จิราพร วิจารณ์รัฐบาลถั่งโถม ชี้โครงการรัฐล้มเหลว-ขาดโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

จิราพร สินธุไพร วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างรุนแรง ระบุว่าการบริหารประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำติดต่อกันมาหลายปี โดยเฉพาะภายใต้ภาระของวิกฤติโควิด-19 และตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของโครงการเศรษฐกิจฐานรากจำนวนมาก เช่น บริษัทประชารัฐรักสามัคคี ตลาดประชารัฐ และเน็ตประชารัฐ ที่ใช้งบประมาณมหาศาลแต่ไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม ส่วนใหญ่ขาดทุนและขาดความโปร่งใส พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐภายใต้กองทุนประชารัฐที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ จิราพร ยังแสดงความกังวลต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ก่อนเสนอแนะให้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์ของชาติ และเสนอหนังสือลาออกที่เตรียมไว้ให้ลงนามผ่านประธานสภา

นางสาวจิราพร สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันกราบเรียนค่ะ ว่าเป็นความโชคร้ายของคนไทยที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านคือบุคคลที่สามารถทำให้ประเทศไทยที่เคยอยู่ในภาวะปกติต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติ และแม้แต่ห้วงที่ประเทศต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ ท่านยังสามารถบริหารประเทศ ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ค่ะ ดิฉันกราบเรียนว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้เพิ่งมาย่ำแย่ในช่วง การเกิดวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการรัฐประหาร ในปี ๒๕๕๗ และเข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจประเทศไทยก็โตต่ำมาโดยตลอด เมื่อฐานเก่าของเราต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พอมาเจอกับวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งหลายสำนัก คาดการณ์ว่าจะทำให้เศรษฐกิจภาพรวมในปีนี้หดตัว ๑๐-๑๓ เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะ มากกว่านั้น ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้โตเฉลี่ยแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าที่ผ่านมาประเทศไทยแทบไม่โตเลยค่ะ ในขณะที่ประเทศอื่น แม้จะเผชิญกับวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) เหมือนกับประเทศไทย แต่เขาติดลบจากฐาน เก่าที่สูง ทำให้ไม่บาดเจ็บหนักเหมือนกับประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ทำให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยที่เคยเป็นรายได้หลัก ของประเทศหายไปอย่างเฉียบพลัน เมื่อประเทศไทยไม่สามารถที่จะพึ่งพาปัจจัยภายนอกได้ รัฐบาลก็ประกาศว่าจะหันกลับมาสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ นั่นก็คือทำให้เศรษฐกิจ ฐานรากเข้มแข็ง แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ในความเป็นจริงก็คือโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจ ฐานรากที่รัฐบาลพยายามจะโฆษณาว่าให้ความสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ เป็นโครงการที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ทำมาแล้วกว่า ๖ ปีค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ประชาชนก็ยังจนอยู่ ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยก็ยังลำบาก ที่ผ่านมามีหลายโครงการ ยกตัวอย่างเช่น โครงการบริษัทประชารัฐรักสามัคคี เป็นโครงการ ที่สนับสนุนเงินทุนให้จังหวัดต่าง ๆ สร้างบริษัทมาลงทุนในกิจการวิสาหกิจของจังหวัด โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ปรากฏว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นมา กิจการของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีไม่ปรากฏความก้าวหน้าที่เป็นประโยชน์เลยค่ะ เมื่อมีการตรวจสอบ ไปกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็พบว่าบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ในทั้ง ๗๗ จังหวัด ส่วนมากประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ ที่ใช้ส่งเสริมประชาสัมพันธ์และจัดอบรมตามงบประมาณของจังหวัดเป็นอย่างยิ่ง โครงการต่อมาโครงการตลาดประชารัฐเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณเพื่อสร้างและปรับปรุง พื้นที่การค้าตามตำบลและอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศกว่า ๖,๔๔๗ แห่ง โดยอ้างว่าเป็นการจัด ระเบียบหาบเร่ แผงลอย และเพิ่มพื้นที่การค้าให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดูในสไลด์ (Slide) แรกของดิฉันค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

นี่คือสภาพของตลาดประชารัฐ ตอนนี้ ตลาดประชารัฐได้กลายเป็นตลาดประชาร้างไปเรียบร้อยแล้วค่ะ บางแห่งมีหญ้าขึ้นรกชัด กลายเป็นพื้นที่ร้างถูกปล่อยทิ้งไว้ โดยเฉพาะในปี ๒๕๖๐ โครงการนี้ใช้งบประมาณไป ๕๖๒ ล้านบาท แต่พบว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพียง ๑๑๔ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือ ผลทางเศรษฐกิจติดลบอย่างรุนแรง ดิฉันขอสไลด์ (Slide) ต่อไปนะคะ อีก ๑ โครงการ โครงการเน็ตประชารัฐ โดยกระทรวงดีอี (DE) ได้ว่าจ้างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้วาง เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) หมู่บ้าน ใช้งบประมาณกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท อ้างว่า เพื่อให้ครอบคลุม ๒๔,๗๐๐ หมู่บ้าน เฉลี่ยแล้ว ๑ หมู่บ้าน ใช้งบประมาณไป ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่พบว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณสูงเกินจริงแต่คุณภาพต่ำเกินมาตรฐาน นอกจากนี้ ก็ยังพบว่า กสทช. ได้เข้าไปตั้งเสาแล้วก็เครื่องส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ ในหลายพื้นที่ ใช้งบประมาณไปกว่า ๙,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมา ๓ ปี จนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นแค่อนุสาวรีย์ประจำหมู่บ้าน ทาง ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้ไปลงพื้นที่ ทุกวันนี้ก็ยัง ไม่สามารถใช้การได้

