ยุทธพงศ์ ตั้งคำถามการใช้มาตรา 44 ขยายสัมปทานรถไฟฟ้า-จัดซื้อเรือดำน้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ซักถามถึงการบริหารจัดการการคลังที่ขาดวินัย ความไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี และการก่อหนี้เพื่อเยียวยาโควิดจนทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินกรอบความยั่งยืน พร้อมตั้งข้อสังเกตการใช้อำนาจนอกหลักนิติธรรมในหลายกรณี ทั้งการต่ออายุสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวโดยอ้างมาตรา 44 โดยไม่ผ่านกระบวนการประมูล และการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนในรูปแบบรัฐต่อรัฐที่มีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส ความชอบธรรม และการโอนเงินเข้าบริษัทเอกชน โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบความรับผิดชอบของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักนิติธรรม.

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมจะอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ จะมีการอภิปรายเพื่อเป็นข้อซักถามไปยัง นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ใน ๒ เรื่อง ๒ ประเด็น ดังนี้

เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลัง และจัดระบบภาษี ไม่เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม ไม่มีความสมดุล ไม่คำนึงถึงความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ทำให้ฐานทางการคลังของรัฐบาลยังมีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการก่อหนี้เงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการที่รัฐบาลต้องยืมเงิน จำนวนมากเพื่อนำมาใช้เยียวยาและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโควิด (COVID) เป็นผลให้ หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปี ๒๕๖๔ คาดว่าจะสูงถึงร้อยละ ๕๘ หรือสูงเกินกรอบความยั่งยืน ทางการคลัง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามประมาณการ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการใช้อำนาจของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมิได้เป็นไป บนหลักนิติธรรม ทั้ง ๒ เรื่องได้บรรจุอยู่ในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ผมขออนุญาต กล่าวโดยละเอียดต่อท่านประธาน เพื่อจะใช้เป็นข้อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ไม่รักษาวินัย ทางการเงิน การคลังและจัดระบบภาษีไม่เป็นธรรมแก่สังคม ทำให้ฐานะทางการคลัง ของรัฐบาลยังมีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินเพื่อมาชดเชยการขาดดุลของงบ ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่คณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีไม่ปฏิบัติไปตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ ๑. มาตรา ๓ การใช้อำนาจของรัฐและหน่วยงานของรัฐต้อง ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ๒. มาตรา ๖๒ รัฐต้อง รักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และจัดเก็บภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม ต่อไปมาตรา ๗๕ รัฐพึงจัดระบบ เศรษฐกิจให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน ต่อไปคือมาตรา ๑๖๔ ในการ บริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติต่าง ๆ แห่งกฎหมาย รัฐธรรมนูญ กฎหมายปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์ และมีความรอบคอบ และระมัดระวัง ในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ทั้ง ๔ เรื่องครับ หากท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีปฏิบัติตามแล้วก็จะไม่เกิดปัญหาใด ๆ ในวันนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจของรัฐบาล และหน่วยงานไม่ได้อยู่บนหลัก นิติธรรม จึงเกิดปัญหา ๒ เรื่องที่ผมจะต้องซักถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน ดังนี้

