ไชยา พรหมา หารือสถานการณ์เศรษฐกิจที่กลับมาระบาดอีกจากโควิด-19 หลังเคยควบคุมได้ 101 วัน โดยแสดงความกังวลต่อหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 90% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี ร่วมกับเศรษฐกิจที่หดตัว รายได้ลดลง และการกู้เงินของรัฐกว่า 4 ล้านล้านบาทเพื่อชดเชยขาดดุล ที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 80 ปีในการชำระคืนหากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์มาตรการเยียวยาที่เน้นแจกเงินมากกว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดโปงความล้มเหลวของโครงการเราเที่ยวด้วยกันและปัญหาของสินเชื่อ SMEs ที่มีเงื่อนไขเข้มงวด เอื้อประโยชน์สถาบันการเงิน และมีต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศไว้ จึงเรียกร้องให้รัฐทบทวนเงื่อนไขการกู้ยืมและกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นนั้นต้องขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากวิกฤตการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ได้ขยายวงกว้างและซึมลึกอย่างรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวนี้เกิดจากการที่มีผู้ติดเชื้อ เราสามารถที่จะประคับประคองให้ประเทศเรา นั้นปลอดการติดเชื้อมาได้ถึง ๑๐๑ วัน แต่จนแล้วจนรอดครับท่านประธาน เราคิดว่าเราจะ ปลอดภัยกับเรื่องดังกล่าวนี้กลับมีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีก ๑ รายเมื่อไม่นานมานี้ จากนี้ไปเราก็ต้องมีมาตรการในการตั้งการ์ด (Guard) กันอีกครั้งหนึ่ง เราไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้นั้นได้ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สิน ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งหนี้ภาครัฐและหนี้ภาคเอกชน และหนี้ภาคประชาชน ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
มีการคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือน ในขณะนี้โดยเฉพาะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นต่อเนื่องในส่วนที่เหลือของปี ๒๕๖๓ นั้นสูงถึง ๑๓.๔ ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ ๑๘ ปี เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้ม สูงขึ้นถึง ๑ ล้านล้านบาท เนื่องจากขีดความสามารถของผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะชำระหนี้ ของลูกหนี้ได้ ซึ่งเกิดมาจากสาเหตุการขาดรายได้ ท่านประธานครับ ผลของการศึกษาของ ธนาคารโลกมีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกไม่ต่ำกว่า ๖๐ ล้านคน จะตกอยู่ในภาวะของ การยากจนขั้นสูงสุด วิกฤตการณ์เศรษฐกิจจากภัยวิกฤติของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Corona) ในครั้งนี้ประเทศไทยนั้นจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เนื่องจากว่าเราเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ด้วยซ้ำไป ดังนั้นระบบเศรษฐกิจของไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายนอก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดลง ภาคการส่งออกของไทย มีแนวโน้มหดตัวสูงขึ้น เนื่องจากว่าประเทศคู่ค้าของประเทศไทยนั้นก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจ หดตัวเช่นกัน ผลกระทบดังกล่าวนั้นทำให้เราสูญเสียรายได้เข้าประเทศ การจัดทำ งบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีเราต้องใช้วิธีการกู้เงินเพื่อมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ มาแล้วจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการออกพระราชกำหนดอีก ๑ ล้านล้านบาท เพื่อเป็นการกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณมาแล้วทั้งสิ้นประมาณ ๔ ล้านล้านบาท เรามาดูในเนื้อหาสาระของงบประมาณแต่ละปีนั้นเราจะเห็นว่าเรามีขีดความสามารถในการ จ่ายคืนหนี้ที่เรากู้มานั้นได้อยู่ประมาณปีละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคำนวณตัวเลข ดังกล่าวนี้แล้วเราต้องใช้เวลาถึง ๘๐ ปีที่จะสามารถใช้หนี้ดังกล่าวนั้นได้หมด หลังจาก สถานการณ์โควิด (COVID) รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ของไวรัสโคโรนา (Corona) เป็นพระราชกำหนดเงินกู้ ๓ ฉบับ