ท่านประธานที่เคารพคะ อีก ๑ โครงการ ที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนที่ดำเนินการผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติการจัดประชารัฐ สวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ รัฐบาลได้อ้างว่าโครงการนี้ ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ถูกจุด ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ แล้วที่สำคัญ ได้ดำเนินการด้วยความรัดกุม โปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่จากเอกสารรายงานของสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่อยู่ในมือของดิฉันในขณะนี้ชี้ชัดว่าโครงการบัตรคนจน ที่ดำเนินการผ่านกองทุนประชารัฐนี้แท้จริงแล้วขาดความโปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้ ขออนุญาตขึ้นสไลด์ (Slide) ที่ ๓ นะคะ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีรายงานของ ผู้สอบบัญชีลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เสนอปลัดกระทรวงการคลัง ในหน้าแรก ย่อหน้าที่ ๒ ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่สามารถแสดงความเห็นต่อรายงานการเงินของกองทุนประชารัฐ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ได้ เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสม อย่างเพียงพอเพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็นต่อรายงานการเงิน ในเอกสารยังได้ระบุถึง เกณฑ์การไม่แสดงความเห็นอีกว่า เพราะว่า สตง. เองไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงฐานข้อมูล เกี่ยวกับผู้ผ่านหลักเกณฑ์และมีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและฐานข้อมูลการใช้สิทธิ ในการจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในระหว่างปีงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ ความมีอยู่จริงและเกิดขึ้นจริงของค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวได้ และ สตง. ไม่สามารถใช้วิธี ตรวจสอบอื่นให้ได้มาซึ่งหลักฐานที่เหมาะสมอย่างเพียงพอได้ นอกจากนี้ในท้าย ของเอกสารรายงานฉบับนี้ก็ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าการจัดทำรายงานบัญชีกองทุนไม่เป็นไป ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายบัญชีภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ และไม่เป็นไปตาม หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค. ๐๔๒๓.๓/ว ๒๖๗ ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ เรื่อง คู่มือการ บัญชีภาครัฐสำหรับส่วนราชการ ท่านประธานที่เคารพคะ ชัดเจนว่าโครงการนี้ขาดความ โปร่งใส เฉพาะปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ปีเดียว กองทุนประชารัฐใช้เงินไปแล้วกว่า ๙๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โครงการนี้ใช้งบประมาณไปเกือบแสนล้านบาท แต่กลับไม่สามารถ ตรวจสอบได้ แบบนี้หมายความว่าโครงการนี้ส่อไปทางทุจริตหรือไม่ แถมชื่อกองทุนนี้ กองทุนประชารัฐ ชื่อยังไปคล้องกับชื่อพรรคการเมืองบางพรรค ดิฉันไม่ได้กล่าวว่ารัฐบาล ใช้เงินรัฐไปหาเสียง แต่ถึงท่านจะทำอย่างนั้นจริง ๆ แต่ถ้าพี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดิฉันก็ไม่ว่าค่ะ แต่ทุกวันนี้ใช้เงินไปมหาศาล พี่น้องประชาชนก็ยังจนอยู่ ยังลำบากอยู่ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ว่าแท้จริงแล้ว ตั้งแต่มีการตั้งกองทุนประชารัฐนี้ขึ้นมามีการใช้เงินไปแล้วทั้งหมดเท่าไร และเพราะเหตุใด ถึงไม่มีบัญชีรายงานต่อ สตง. แสดงว่ากองทุนประชารัฐไม่ทำรายการบัญชีและใช้เงิน ไม่ถูกต้องตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ในเมื่อ สตง. ตรวจสอบไม่ได้ ทางกองทุนเองก็ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายแบบนี้แล้วรัฐบาลยังจะอุดหนุนกองทุนนี้อยู่อีก หรือคะ และที่สำคัญค่ะ ขอให้ พลเอก ประยุทธ์ ได้ชี้แจงว่าทำไมตั้งแต่มีโครงการประชารัฐ ต่าง ๆ ขึ้นมา พี่น้องประชาชนกลับลำบากมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่วัตถุประสงค์ของโครงการบอกว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มศักยภาพให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในทางกลับกันค่ะ บริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทเจ้าสัว กลับยิ่งมั่งคั่งขึ้น แท้จริงแล้วท่านจงใจ ใช้คนจนเป็นเครื่องผันเงินให้กับเจ้าสัวใช่หรือไม่ ถ้าปล่อยให้ พลเอก ประยุทธ์บริหาร ประเทศต่อไปแบบนี้นะคะ จากที่เคยพูดกันเล่น ๆ ว่าได้บัตรคนจนจะกลายเป็นบัตรขอทาน ดิฉันเกรงว่าอาจจะกลายเป็นเรื่องจริงได้ค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ในอดีตประเทศเมียนมาร์ กับประเทศฟิลิปปินส์เคยมีจีดีพี (GDP) ที่สูงกว่าประเทศไทย ต่อมาประเทศไทยก็พัฒนา เศรษฐกิจประเทศจนสามารถแซง ๒ ประเทศนี้ได้ เราเคยไปไกลถึงขนาดที่ว่าตั้งเป้าหมาย จะเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย (Asia) แต่ดูสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในตอนนี้ภายใต้ การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรากำลังกลายเป็นเต่าแห่งเอเชีย (Asia) ค่ะ คลานต้วมเตี้ยมหยุดอยู่กับที่ รอให้ประเทศอื่นแซงประเทศไทยไปทีละประเทศ ทีละประเทศ บางครั้งถอยหลังให้เขาแซงได้เร็วขึ้นด้วยซ้ำค่ะ ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยต้องการผู้นำที่มี วิสัยทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุด เรากลับต้องทนอยู่กับผู้นำที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ในด้านเศรษฐกิจเลย และในห้วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำที่สร้างความหวังนำให้ประเทศ พ้นจากวิกฤติ เรากลับได้ผู้นำที่คอยสร้างแต่ความหวาดกลัวให้กับประชาชน หลายคนบอกว่า เดือนกันยายนนี้ได้กลิ่นอายของรัฐประหาร แต่ดิฉันขอกราบเรียนว่าการทำรัฐประหารในครั้งนี้ ไม่ได้ง่ายค่ะ วันนี้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน เขาตื่นรู้กันหมดแล้วค่ะ และที่สำคัญ การทำรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง ซึ่งเขาก็ได้เข้ามาบริหารประเทศจนเศรษฐกิจดีขึ้น ทหารเข้ามากินบุญเก่าของ รัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ เดือดร้อน ทุกหย่อมหญ้าค่ะ การทำรัฐประหารจะเป็นการซ้ำเติมประเทศ เราจะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ ให้ลูกหลานในอนาคตได้ จะมีประโยชน์อะไรที่ท่านจะทำรัฐประหารเพื่อรักษาอำนาจ บนซากปรักหักพังของประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ แม้ว่าดิฉันจะกังขาถึงที่มาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ดิฉันไม่กังขาถึงการบริหารราชการแผ่นดินของ พลเอก ประยุทธ์ เลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่ การทำรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ จนถึงวันนี้ค่ะ พลเอก ประยุทธ์ ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ แล้วว่าบริหารล้มเหลวทุกอย่าง มีแค่อย่างเดียวค่ะที่ พลเอก ประยุทธ์ ทำสำเร็จคือการทำ รัฐประหาร ตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พิสูจน์แล้วว่าท่านอยู่ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองและพวกพ้อง ไม่ได้อยู่เพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่ได้อยู่ เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยดีขึ้น แล้วท่านจะอยู่ไปทำไมคะ

