ณธีภัสร์ ชี้เศรษฐกิจวิกฤต หลังจีดีพีติดลบหนักสุดใน 22 ปี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ วิพากษ์การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงจากผลกระทบของโควิด-19 พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณฟื้นฟูและการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและมีเป้าหมายไม่ชัดเจน

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ประเทศไทยอยู่ในความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนใน ประเทศขาดความเชื่อมั่นมาอย่างยาวนานภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อมา ประเทศเจอกับสถานการณ์วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) เราก็คาดหวังว่ารัฐบาลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งทีมเศรษฐกิจของ พลเอก ประยุทธ์ ที่เคยบริหารประเทศแบบขอไปทีเมื่อ ๕ ปีก่อน นั้นจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้บริหารประเทศอย่างมีวิสัยทัศน์ประคองชีวิตประชาชนให้รอดได้ ในระยะสั้น และใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว แต่ท่านประธานครับ ผมต้องผิดหวัง ประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ต้องผิดหวัง เพราะจากการบริหารประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ ที่ผ่านมาไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่น ว่าประเทศจะผ่านพ้นวิกฤติและมีอนาคตต่อไปได้ครับ เราทุกคนยอมรับกันว่าตอนนี้เรากำลัง เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักที่สุด โดยเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา สภาพัฒน์ได้แถลง จีดีพี (GDP) ไตรมาสที่ ๒ ปี ๒๕๖๓ ว่าติดลบถึง ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการติดลบ หนักที่สุดในรอบ ๒๒ ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และเครื่องจักรตัวขับเคลื่อน เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างภาคการท่องเที่ยว ทุกวันนี้เรียกได้ว่าแทบจะตายสนิทครับ จากข้อมูล ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รายได้ ลดจากปีก่อนถึง ๖๗ เปอร์เซ็นต์ และดูเหมือนจะลดต่อไปเรื่อย ๆ หากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังไม่สามารถกลับเข้ามาได้ อย่าลืมนะครับว่าเมื่อเราพูดถึงการท่องเที่ยวเรากำลังพูดถึง รายได้ของประเทศถึง ๓ ล้านล้านบาทต่อปี และการจ้างงานประมาณ ๑๑ ล้านคน และนี่ก็เป็นผลพวงของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างฟุ่มเฟือยและไร้วิสัยทัศน์ที่ พลเอก ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบ ส่วนการส่งออกแย่ยิ่งกว่าเพราะติดลบมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังติดลบต่อเนื่องไปอีก โดยในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาติดลบ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับจากปีก่อน ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมในเดือน พฤษภาคมก็อยู่ในจุดต่ำที่สุดในรอบเกือบ ๑๐ ปี นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ผลกระทบ ทางเศรษฐกิจจากภาคเศรษฐกิจส่งผลต่อมายังการจ้างงานที่กระทบกับชีวิตประชาชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการสำรวจภาวการณ์มีงานทำของประชากร ไตรมาสที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๓ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยมีจำนวนผู้ว่างงานและเสี่ยงว่างงาน เพิ่มขึ้นมาก การว่างงานในไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้เพิ่มขึ้นถึงระดับ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือคนกว่า ๗.๕ แสนคนไม่มีงานทำ แรงงานที่เสี่ยงต่อการตกงานก็กำลังเพิ่มขึ้น โดยคนที่มีงานทำ แต่ไม่ได้ทำงาน ท่านประธานงงไหมครับ ก็หมายถึงคนที่เคยถูกจ้างงานแต่ถูกพักงานเพราะ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่มีมากถึง ๒.๖ ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ตัวเลขเหล่านี้รัฐบาลอาจจะมองว่าไม่เยอะ เพราะรวม ๆ แล้วก็แค่ ๓.๒ ล้านคน ย้ำนะครับ ๓.๒ ล้านคนที่ตกงานและกำลังเสี่ยงตกงาน ผมมีตัวเลขที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือคนที่มีงานทำ แต่ทำงานไม่ถึง ๓๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๔ ล้านคน โดยเพิ่มจากปีที่แล้วถึง ๔.