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เราจะเห็นได้ว่ามีแผนงานดังกล่าวนี้ก็คือ แผนงานที่ ๑ จำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเกี่ยวข้องกับในเรื่องของทางการแพทย์ การสาธารณสุข เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายค่าเสี่ยงภัยของบุคลากรทางการแพทย์ทางสาธารณสุข และค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ชำนาญการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการจัดหา อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในจำนวนนี้ก็มีความชอบธรรมในการที่จะสนับสนุนให้เกิดการแก้ไข ปัญหาอย่างเป็นระบบ ในแผนงานที่ ๒ เป็นการใช้จ่ายเงินเพื่อการเยียวยาและชดเชย ภาคประชาชน ภาคเกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากการแพร่ระบาด ของไวรัสโคโรนา (Corona) วงเงินทั้งสิ้น ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท และแผนงานที่ ๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวนี้ในจำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบภายใต้การกลั่นกรองของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านประธานครับ เมื่อมาดูความคืบหน้าของการ ใช้จ่ายเงินในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้เก่งในเรื่องของการแจกเงิน แต่เรื่อง ของการพัฒนาเพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับฐานรากในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนนั้น กลับไม่มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรม เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่สภาแห่งนี้ได้ให้การอนุมัติเพื่อไป ใช้จ่ายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ วันนี้เราได้ใช้จ่ายเงินเพื่อการเยียวยาชดเชยรายได้รายละ ๕,๐๐๐ บาท ไปจำนวน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๙๓ เปอร์เซ็นต์ เงินเยียวยากลุ่มที่ เปราะบางที่สุดจำนวน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เราใช้เต็มวงเงินไปแล้วครับ ในขณะที่ เงินช่วยเหลือเพื่อพี่น้องภาคการเกษตรนั้นใช้วงเงินอยู่ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ใช้จ่ายไปเพียง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ เหลือเงินที่พี่น้องเกษตรกรที่รอการช่วยเหลืออยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นเงินตกค้างอยู่ในขณะนี้ นอกจากนั้นกรอบวงเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นการอนุมัติ โครงการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างชัดเจน มีการเสนอ โครงการเพื่อให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานกลั่นกรอง วันนี้ เสนอเข้ามาถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ในขณะที่เรามีเงินเพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น วันนี้ อนุมัติไปแล้วประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ เช่นภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก การปิดน่านฟ้าการห้ามเข้าประเทศ การจองห้องพักถูกยกเลิกเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต (Resort) รถรับนักท่องเที่ยว คนขับแท็กซี่ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ต้องปิดกิจการเพราะทนแบกรับภาระไม่ไหวเนื่องจากการขาดสภาพคล่อง รัฐบาล ทำโครงการเราเที่ยวด้วยกัน นโยบายนี้ออกมากลับไม่ประสบความสำเร็จครับ จะเห็นได้จาก ว่าเมื่อตอนเปิดโครงการใหม่ ๆ มีคนมาลงทะเบียนล้นทะลักถึง ๔.๙ ล้านคน ในช่วง วันหยุดชดเชยที่ผ่านมาช่วงวันที่ ๔-๗ นั้น ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าจากจำนวน ที่ลงทะเบียน ๔.๙ ล้านคนนั้นได้ใช้สิทธิในการจองโรงแรมและใช้จ่ายเงินเพื่อ การเที่ยวในครั้งนี้ประมาณ ๘๗๒,๙๘๒ คนเท่านั้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะคนนั้นอยากจะเที่ยวแต่ไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงินแล้วโครงการดังกล่าวนี้เพิ่งมีการ เบิกจ่ายเงินไปเพียง ๗๖๓ ล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไปทั้งหมด ๒๒,๔๐๐ ล้านบาท หรือ คิดเป็นเพียง ๓.