๑. การใช้อำนาจของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมิได้อยู่บนหลักนิติธรรม ทำให้เกิดปัญหา กรณีการต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ได้ลำดับครับ รถไฟฟ้าสายสีเขียวทำไมถึงไม่อยู่บนหลักนิติธรรม รถไฟฟ้าสายสีเขียวก็คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ก็จะมีส่วนต่อขยายที่ผมจะขออนุญาตสรุปให้ท่านประธานสั้น ๆ ก็คือ จากหมอชิตไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็ไปสะพานใหม่ ไปสิ้นสุดที่สถานีคูคต จังหวัดปทุมธานี สีเขียวใต้ก็คือตั้งแต่สถานีแบริ่งผ่านโรงเรียนนายเรือสมุทรปราการ ตัวจังหวัดสมุทรปราการ แล้วไปสิ้นสุดที่เคหะบางปู ตรงนี้ก็คือเป็นที่มาที่ทางรัฐบาลได้มีการ สร้างส่วนตัวขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) กับสายสีเขียว (ใต้) ต่อมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาตรา ๔๔ ที่ผมบอกว่าไม่อยู่บนหลักนิติธรรม ซึ่งทุกวันนี้ท่านประธาน ครับ ยังมีมาตรา ๔๔ หลงเหลืออยู่อีกหรือครับ รัฐบาลเลือกตั้งมาปีกว่าแล้วนะครับ คำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๖๒ เรื่อง การดำเนินการโครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ออกเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ ลงชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ท่านประธานครับ ออกคำสั่งมาตรา ๔๔ เพื่ออะไรครับ เพื่อไปเอื้อประโยชน์ให้กับการต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ให้กับบริษัทหนึ่ง ท่านประธานครับ คำสั่งนี้มีผลอย่างไรที่ผมบอกว่าไม่อยู่บนหลักนิติธรรม คือคำสั่งนี้ ในข้อ ๓ บอกให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง มีท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน แล้วก็ไปเจรจากับผู้ได้สัมปทานรายเดิม ตรงไข่แดงก็คือบริษัท บีทีเอส (BTS) ที่กำลังวิ่งรถอยู่ สัญญาสัมปทานก็ยังเหลืออีก ๑๐ ปี พอไปเจรจาเสร็จก็ให้ถือว่าเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน ผ่าน พ.ร.บ. ร่วมทุน ปี ๒๕๖๒ เลยครับ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ร่วมทุนบังคับใช้เมื่อ เดือนมีนาคม ๒๕๖๒ แต่คำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ออกวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ คือไปออกคำสั่ง มาตรา ๔๔ เพื่อไปยกเว้นกฎหมาย ซึ่งผมบอกว่าไม่อยู่บนหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ แล้วทำไมต้องไปยกเว้นกฎหมาย และขณะเดียวกันในคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ก็บอกว่า จะต้องมีการแก้ไขสัญญาเพราะว่าตัวไข่แดงตั้งแต่หมอชิตผ่านพหลโยธิน สยามสแควร์ สุขุมวิท ไปสิ้นสุดที่แบริ่ง ตรงนี้เป็นไข่แดง มันมีสัญญาเดิมอยู่ ซึ่งสัญญานี้ยังเหลืออีก ๑๐ ปี ดังนั้นก็ต้องไปแก้ไขสัญญาเพราะว่าจะได้เชื่อมให้เป็นสัญญาเดียว ทีนี้ปัญหามันก็เกิดอีกครับ ท่านประธาน ทีนี้จะให้ต่อขยายเป็น ๔๐ ปี ปัญหาเรื่องนี้ที่ผิดหลักนิติธรรมเพราะเรื่องนี้ สภาผู้แทนราษฎรที่ท่านประธานเป็นประธานอยู่ สภาผู้แทนราษฎรก็เคยมีมติว่าไม่ให้มีการ ขยายสัมปทานออกไป ๔๐ ปี ให้รอให้สัมปทานเดิม ตัวไข่แดงหมดก่อนแล้วก็ค่อย เปิดประมูลใหม่ และขณะเดียวกันถ้าท่านประธานจำได้ ครม. ผ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกครับท่านประธานครับ ตอนนั้นเราประชุมกันที่ทีโอที (TOT) ทางสภาก็ส่งเรื่องไปให้รัฐบาล รัฐบาลก็ส่งเรื่องกลับมาที่สภา ทาง ครม. ก็แจ้งมาสภาบอกว่า ให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ทีนี้การปฏิบัติ ตามกฎหมายที่ถูกต้องก็คือการไปเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุนให้มันถูกต้อง เรื่องนี้ก็ มีความพยายามที่จะมีการต่อขยายสัญญาสัมปทานให้ได้ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ต้อง เสียรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปถึง ๒ คน คนแรกก็คือท่านอุตตม ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ท่านอุตตมลาออกเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ วันที่ ๕ ก่อนลาออก ท่านอุตตมได้มีหนังสือไปถึงเลขาธิการ ครม. ขอถอนเรื่องความเห็นในการให้ต่อสัญญา สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เหตุผล ข้อ ๑ บอกว่า คำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๒ ให้ดำเนินการแก้ไขสัมปทานกับผู้รับสัมปทานโดยไม่ปฏิบัติไปตาม พ.ร.บ. ร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน ปี ๒๕๖๒ ตรงนี้คือปัญหาครับ ๒. รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๔ ที่คณะรัฐมนตรีจะต้องบริหารประเทศด้วยความรอบคอบ สุจริต ระมัดระวัง ท่านอุตตม ก็เห็นว่าเรื่องนี้มีเรื่องความไม่โปร่งใส มีเรื่องที่ส่อไปในทางทุจริต ท่านก็ไปถอนออก ทีนี้พอ ท่านอุตตมไปถอนเรื่องนี้ออก ก็ปรากฏว่าก็มีท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ผมจะโยงให้ท่านประธาน เห็นว่า ท่านอุตตมท่านก็กลัวครับว่าเรื่องนี้ผิดกฎหมาย แล้วก็ไปเอื้อประโยชน์ ไปยกเว้น กฎหมายไปออกมาตรา ๔๔ เพื่อไปยกเว้นกฎหมาย ถามว่าไปออกเพื่ออะไรครับ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ดำเนินการส่งเรื่องไปถึงเลขาธิการ ครม. เลย เรื่องขอความเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปอีก ๔๐ปี โดย ความเห็นท่านอุตตมท่านบอกว่าเพื่อให้เรื่องการลงนามกลับมาพิจารณาทบทวน ขอให้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตรวจสอบพิจารณาให้ความเห็นในทุกประเด็น คือหมายความว่าให้ตรวจสอบในข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง แต่ท่านสันติ เซ็นสวนไปเลยครับ ท่านสันติบอกว่ากระทรวงการคลังเห็นควรเสนอความเห็นเฉพาะในส่วน ของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ผมต้องเรียนว่าตรงนี้คือ ปัญหา คือมันมีมาตรา ๔๔ เพื่อไปยกเว้นกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันผมก็ต้องเรียน ท่านประธานว่ากระทรวงการคลังกลับไม่ได้เอามาพิจารณา สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการอุตตม ได้ถอนเรื่องออกมา ทีนี้ท่านสันติก็เสนอเข้าไปในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ในช่วงที่ท่านเป็น รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พอต่อมาวันที่ ๑๒ สิงหาคม ท่านรัฐมนตรีปรีดี ดาวฉาย ถวายสัตย์ปฏิญาณ วันที่ ๑๓ สิงหาคม ประชุม ครม. นัดแรก ท่านรัฐมนตรีปรีดี ก็ตกใจว่าทำไมมีเรื่องต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวรออยู่ ท่านเองก็เป็นนักกฎหมาย ท่านก็กลัวว่าจะผิดกฎหมาย ท่านก็เลยเป็นคนถอนเรื่องนี้ออกมา พอถอนออกมา วันที่ ๒๗ สิงหาคม ผมก็มีหนังสือไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าขอให้ทบทวนตรวจสอบพิจารณาความเห็นในทุกประเด็นเกี่ยวกับร่างสัญญาโครงการ รถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ถูกต้องชัดเจนอย่างรัดกุม รอบคอบ และระมัดระวัง เพื่อประโยชน์ สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม ตรงนี้แหละครับท่านประธาน พอท่านปรีดีได้รับ หนังสือตรงนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านปรีดีท่านเป็นนักกฎหมายท่านก็เห็น ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แล้วก็มีคนไปบีบท่านบอกว่า ให้ต้องรีบเร่งให้ผ่านเรื่องนี้เข้า ครม. วันที่ ๑ กันยายน ท่านรัฐมนตรีปรีดีถึงได้ลาออก แล้วก็ เป็นข่าวที่ช็อก (Shock) กันทั้งประเทศ ท่านประธานครับ พอถึง ๑๗ สิงหาคม ท่านเห็นไหม ครับเรื่องนี้ก็คือที่ผมบอก เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ก็คือถอนเรื่องออกมา