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียสละ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะท่านคือศูนย์รวมของปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ค่ะ ขอให้ พลเอก ประยุทธ์ ได้ประกาศลาออกต่อหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ หรือท่าน จะลงลายมือชื่อก็ได้ค่ะ เพื่อให้ท่านสะดวกยิ่งขึ้น ดิฉันได้ทำหนังสือลาออกมาให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียบร้อย ดิฉันกรอกรายละเอียดเรียบร้อยทุกอย่าง เสียดายท่านไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ จะขออนุญาตนำส่งท่านประธานผ่านไปยัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงแค่ท่านลงนาม ในหนังสือฉบับนี้ก็จะสมบูรณ์ เพียงแค่ท่านลาออก ก็จะสามารถพาประเทศออกจาก วิกฤติการเมืองในครั้งนี้ได้ ท่านประธานที่เคารพคะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตผู้บัญชาการกองทัพไทย ได้เคยให้สัตย์ปฏิญาณไว้ว่าแม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถพลี เพื่อแผ่นดินนี้ได้ แต่วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ต้องไปรบให้เสียเลือดเสียเนื้อที่ไหน เพียงแค่ ท่านประกาศลาออกหรือเพียงแค่ท่านหยิบปากกาจรดปลายปากกาลงในเอกสารที่ดิฉันจะได้ นำส่งท่านประธานไป เพียงแค่นี้ก็ถือว่าท่านได้เสียสละต่อแผ่นดินครั้งยิ่งใหญ่เพื่อชาวไทย ทั้งประเทศ ลาออกเถอะค่ะ จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต ขอบคุณค่ะ