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งหากมาตรการดังกล่าวนี้ยังเป็นอย่างนี้อยู่ผมเกรงว่า ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร คนขับแท็กซี่ รถตู้ รถรับส่ง ผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยวคงไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจได้อีกต่อไปแล้วถ้าตราบใด ที่สภาวะและการแก้ไขปัญหายังเป็นอย่างนี้อยู่ ผลกระทบของการซบเซาของภาคท่องเที่ยว ส่งผลต่อการลดชั่วโมงการทำงานของพนักงานลง ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าพนักงาน ถูกขอร้องให้หยุดงานแบบไม่ต้องรับค่าตอบแทนหรือถูกบังคับให้ลาออกเนื่องจาก ผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะแบกรับภาระได้เนื่องจากการขาดสภาพคล่อง กลุ่มแรงงาน กลุ่มนี้กลับไม่ได้รับการชดเชยหรือการเยียวยาเงิน ๕,๐๐๐ บาท เพราะคนกลุ่มอาชีพที่ไม่เข้า หลักเกณฑ์ความเดือดร้อนที่รัฐบาลกำหนด เนื่องจากไม่ใช่กิจการที่ถูกปิดโดยคำสั่งของ หน่วยราชการจึงไม่สามารถลงทะเบียนรับเงินเยียวยาได้ พนักงานกลุ่มนี้แม้จะเป็นพนักงาน ภายใต้มาตรา ๓๓ ของระบบประกันสังคม แต่ก็ไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวได้ครับ เนื่องจากว่าการชดเชยรายได้จากกองทุนประกันสังคมตามเงื่อนไขดังกล่าวนี้จะต้องเป็นผู้ที่ ได้รับผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยหรือเป็นกิจการที่ถูกหน่วยราชการสั่งปิด ดังนั้นคนเหล่านี้ วันนี้ถูกลอยแพและยังไม่มีมาตรการอย่างไรในการช่วยเหลือ สถานการณ์อย่างนี้คาดว่า กว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจและสถานการณ์โควิด (COVID) จะหมดไปนั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๒ ปีจากนี้ไปถึงจะกลับมาเข้าสู่สภาวะโดยปกติ นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการในการ กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าด้วยการลงทะเบียนคนละครึ่งผ่านเว็บไซต์ (Website) คนละครึ่งดอทคอม (www.คนละครึ่ง.com) วงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาล ได้กำหนดให้กระทรวงการคลังต้องไปออกเกณฑ์มาว่าจะต้องทำอย่างไร คาดว่าในต้นเดือน ตุลาคมนี้โครงการนี้จะออกมา ผมขอเตือนรัฐบาลผ่านท่านประธานไปเลยว่าโครงการนี้ อย่าคิดอุ้มเจ้าสัวอีกเด็ดขาด เพราะรัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินดังกล่าวนี้ผ่าน ผู้ที่มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวนเงิน ๓,๐๐๐ บาท ใช้จ่ายวันละ ๑๐๐-๒๕๐ บาท โดยรัฐบาลจะเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตัง ครึ่งหนึ่งและให้ประชาชน ออกครึ่งหนึ่ง เราจะเห็นได้ชัด ๆ เลยว่าโครงการนี้คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ บรรดาผู้ประกอบการโมเดิร์น เทรด (Modern trade) ทั้งหลาย และร้านสะดวกซื้อ ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าแห่ง เพราะเขามีระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะโครงการนี้เป็นการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ร้านค้าย่อย หาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร ร้านข้าวแกง อาหารตามสั่ง หรือบรรดา สตรีต ฟูด (Street food) ทั้งหลายนั้นไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์นั้นก็คือกลุ่มธุรกิจของเจ้าสัวที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลนั่นเอง นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท นอกจากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ดังกล่าวแล้วยังมีพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้องการเสริมสภาพคล่อง ในภาคธุรกิจ อันประกอบด้วย ร่างพระราชกำหนดการช่วยเหลือการเงินแก่วิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวนี้ หรือเรียกว่าพระราชกำหนดซอฟต์โลน (Soft Lone) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานกลางในการจัดสภาพคล่อง ปล่อยเงินกู้ผ่านสถาบันการเงิน เพื่อให้มีการปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) นำไปหมุนเวียนในธุรกิจดังกล่าวนั้น และเมื่อครบ ๒ ปี สถาบันการเงินหรือธนาคารนั้นจะต้องส่งเงินคืนกับธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีซอฟต์โลน (Soft Lone) ผ่านธนาคารออมสินอีก ๑.