๑๒ ล้านคน ท่านประธานอย่าอิจฉาพวกเขานะครับที่ทำงานน้อยลง เพราะชั่วโมง การทำงานที่น้อยลงของแรงงานนั่นหมายถึงเงินในกระเป๋าของพวกเขาที่ลดลง จากการ สำรวจของบริษัท อิปซอสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด พบว่าคนไทยกว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์ รายได้ หายไปกว่าครึ่ง และอีก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ รายได้หายไปทั้งหมดครับ ผลกระทบตกกับ คนรายได้น้อยมากที่สุด และคนต่างจังหวัดได้รับผลกระทบมากกว่าคนกรุงเทพฯ ในสถานการณ์ประเทศที่วิกฤติขนาดนี้ วิกฤติอาจเกิดจากภายนอก แต่การรับมือกับวิกฤติ และการสร้างความเชื่อมั่นต้องอาศัยฝีมือของผู้นำประเทศ ถ้าผู้นำประเทศสามารถสร้าง ความเชื่อมั่นได้ สถานการณ์ภายนอกจะวิกฤติแค่ไหนประชาชนก็ยังเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านพ้น ไปได้ แต่ภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ ผมคิดว่าเราคงไม่สามารถมีความ เชื่อมั่นอะไรได้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา งบประมาณฟื้นฟูโควิด (COVID) ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมาแล้ว ๔ เดือนมีการเบิกจ่าย แล้ว ๔๐๐ ล้านบาท อีกรอบนะครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านมา ๔ เดือนเบิกจ่ายไปแค่ ๔๐๐ ล้านบาท ความเดือดร้อนของประชาชนรากหญ้าช่างไม่มีอะไรรีบร้อนเลยสำหรับ ท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนโครงการที่มาของบก็เป็นโครงการประเภททุบบ่อ ก่อสร้าง อบรม สัมมนา และลด แลก แจก แถม โครงการเดียวที่มีการเบิกจ่ายคือโครงการเราเที่ยวด้วยกัน งบประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ๔ เดือน จาก ๑ กรกฎาคม ถึง ๓๑ ตุลาคม ณ วันนี้ผ่านมาแล้ว ๒ เดือนเศษ อัตราการใช้สิทธิมีไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เบิกจ่ายไปเพียง ๔๐๐ ล้านบาท ส่วนตัวเลข การท่องเที่ยวก็ดูเหมือนจะไม่ดีขึ้นจากการที่มีโครงการนี้ ในขณะที่งบฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ไปไหน แต่งบเยียวยาประชาชนกลับเบิกจ่ายไปแล้วกว่า ๘๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ ระยะเวลา ตาม พ.ร.ก. จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ๒๕๖๔ หรือแปลได้ว่าเงินเยียวยาที่เผื่อไว้ ถึงปีหน้าแทบจะไม่พอแล้ว นอกจากนี้รัฐบาลกำลังปล่อยทิ้งประชาชนให้ดูแลชีวิต ที่เปราะบางของตัวเองในสถานการณ์วิกฤติ เราต้องไม่ลืมนะครับว่าระยะของการเยียวยา จบลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาและยังไม่มีการขยายการเยียวยาเพิ่มเติม ในขณะที่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็ยังไม่กลับเป็นปกติและมีแนวโน้มที่แย่ลง การปล่อยทิ้งประชาชน ให้ดูแลชีวิตตนเองตามยถากรรม ไร้การชายตามองจากผู้นำประเทศอย่าง พลเอก ประยุทธ์ เราก็ยังเห็นได้จากการที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ที่ส่งเงินสมทบ เข้ากองทุนประกันสังคมไม่ครบ ๖ เดือนที่ล่าช้า จากที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานควรจะได้รับเงิน ตั้งแต่เดือนเมษายน กลับล่าช้าออกไปถึง ๔ เดือน โดยเพิ่งจะได้รับเงินเยียวยาในเดือน สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลชีวิตของเรา ได้แล้ว ในการดูแลงบประมาณของประเทศ รัฐบาลก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นใด ๆ ให้พวกเรา ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ รัฐบาลมีเวลาถึง ๒ เดือน ในการปรับ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติ นอกจากตัดเล็กผสมน้อยมา ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบกลางแล้วแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยครับ ส่วนการจัดเก็บรายได้ ๘ เดือนแรก ของปี ๒๕๖๓ พลาดเป้าไปแล้วกว่า ๑๑.