ให้กระทรวงการคลังเอามาพิจารณารายละเอียดเรื่อง สัญญาร่วมทุนต่าง ๆ ให้ครบถ้วน คำถามผมว่าแล้วเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่รักษาการในขณะนั้นที่เป็นคนทำเรื่องก็คือท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ทำไมท่านไม่มีความ รอบคอบ ท่านไม่มีความระมัดระวัง ท่านไม่ได้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์เลย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ ท่านเซ็นเข้าไปได้อย่างไร ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็เป็นเรื่อง ที่มีผลต่อผลประโยชน์ของประเทศจำนวนมาก ทีนี้ท่านประธานครับ ผมจะตั้งคำถาม เพราะว่าการอภิปรายเป็นการซักถามและแนะนำ ผมจะมีคำถามไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี

๑. กระทรวงการคลังและสำนักงานอัยการสูงสุดยังมิได้กลับมาพิจารณา ทบทวนในประเด็นข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าประเด็นทางเทคนิคต่าง ๆ และผลประโยชน์ ตอบแทนอันเป็นรายได้ที่รัฐพึงจะได้จากการต่อสัญญากับเอกชนโดยไม่มีการประมูล จะทำให้รัฐเสียเปรียบหรือไม่ และมีข้อเท็จจริงในประเด็นทางเทคนิคและประเด็นรายได้ ของรัฐที่ยังไม่ตรวจสอบ ผมขอถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านยังจะคงนำเอาเรื่องร่างสัญญา ร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ยังจะเดินหน้าให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไปอีกหรือไม่

๒. ผมมีข้อซักถามและข้อเสนอแนะไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีหลายครั้งแล้ว ผมมีหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรี ประมาณ ๘ ฉบับแล้วครับ ประเด็นทางเทคนิคและเรื่อง รายได้ผลประโยชน์ของรัฐ ให้กระทรวงการคลังและสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบหรือยัง และท่านได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปถึงไหน อย่างไรแล้ว ผมทวงถามท่านให้ท่านได้ตอบในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ครับ

๓. ท่านใช้อำนาจมาตรา ๔๔ ที่ ๓/๒๕๖๒ ไปออกเพื่อช่วยให้บริษัทบีทีเอส (BTS) ได้ขยายสัมปทานออกไปอีก ๔๐ ปีโดยไม่มีการประมูล ทั้ง ๆ ที่ พ.ร.บ. ร่วมทุน บังคับใช้อยู่ ท่านทำไปได้อย่างไร ท่านลุแก่อำนาจหรือเปล่า ท่านได้ใช้หลักนิติธรรมในการ บริหารประเทศไหม

๔. ต่อไปในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ใครอยากจะได้สัมปทาน อะไรก็ออกมาตรา ๔๔ แบบนี้ให้เจ้าสัวคนอื่น ๆ ไหมครับ แล้วก็ให้เจ้าสัวมาแบกหนี้แทน แล้วก็ยกสัมปทานให้ ออกมาตรา ๔๔ แบบนี้อีกไหมในการทำงาน อย่างนี้ถือว่าท่านไม่ได้ บริหารประเทศบนหลักนิติธรรม

ต่อไปเรื่องที่ ๒ ที่ผมจะเรียนท่านประธาน ก็คือปัญหาในเรื่องของการจัดซื้อ เรือดำน้ำของกองทัพเรือทั้งหมด ๓ ลำ ลำแรกซื้อไปเรียบร้อยโดยเป็นการกระทำผิด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ในเรื่องของหลักนิติธรรม มาตรา ๗๕ จัดซื้อโดยไม่คำนึงถึง ความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน จัดซื้อโดยผิดกฎหมายและผิดสัญญา คณะรัฐมนตรี ขาดความซื่อสัตย์และไม่มีความรอบคอบระมัดระวัง ปล่อยปละละเลยให้กองทัพเรือไปลงนาม ในสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเรือดำน้ำไม่เป็นไปตามรูปแบบจีทูจี (G to G) ผมจะสรุปให้ ท่านประธานฟังว่าเรื่องนี้มันผิดกฎหมายอย่างไร มันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างไร ตามที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ท่านประธานครับ การซื้อขายครั้งนี้ชัดนะครับว่าเป็นการซื้อขายแบบจีทูจี (G to G) นี่คือ สัญญานะครับ เดอะ กัฟเวิร์นเมนต์ ออฟ เดอะ คิงดอม ออฟ ไทยแลนด์ แอนด์ เดอะ กัฟเวิร์นเมนต์ ออฟ เดอะ พีเพิลส์ รีพับลิก ออฟ ไชน่า (The government of the Kingdom of Thailand and