่รัฐบาล กลับยังมีการยืดการต่อพระราชกำหนดฉุกเฉินไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมของการ แก้ปัญหาโควิด (COVID) ในโลกนี้ ก็คือการกดกราฟต่ำ แต่รัฐบาล โดย ศบค. ตั้งเป้าหมาย ที่นำมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาอย่างหนักถึงขั้นเรียกว่าหายนะตามมา สไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ รัฐบาลสามารถควบคุมเชื้อตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วแต่ยังคง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเรื่อยมาต่อเนื่องเกือบครึ่งปี แม้หลังจากประเทศไทยไม่พบ ผู้ติดเชื้อถึง ๑๐๐ วันติดต่อกัน ก็ยังประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ รัฐบาลโดย ศบค. ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนเข้าใจว่าการควบคุมเชื้อต้องเป็นศูนย์ ต้องควบคุมให้เป็นศูนย์ให้ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความจริง ณ วันนี้เราก็ได้เห็นแล้วเรามีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องมีอีกต่อไป แต่ในเมื่อท่านมีเป้าหมายอย่างนี้ ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร คือการทำมาหากินของประชาชน ถูกสกัดขัดขวางจากคำสั่งล็อกดาวน์ (Lockdown) พอล็อกดาวน์ (Lockdown) ห้ามก็ห้าม เขาทุกอย่างหมดเลย ห้ามทุกอย่าง ห้ามทุกจังหวัด ไม่แยกแยะ ประชาชนเสียหายกันไปหมด ทั้งประเทศ แต่พอจะผ่อนคลายก็คลายอย่างมีเงื่อนไข ธุรกิจเขาปิดก็ขาดทุน เขาเปิดต่อ ก็ยังขาดทุนเหมือนเดิม บรรยากาศการจับจ่ายถูกทำลายโดยสิ้น ร้านอาหารถูกบังคับ ให้นั่งคนเดียวท่านประธานจำได้ไหม นานแค่ไหนกว่าห้างสรรพสินค้า กว่าร้านนวด ร้านอาหารต่าง ๆ จะมาเปิดใช้บริการได้ กว่าผมจะตัดผมได้ต้องใช้เวลาอีกตั้งนาน กว่าที่จะ เดินทางข้ามจังหวัดได้ก็ต้องใช้เวลานานมาก ทั้งหมดนี้เป็นผลให้การท่องเที่ยวในประเทศ เป็นไปไม่ได้ เป็นผลให้การท่องเที่ยวในประเทศถูกทำลาย ในขณะที่เราไม่มีนักท่องเที่ยว ต่างชาติเลย สิ่งที่น่าเสียใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือการศึกษานะครับ การศึกษาหยุดชะงักลง การเรียน นักเรียนหยุดไปทั้งเทอม การเรียนในออนไลน์ (Online) ไม่มีประสิทธิผล โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เรื่องที่เป็นที่น่าเสียใจแล้วก็เป็นสิ่งที่ใจดำที่สุดก็คือคนไทยกลับบ้านไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านปล่อยให้คนไทยตกระกำลำบากในต่างประเทศ เพื่อความ สะดวกสบายในการดูแลคนบนเรือของท่าน รัฐบาลปฏิเสธไม่ช่วยคนจมน้ำขึ้นเรือทั้ง ๆ ที่ ก็เป็นคนไทย ท่านใจดำมาก พอดีท่านนายกรัฐมนตรีมาเองเลยไม่จำเป็นต้องฝาก ท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี ฝากท่านนายกรัฐมนตรีเลยว่าท่านใจดำ รัฐบาลไม่สนใจ เขาจะอยู่อย่างไร เขาจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย เขาจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเช่า คนไทยพวกนั้น เขาอาจจะอยู่ในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้ออย่างหนักก็ได้ รัฐบาลไม่สนใจเขา เพียงเพราะว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าผู้ติดเชื้อในประเทศไทยต้องเป็นศูนย์ เมื่อเป้าหมาย เป็นอย่างนี้ท่านก็ต้องทำอย่างนี้ แทนที่ท่านจะตั้งเป้าหมายเป็นการกดเคิร์ฟ (Curve) ให้ต่ำลง รักษาระดับผู้ติดเชื้อให้อยู่ในระดับที่สาธารณสุขของเรารับได้ ท่านก็ไม่ทำ ภาพต่อไปครับ ประชาชนเขาสงสัยว่าท่านต่อพระราชกำหนดฉุกเฉินทำไม หลายคนบอกว่า ใช้พระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่อก็เพียงพอแล้วกับการระบาดหรือไม่ระบาดระดับนี้ แต่ว่า รัฐบาลยังคงใช้อำนาจตามพระราชกำหนดฉุกเฉินทำไม นี่เป็นคำตอบ สถิติการดำเนินคดี นักศึกษาโดยอ้างพระราชกำหนดฉุกเฉิน สถิติ ๕ เดือนมีผู้ถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๑๗ คดี และมีผู้ต้องหา ๖๓ ราย แม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าท่านจะไม่ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ เพื่อควบคุมม็อบ (Mob) ก็ตาม แต่ก็มีการตั้งข้อหาตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อดำเนินคดีกับ นักเรียน นิสิต นักศึกษา นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าที่ท่านพูดใช่หรือไม่ใช่ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ การผ่อนปรนที่ล่าช้าและความมักง่ายในการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก่อให้เกิด ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา เวลานี้หลายคน อาจจะคิดว่าเรากำลังกลับมาฟื้นตัว ธุรกิจต่าง ๆ กำลังกลับมาเริ่มต้นทำธุรกิจได้แล้ว แต่ว่า ไม่ใช่หรอกครับท่านประธาน การตัดสินใจคลายล็อกที่ล่าช้าเป็นการสะสมความเสียหาย จนกระทั่งหลายธุรกิจตกต่ำจนถึงระดับที่ไม่อาจฟื้นตัวได้ รัฐบาลโชว์แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวัน และภูมิใจกับเลขศูนย์ นอนกอดเลขศูนย์ทุกวันในทีวี (TV) ต่อเนื่องกันถึง ๑๐๐ วัน สุดท้าย ก็ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง มันเป็นศูนย์ตลอดไปไม่ได้ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความเสียหาย ต่อธุรกิจที่ต้องปิดตัวไปมากมาย หลายธุรกิจไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวได้ สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ นี่เป็นคำถามจากประชาชนในโลกโซเชียล (Social) นะครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินชั่วคราวหรือชั่วโคตรกันแน่ การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการลุแก่อำนาจขั้นร้ายแรง ท่านเคยชินกับวิถีเผด็จการ แล้วจะหยุดหายนะนี้ได้อย่างไร
ภาพต่อไปเลยครับ วันนี้ผมมีทางออกมาให้ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ทางออกจากวิกฤติที่ไม่ได้เกิดจากโควิด (COVID) ข้อ ๑ ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทันที คืนบรรยากาศการลงทุน คืนกฎหมายปกติ แค่กฎหมายปกติก็พอ เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับนักลงทุน ข้อ ๒ สร้างเป้าหมายยุทธศาสตร์โดยการกดเคิร์ฟ (Curve) ไม่ใช่เอาแต่ เลขศูนย์ไม่มีประโยชน์ ศบค. ยอมรับแล้วว่าจะเป็นศูนย์ตลอดไปไม่ได้ ประเทศเรา ระบบสาธารณสุขเรามีเตียงรองรับคนไข้ได้ ๒๐,๐๐๐ กว่าเตียง ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้อง เอาเลขศูนย์มากล่อมประชาชนกับโรคที่รักษาหาย ป้องกันได้ ท่านนายกรัฐมนตรีอายุมาก ท่านอาจจะกลัวท่านก็ต้องใส่หน้ากากนะครับ แต่จะไปโทษคนที่ไม่ใส่หน้ากากว่าเป็นคนแพร่ ระบาดเชื้อ มันไม่ถูกต้องนะครับ ข้อ ๓ หยุดพฤติกรรมการใช้อำนาจผิดประเภท คุกคามประชาชน ข้อนี้ก็จะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้หยุด คุกคามประชาชนนะครับ หยุดใช้อำนาจตั้งข้อหาปิดปากเป็นเครื่องมือ หยุดใช้กฎหมายตาม พระราชกำหนดฉุกเฉิน หรือ ม. ๑๑๖ คุกคาม ข่มขู่ประชาชน หยุดได้แล้วครับ ขอความ กรุณานะครับ หยุดเถอะ ข้อ ๔ สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ บรรยากาศ ที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้ก็คือบรรยากาศที่เป็นปกติภายใต้มาตรการที่ปกติ มาตรการสาธารณสุข ในระดับปกติไม่ใช่จะบังคับประชาชนจนเกิดเหตุตลอดไป
กราบเรียนท่านประธานนะครับ รัฐบาลมีโครงการภูเก็ตโมเดล จะเอา นักท่องเที่ยวมากักตัว ๑๔ วัน โดยใช้ค่าใช้จ่ายตัวเอง แล้วจึงจะปล่อยให้เที่ยวในที่ที่จำกัด ทำอย่างนี้ใครจะทำ ท่านประธานครับ เป็นไปไม่ได้เลยใครจะมาเที่ยวอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหยุดความผิดปกติได้แล้วในระดับนี้ หยุดความผิดปกติได้แล้วนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คืนบรรยากาศที่เป็นการส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่ออะไร เพื่อ คืนความแข็งแรงให้ประชาชน ให้พร้อมกับการมีต้นทุนที่จะรองรับสถานการณ์ครั้งต่อไป เพราะว่าวิกฤติไม่ใช่มีแต่วิกฤติโควิด (COVID) ครั้งนี้ครั้งเดียว พรุ่งนี้จะเกิดวิกฤติอะไรขึ้น ยังไม่มีใครรู้ ต้องให้ประชาชนเขามีความแข็งแรงนะครับ สุดท้ายผมมีข้อเสนอนะครับ ข้อเสนอไปยังรัฐบาล ไปยังท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ท่านอาจจะต้องเป็นเต่าที่อาจจะต้อง เสี่ยงเอาหัวออกมาจากนอกกระดองเสียที แม้จะคิดว่าออกมาแล้วอาจจะมีภัยแต่เต่าตัวนี้ จำเป็นต้องใช้ชีวิตเป็นปกติ อย่ามัวหดหัวอยู่ในกระดองนะครับ กราบขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีและกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