๒ เปอร์เซ็นต์ โดยคาดว่าทั้งปีจะพลาดเป้าถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ความไม่เชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียว จากการสำรวจรายงานแนวโน้มธุรกิจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจกว่า ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีความเชื่อมั่นและมองว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงไปในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า ร้อยละ ๓๕ มองว่าอนาคตต้นทุนทำธุรกิจจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๖๙ บอกว่าจะไม่มีการจ้างงานเพิ่ม และร้อยละ ๘๙ บอกว่าข้อจำกัดทางธุรกิจจะเพิ่มขึ้น โดยสรุปแล้วภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ ไม่มีใครมองว่าแนวโน้มข้างหน้าจะสดใส ท่านจะรู้หรือไม่ครับว่าท่านกำลัง ตกอยู่ในวิกฤติศรัทธาที่ประชาชนไม่มีเหลือให้ท่านอีกแล้วครับ ท่านประธานครับ ความเชื่อมั่นของรัฐบาลเกิดจากปัญหาการเมืองที่กระทบเศรษฐกิจ หลายครั้งที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ มัวแต่เล่นการเมือง เอื้อพวกพ้องแต่กลับไม่คิดถึงบ้านเมืองในการบริหาร ประเทศเลย ในสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) เราคาดว่าจะมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ มีความสามารถสูงมาบริหารเศรษฐกิจ แต่น่าตกใจหรือไม่ครับที่กลางวิกฤติเศรษฐกิจประเทศ ไทยกลับไม่มีทีมเศรษฐกิจมาบริหาร นับตั้งแต่ทีมเศรษฐกิจชุดเดิมเริ่มมีปัญหากันภายใน รัฐบาล จากวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่คุณอุตตม สาวนายน ยกเลิกการประชุมมาตรการ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) มาจน ๔ กุมารลาออก มาจนคนบริหารเศรษฐกิจคนใหม่เข้ารับ ตำแหน่ง มาจนคนใหม่ลาออก แล้วก็มาจนถึงปัจจุบันที่เรายังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดีกับ เศรษฐกิจของประเทศ จากวันที่ ๙ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๙ กันยายน ผ่านมากว่า ๒ เดือนเต็ม ๆ ที่ประเทศไทยไม่มีทีมเศรษฐกิจมาบริหารประเทศในช่วงวิกฤติ ผมขอถามอีกครั้งว่าเป็นไปได้ อย่างไรที่ประเทศไม่มีทีมเศรษฐกิจบริหารประเทศยามวิกฤติเศรษฐกิจ แน่นอนว่าในยาม วิกฤติเราต้องการคนเก่ง คนดีมีความสามารถเข้ามาทำงานแต่สภาพแวดล้อมการทำงาน ในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีกลับต้องเจอกับการเล่นพวกพ้อง ความไม่โปร่งใสในการ ทำงาน มีการเอื้อประโยชน์กันในหมู่พรรคพวกพรรคการเมืองของท่าน แบบนี้ก็ยากครับ ต่อให้เก่งแค่ไหน มีวิสัยทัศน์แค่ไหน เสียสละเพื่อประเทศแค่ไหนก็ทำงานไม่ได้ครับ ถึงจะมี ข้อเสนอที่ดีที่จะช่วยประชาชนและประเทศชาติได้ แต่ถ้าข้อเสนอนั้นขัดกับผลประโยชน์กับ คนของท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นอันต้องตกไป ใครจะกล้าเข้ามารับเผือกร้อนนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากปัจจัยรอบตัวทั้งหลายทั้งปวง ของท่าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ เชื้อโรค ประชาชน นักข่าว ฝ่ายค้าน นักเรียน นักศึกษา อะไรทุกอย่าง ที่ไม่ใช่ตัวท่าน แต่ผมและประชาชนอีกหลายคนก็คิดเช่นเดียวกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจาก ตัวท่านเอง พลเอก ประยุทธ์ ไม่มีวิสัยทัศน์เพียงพอ พลเอก ประยุทธ์ไม่มีความสามารถ นำประเทศผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ พลเอก ประยุทธ์ ไม่สามารถทำให้ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่มีอนาคตสำหรับคนรุ่นต่อไปได้ ท่านประธานครับ ในอนาคตสิ่งที่เรา จะต้องเจอคือสังคมสูงวัย แรงงานลดลง ภาระมากขึ้น รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม และวิกฤติ เศรษฐกิจไทยจะหนักหนาสาหัสกว่าที่คิดไว้มาก หากยังให้ พลเอก ประยุทธ์ ที่ไม่มี ความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจเป็นผู้นำทีมเศรษฐกิจและผู้นำประเทศต่อไป ประเทศไทยก็จะเป็นเหมือนประเทศที่ล่มสลาย หากไม่แก้ที่รากฐาน หากไม่เปลี่ยน ผู้นำประเทศ ประเทศไทยก็จะเป็นคนป่วยเรื้อรังที่โดนเลี้ยงไข้ ให้ยาผิดโดยหมอกำมะลอ ที่คิดแต่จะสืบทอดอำนาจ ไม่คิดถึงอนาคตของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง จากทั้งหมดที่ผมกล่าวมาแล้ว ผมจึงต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง พลเอก ประยุทธ์ ให้ท่านกลับไปพิจารณาตัวเอง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและหัวหน้ารัฐบาลเสียใหม่ เพราะการกระทำอันไร้วิสัยทัศน์และเยือกเย็นที่ผ่านมาของท่าน ผมไม่เชื่อมั่นเลยว่าท่านจะ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและนำพาประเทศให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ขอบคุณครับท่านประธาน