the government of the people’s republic of China) อันนี้คือการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐนะครับ ต่อมาครับท่านประธาน ตอนเซ็นสัญญา เจ้าหน้าที่ ขอรูปขึ้นจอด้วยนะครับ ขออนุญาตท่านประธานไว้แล้วครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ท่านประธานครับ ตอนเซ็นสัญญา กลับกลายเป็นรัฐบาลฝ่ายไทยคือ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ตอนนั้นเป็นเสนาธิการทหารเรือ ปัจจุบันท่านเป็นผู้จัดการทหารเรือ ฝ่ายจีนเป็นอาเฮียตี๋ ชื่อเฮียลู่ เป็นประธานบริษัท ไชน่า ชิปบิลดิง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันนัล คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding and Offshore international Company Limited) ฝ่ายจีนไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วครับ เป็น บริษัทแล้วครับ แล้วการโอนเงิน ทางกองทัพเรือโอนไปให้บริษัท ผมขออนุญาตใช้ตัวย่อว่า ซีเอสโอซี (CSOC) ก็คือ ไชน่า ชิปบิลดิง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันนัล คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding and Offshore international Company Limited) ที่แบงก์ ออฟ ไชน่า (Bank of China) ที่กรุงปักกิ่ง ก็ไม่ได้โอนไปให้กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวง การคลัง หรือรัฐบาลจีนครับ ๓. หนังสือฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ที่ผมเรียกร้องครับว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นการซื้อขายแบบจีทูจี (G to G) จริง มันจะต้องมีหนังสือฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ที่เติมเอส (S) ครับ ผมขอเรียกร้องผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนี้เอามาโชว์หน่อยเถอะครับว่ามีไหม หนังสือฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ทั้งของฝั่งไทยกับฝั่งจีน เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะผมมีคำพิพากษาคดีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร บอกว่าถ้าเป็น การซื้อขายแบบจีทูจี (G to G) จะต้องเป็นรัฐบาลต่อรัฐบาลตลอดทางครับ ตอนนั้นประเทศ ไทยซื้อรถดับเพลิงจากประเทศออสเตรีย ประเทศออสเตรียที่อยู่ยุโรปนะครับ คือในการซื้อ ขายระหว่างรัฐบาลแล้วคุณจะไปแวะเป็นบริษัทต่าง ๆ ไม่ได้เลย คุณจะต้องเป็นรัฐบาล ตลอดทางเท่านั้นครับ แวะไม่ได้

ต่อไปนะครับ ฝ่ายจีน ที่ผมชี้ว่าท่านไม่ได้เคารพกฎหมาย ไม่ได้ใช้ความ รอบคอบความระมัดระวังเลยครับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะวันนี้ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมด้วย ทางฝ่ายจีนก็ไม่เคยมีหนังสือรับมอบอำนาจฉบับเต็มจากรัฐบาล มาแสดงเลยครับ เขาเรียกว่าฟูล เพาเวอร์ส (Full powers) ที่เติมเอส (S) นะครับ ถามบอกว่า ผมไปรู้มาจากไหน เพราะว่าผมเป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ทางกองทัพเรือ เขาบอกว่ามีหนังสือแค่นี้ หมดแล้วไม่มีมากกว่านี้แล้ว ท่านประธานครับ วันนี้ที่ผมบอกว่า ผมจะมาชี้ให้ท่านประธาน เอามาให้ท่านนายกรัฐมนตรีดูครับว่ากรณีนี้ผมสงสัยว่าจะเป็น จีทูจี (G to G) เก๊ครับ เก๊อย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานดูสิครับ บริษัทไชน่า ชิปบิลดิง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันนัล คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding and Offshore international Company Limited) ซีเอสโอซี (CSOC) ที่กองทัพเรือไปเซ็นสัญญาซื้อ เรือดำน้ำ มันเป็นบริษัทลูกอยู่ในเครือของซีเอสเอสซี (CSSC) ครับ ซีเอสเอสซี (CSSC) ย่อมา จากไชน่า สเตต ชิปบิลดิง คอร์ปอเรชัน ลิมิเตด (China State Shipbuilding Corporation Limited) นะครับ ก็คือซีเอสโอซี (CSOC) ที่เราไปเซ็นสัญญาเป็นบริษัทลูกของซีเอสเอสซี (CSSC) ทีนี้ท่านประธานครับ เรื่องนี้ท่านประธานต้องติดตามดูครับ มันมีข้อพิรุธอย่างมาก ปรากฏว่าบริษัทซีเอสเอสซี (CSSC) เขาก็เป็นเจ้าของบริษัทไชน่า ชิปบิลดิง เทรดดิง คอมพานี ลิมิเตด (China Shipbuilding Trading Company Limited) บริษัทเดียวกันครับ เพราะว่าผมได้ข้อมูลมาจากประเทศจีนนะครับ ทีนี้ท่านประธานครับ บริษัทนี้ท่านประธาน ไชน่า ชิปบิลดิง เทรดดิง (China Shipbuilding Trading) มาเปิดบริษัทที่ประเทศไทย ชื่อบริษัท ไชน่า ชิปบิลดิง เทรดดิง (ประเทศไทย) จำกัด ก็เป็นบริษัทของซีเอสเอสซี (CSSC) นี่แหละครับ กิจการเป็นบริษัทจำกัด เปิดจดทะเบียนวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ทุนจดทะเบียน ๕ ล้านบาท ที่อยู่นะครับ เลขที่ ๒๒/๓๓๑ อาคารเอฟเวอร์กรีน วิว ทาวเวอร์ ชั้น ๒ ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ประกอบกิจการโรงหล่อโลหะ ท่านประธานครับ มันจะจีนจริงได้อย่างไรครับ ก็จีนเก๊สิครับ มีบริษัทรัฐบาลจีนมาจด ทะเบียนในประเทศไทย แล้วมีทุนจดทะเบียนแค่ ๕ ล้านบาท แล้วมันจะเป็นรัฐบาลจีน ได้อย่างไรครับ แล้วท่านประธานครับ มีชื่อผู้ถือหุ้นด้วยนะครับ บริษัท ไชน่า ชิปบิลดิง เทรด ดิง (ประเทศไทย) จำกัด มีนายหวง ฮุ่ย เอ๋อ ๒. นายหวง ลี่ อิ่ว ๓. นายหวง เพ่ย เฉิง ท่านประธานครับ บริษัทซีเอสโอซี (CSOC) ที่กองทัพเรือบอกว่าเป็นของรัฐบาลจีน ในนี้ ผมเอามาจากประเทศจีน เขายังบอกว่ามีออฟฟิศอยู่ที่ประเทศอเมริกา ประเทศเยอรมัน ประเทศกรีซ ประเทศรัสเซีย ประเทศปากีสถาน มันจะเป็นรัฐบาลได้อย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยตอบหน่อยครับ ไม่อย่างนั้นผมจะกล่าวหาว่าท่านไม่ได้มีหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ ผมเพิ่มนิดหนึ่งครับ แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าตรงนี้เป็นบริษัทของ ประเทศจีนจริงไหม ท่านประธานครับ นี่ภาษาจีนทั้งนั้นแหละครับ คือผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าบริษัทจีนจะมีเพียงแค่ ๙๗ บริษัทที่ขึ้นต้นด้วยไชน่าครับ เช่น ๑. ไชน่า สเตต คอนสทรักชัน แอนด์ เอนจิเนียริง (China State Construction and Engineering) อันนี้ ก็คือเป็นบริษัท ๙๗ บริษัท ที่เป็นบริษัทเก่าแก่ของประเทศจีน ๒. บริษัทไชน่า เรลเวย์ (China railway) ๓. บริษัทไชน่า ฮาร์เบอร์ (China harbour) แล้วกรณีนี้ก็คือไชน่า ชิปบิลดิง (China Shipbuilding) ส่วนที่จะไปต่อกันอย่างไรมันก็คือบริษัทไชน่า ชิปบิลดิง ส่วนที่คุณ จะไปต่อท้ายอย่างไรก็แล้วแต่ว่าคุณไปทำธุรกิจอะไร แล้วประเทศจีนเขาให้จดนำหน้าด้วย ไชน่า (China) แค่ ๙๗ บริษัทครับ ท่านประธานครับ จดใหม่มากกว่านี้เขาก็ไม่ให้จดแล้ว ผมยกตัวอย่าง อย่าง บริษัทหัวเว่ย ซึ่งใหญ่มากครับ จะไปใช้ไชน่า หัวเว่ย ก็ไม่ได้ หรือบริษัท อาลีบาบา (Alibaba) คุณจะไปใช้ไชน่า อาลีบาบา (China Alibaba) ก็ไม่ได้ เขาไม่ให้จดหรอกครับ ดังนั้นไม่ต้องมาเถียงครับว่าบริษัทเดียวกันไหม เพราะว่าถ้าขึ้นต้นด้วยไชน่า ชิปบิลดิง (China Shipbuilding) มันคืออันเดียวกัน หรือบริษัท เทนเซนต์ (Tencent) จะใช้ไชน่า เทนเซนต์ (China Tencent) ก็ไม่ได้ เพราะว่าบริษัทเขาไม่ให้ใช้ไชน่า (China) นำหน้า เทนเซนต์ (Tencent) เป็นเจ้าของวีแชต (WeChat) ซึ่งใหญ่มาก

ผมขอสรุปครับท่านประธาน ผมมีข้อซักถามไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า เพราะเหตุใดท่านในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงปล่อยปละละเลยให้กองทัพเรือไปลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชนของประเทศจีน แทนที่ กองทัพเรือจะไปลงนามกับรัฐบาลจีน เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และมีความเหมาะสม เป็นการตั้งคำถาม ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว และเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำแบบจีทูจี (G to G) เก๊ครับ ขอบคุณครับ