๕ แสนล้านบาท รวม ๒ ยอดนี้ผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยเหมือนดอกเบี้ยให้เปล่าครับ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าธนาคารเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ และสถาบัน การเงิน ได้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำแทบจะเป็นการให้เปล่า แล้วก็ไปปล่อยกู้ต่อคนที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ในอัตราร้อยละไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา ๒ ปี แต่มาดูข้อเท็จจริงครับ ท่านประธานครับ จะประสบปัญหาต่าง ๆ อย่างที่ผมจะได้กราบเรียนดังต่อไปนี้
ประการที่ ๑ ลูกค้ารายเดิมไม่มีทางเลือกครับ เนื่องจากว่าในระเบียบในการ ใช้จ่ายเงินก้อนนี้ระบุไว้ว่าเงินกู้นั้นจะต้องให้กับลูกค้ารายเดิมที่มียอดหนี้เดิมไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ยอดค้าง ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ และต้องเป็นลูกค้ารายเดิม มีวงเงินไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท ดังนั้นสถาบันการเงินก็ต้องสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมครับ ไม่คิดดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม ผู้กู้ไม่มีอำนาจต่อรองครับ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนสภาพเพื่อไปขอสินเชื่อจากแหล่งเงินกู้อื่นได้หรือสถาบันการเงินอื่นได้ เพราะไม่มีบัญชีผูกพันอยู่กับสถาบันการเงินอื่น มาตรการนี้เท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรอง และเพิ่มอำนาจการผูกขาดให้กับธนาคารและสถาบันการเงิน ทำให้ลูกค้าของธนาคาร หมดทางเลือกในการขอสินเชื่อ
ประการที่ ๒ ถามว่าดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์นั้นจริงหรือไม่ ลูกค้าเอสเอ็มอี (SMEs) ไม่มีอำนาจต่อรองครับ เพราะว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่วันนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน นอกจากเงินกู้ ๒ เปอร์เซ็นต์แล้วมีอะไรครับท่านประธาน ยังมีค่าธรรมเนียมจัดการให้กู้ เบี้ยประกันชีวิต ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน ค่าจัดการค้ำประกัน ซึ่งระเบียบดังกล่าวนี้ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคาร แห่งประเทศไทย สรุปรวมแล้วค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เหล่านี้ผู้ประกอบการต้องจ่ายดอกเบี้ย สูงถึง ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินต้องรายงานผลดำเนินการทุก ๆ สัปดาห์ก็ตามแต่ แต่ค่าธรรมเนียม ดังกล่าวนี้กลับไม่ปรากฏครอบคลุมรายงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด เมื่อมีการท้วงติง เมื่อมีการร้องเรียนกลับได้รับคำตอบจากสถาบันการเงินเหล่านี้ว่าอย่างไรครับ ได้รับคำตอบว่านี่คือเป็นความยินยอมของลูกค้าเอง สภาพเหล่านี้ก็คือสภาพที่ลูกค้า ไม่มีทางเลือกครับ ยอมรับเงื่อนไขจ่ายดอกเบี้ยแพงดีกว่าไม่มีเงินให้กู้เพื่อไปเสริมสภาพคล่อง ให้ธุรกิจเดินต่อไปได้
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผู้ประกอบการเดือดร้อนไม่สามารถเข้าถึง แหล่งเงินกู้ได้อย่างจริงจัง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม การกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบการรายเดิมและไม่เป็นเอ็นพีแอล (NPL) นั้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถเข้าถึงมาตรการในการช่วยเหลือได้ ท่านประธานครับ วิกฤติครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี ๒๕๔๐ หลายเท่าตัวครับ ดังนั้นธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมสภาพคล่องเพื่อหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจตนเองนั้นอยู่ได้ ดังนั้นการรักษาสภาพการจ้างงานเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้นั้น รัฐบาลต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่าธุรกิจใดที่ยังสามารถเดินต่อไปได้แต่ขาดสภาพคล่อง และรักษาสภาพการจ้างงานไว้ได้นั้นต้องให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษและลดเงื่อนไข ในการผ่อนปรน มีคำถามต่อไปว่ามาถึงวันนี้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ปล่อยไปแล้วเท่าไร ปล่อยให้ใคร แยกเป็นทุนจดทะเบียนระดับไหนบ้าง เท่าไรบ้าง มีการคิด ค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นคำถาม ที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อนทั่วประเทศ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อผมมาพิจารณาจากข้อมูลที่ผมได้รับมาจะเห็นได้ว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) โดยการให้ กู้ยืมผ่านธนาคารออมสิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้กำหนดเงื่อนไขให้ธนาคารออมสินนำไป ปล่อยให้กับลูกค้าของตนเองในลักษณะของตั๋วสัญญาใช้เงินหรือที่เรียกว่าตั๋วพีเอ็น (P/N) หรือเทอมโลน (Term loan) ในระยะเวลา ๒ ปี อัตราดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ ในวงเงินไม่ เกิน ๒๐ ล้านบาทต่อราย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เอาไปใช้ในกรณีรีไฟแนนซ์ (Refinance) ถามว่าวันนี้ถ้าเกิดว่าลูกค้าต้องการอยากจะได้สถาบันการเงินอื่นที่มีเงื่อนไข ผ่อนปรนมากกว่านี้ก็ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการดังกล่าวนี้ได้ เพราะถูกบังคับว่า ห้ามรีไฟแนนซ์ (Refinance) นอกจากนั้นผีซ้ำด้ำพลอยครับ รัฐบาลยังให้การสนับสนุน บรรดานอนแบงก์ (Non-Bank) ทั้งหลาย โดยเฉพาะสินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ดังกล่าวนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่เป็นนอนแบงก์ (Non-Bank) ในวงเงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นการเอื้อประโยชน์และกระทืบซ้ำคนจนครับ ท่านประธาน ก็รู้ว่านอนแบงก์ (Non-Bank) นั้นดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ วันนี้ไปถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องมากำกับดูแลว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปตาม เงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการนั้นได้รับ ความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ปัญหาต่อมาก็คือการปล่อยซอฟต์โลน (Soft Loan) ของแบงก์ชาติเขาห้ามคิดค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานรู้ไหมว่าซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่มาจากธนาคารออมสินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือสถาบันการเงิน บางแห่งนั้นแม้จะไม่คิดค่าธรรมเนียมอย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแต่มีภาระ ค่าธรรมเนียมส่วนอื่นอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าเป็นค่าธรรมเนียมที่อยู่นอกเหนือ กฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องมีการกำหนดประเภทหลักทรัพย์ในการ ค้ำประกันของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) วันนี้ถ้าหากว่าจะสามารถกู้ในอัตราผ่อนปรนได้ และไม่มีหลักทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์ถาวร ผู้ประกอบการต้องไปอาศัย บสย. ค้ำประกัน ซึ่งเป็นต้นทุนและเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเสียค่าประเมินหลักทรัพย์ การจดทะเบียนจำนอง ค่าประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อเต็มวงเงิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่รวม เงินค่าปากถุงครับ เรารู้กันอยู่ในวงการของธุรกิจทั้งหลายว่าเงินค่าปากถุงดังกล่าวนี้เขาเก็บกัน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕ บางแห่งนั้นมีการเก็บล่วงหน้า ๖ เดือน ดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวนี้ ที่บอกว่าเป็นดอกเบี้ยต่ำนั้นวันนี้ไม่อยู่ในสภาวะที่เป็นจริงอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ผมถึงบอกว่าการที่รัฐบาลมีมาตรการดังกล่าวนั้นรัฐบาลเกาไม่ถูกที่คัน การบริหารราชการ แผ่นดินที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาของท่านนายกรัฐมนตรี ผมมีความเห็นว่าขาดประสิทธิภาพ ขาดวิสัยทัศน์และไม่สามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามเป้าตราบใดที่คนที่เป็น นายกรัฐมนตรียังชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในขณะนี้ ถ้าญัตตินี้เป็นญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ผมต้องบอกว่าผมไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ อีกต่อไปครับท่านประธาน