นิคม บุญวิเศษ ชี้แจงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจและการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการโควิด-19 ที่ทำให้การเยียวยาล่าช้าและไม่ทั่วถึง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและคนจนอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและท่องเที่ยว รวมถึงเปิดโอกาสให้วิทยุชุมชนกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง เพื่อคืนช่องทางสื่อสารและสร้างความโปร่งใส ทั้งยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล และมองว่าการให้นายกรัฐมนตรีลาออกคือทางออกที่จะคืนความเชื่อมั่นทั้งภายในประเทศและจากต่างชาติเพื่อให้การฟื้นฟูประเทศเป็นไปอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ได้ฟัง ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขึ้นมาตอบ ท่านได้พูดเสมือนว่าประชาชน อย่ารังเกียจทหาร ผมขอเรียนให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบเลยว่าประชาชนไม่ได้รังเกียจทหาร เพราะทหารก็คือลูกหลาน ก็คือเพื่อน ก็คือพี่น้องของพวกเราทั้งนั้นเลย แต่ที่เรารังเกียจ เรารังเกียจทหารบางคนที่มีอำนาจแล้วใช้อำนาจ หลายท่านเข้ามาแล้วทำให้ประเทศเสียหาย หลายคนไปนั่งอยู่ในบอร์ด (Board) ต่าง ๆ ถามว่านั่งแล้วผลประโยชน์เยอะแยะมากมาย แต่ประโยชน์ไม่เข้าประเทศชาติครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้ตามญัตติขอเปิด อภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในเรื่องวิกฤติ เศรษฐกิจและการเมือง จากการที่ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ท่านได้บริหารมาจนถึงวันนี้เกิดวิกฤติศรัทธา เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมืองมากมาย จนประชาชนทุกเครือข่าย ทุกหมู่เหล่า รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาที่อายุน้อย ๆ มีผลกระทบด้วย ผลกระทบไปถึงบ้านเขา ถึงพ่อแม่เขา ถึงตัวเขาด้วย ทุกคนเดือดร้อนกันไปหมดครับ จึงทำให้ หลายคนออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องตามที่ท่านได้ยินตามข่าวนั่นแหละครับ มาจากอะไรล่ะครับ มาจากการบริหารของท่านใช่หรือไม่
- ๒๖/๑ . โดยเฉพาะการบริหารด้านเศรษฐกิจ ท่านบริหารเรื่องเศรษฐกิจก็ลดลง ๆ เรื่อย ๆ เป็นหนี้ มากขึ้น ๆ แล้วสุดท้ายความไม่โชคดี เชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) เข้ามาก็ยิ่งเลวร้ายไปใหญ่ ถึงขั้นวิกฤติ อีกไม่นานหายนะจะเข้ามาสู่ประเทศไทยถ้าท่านไม่รีบแก้ไข จากการระบาดของ โรคไวรัสโคโรนา (Corona) ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะของท่าน ได้มีการกู้เงินออกมา ๑.๙ ล้านล้านบาท ท่านบอกว่า ๑ ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ๓ ก้อน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเรื่องโควิด (COVID) อีก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท เยียวยาประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Corona) และมีเงินอีกก้อนหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งไว้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม อันนี้คืออยู่ในส่วนของ ๑ ล้านล้านบาท อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วยเหลือ ตราสารหนี้ จนมาถึงวันนี้ท่านมีเงินเยอะแยะมากมายแต่ไม่มีวี่แววว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ประชาชนยากจน ประชาชนอดอยากด้วยการทำนโยบายของท่านที่ผิดพลาด แม้กระทั่งการ แจกเงินให้กับประชาชนท่านยังสอบตก แจกล่าช้า แบ่งประชาชนเป็นขั้น แบ่งประชาชน เป็นอาชีพ แยกแยะกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน ทั้ง ๆ ที่ กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนแต่ท่านไปแยกประชาชนออกมา แทนที่ใคร มีบัตรประชาชนก็ให้ทันทีในขณะที่เขากำลังลำบากแต่ท่านไม่ทำ นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มเปราะบางที่ลำบากอยู่แล้ว ท่านยังไปยึดที่ร้านค้าร้านขาย จัดระเบียบอะไรของท่าน ก็ไม่ทราบ อย่าลืมนะครับ คนหาเช้ากินค่ำดิ้นรนต่อสู้เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ วันหนึ่งหาได้ ๓๐๐ บาท ๔๐๐ บาท ส่งลูกไปโรงเรียน แต่ท่านมายึดที่ขายของของชาวบ้าน ท่านเอาอะไรมาคิด กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย คนที่ขายของที่อยู่ตามตึกต่าง ๆ ร้านขายลาบ ส้มตำ ไก่ย่าง แม้กระทั่งรถเข็นเองก็ตามไม่มีที่จะขายของ อาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพสุจริต แต่ขาดการส่งเสริม ปิดกั้นอาชีพเหล่านี้ ท่านอาจจะมองไม่เห็นคนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากครับ
อีกประการหนึ่ง เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดย่อยที่มีการจ้างงาน ๕ คน ๑๐ คน หรือขนาดกลาง ๕๐ คน เอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนของท่าน ที่ท่านบอกว่าท่านตั้งไว้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะท่านแก้ผิด ท่านไปฟัง ฝ่ายบริหารของท่าน ไปตั้งกติกาไว้บอกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ให้เอสเอ็มอี (SMEs) ที่มี หนี้ตั้งแต่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ท่านบอกว่ากู้เงินมาช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ได้รับ ผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) แต่ท่านไม่ได้ช่วยคนกลุ่มนี้ ไปช่วยลูกค้าของ ธนาคารที่มีหนี้ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ไวรัสโคโรนา (Corona) มาระบาด ที่เมืองไทยชัดเจน ประมาณวันที่ ๒๕-๒๖ มีนาคม จึงมีการล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ ไม่มีการค้าการขาย ปิดทุกสิ่งทุกอย่าง ธุรกิจรายเล็กรายน้อยเหล่านี้เขามาแย่ก็ตอนที่ท่าน ล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ แต่เขาไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เลย ท่านบอกว่า ท่านให้เงินธนาคารไป ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่า ๑ ล้านบาท ดอกเบี้ยแค่ ๑๐๐ บาท ธนาคารไปปล่อยกู้ต่อ แต่เงื่อนไขของธนาคารพาณิชย์เขาก็จะปล่อยให้เฉพาะลูกค้า ผู้ประกอบการที่สามารถคืนเงินเขาได้ ที่เขาเชื่อมั่น มียอดขาย มีหลักประกันทั้งหลาย เขาปล่อยให้ แต่ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยถามว่าจะเอาหลักทรัพย์ที่ไหนมาในขณะที่กำลังลำบาก ยอดขายไม่มี ผมจึงอยากเรียนผ่านท่านประธานฝากไปยังนายกรัฐมนตรีและทีมงาน เศรษฐกิจของท่าน ผมเคยอภิปรายไปครั้งหนึ่งว่าท่านควรจะตั้งกองทุนขึ้นมากองทุนหนึ่ง ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) เห็นไหมครับ ประชาชนสามารถเข้าถึงกองทุนได้เพราะเงื่อนไข มันง่าย กองทุนนี้สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อย เกิดการจ้างงานครับ เอสเอ็มอี (SMEs) อย่าลืมว่า ๔๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ทั้งประเทศ เพราะเราจะไปเอา รายได้จากการส่งออกได้ไหมครับ การส่งออกมันไม่สามารถส่งออกได้ การท่องเที่ยว มัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน เราก็จะมีเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศนี่ละครับ ที่เราจะต้องประคับประคองให้เอสเอ็มอี (SMEs) เหล่านี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ต้องเลิกจ้าง ถ้าเมื่อไรเขาไปไม่ไหวเขาเลิกจ้างจะทำอย่างไร ทุกคนตกงานครับท่านประธาน เพราะตอนนี้ หลายคนตกงานเกือบ ๑๐ ล้านคนแล้ว ฉะนั้นแนวทางการแก้ไขของทีมงานเศรษฐกิจต้องคิดใหม่ ท่านต้องรีบนำเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ผมทราบว่าใช้ไปแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังเพียงพอครับ รีบตั้งกองทุนมาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ครับ
อีกประการหนึ่งครับ การช่วยเหลือเยียวยาที่ท่านบอกว่าแจกเงินให้กับ พี่น้องประชาชน ๕,๐๐๐ บาท ๓ ครั้ง การหว่านเงินลงไปแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เห็นด้วยครับ แต่การวางแผนระยะกลาง ระยะยาว ท่านจะทำอย่างไรเศรษฐกิจถึงจะฟื้นฟูได้ ท่านไม่มีแผนงานที่ทำ ผมได้เสนอไปแล้วว่าท่านควรจะตั้งกองทุนขึ้นมา วิธีการแทนที่ท่าน จะแจกเงินคนละ ๕,๐๐๐ บาท ท่านเอาเงินก้อนนี้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เขามีลูกจ้างอยู่ ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับ ถ้าเราต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือช่วยเหลือลูกจ้าง สัก ๑๐ ล้านคน เราเอาเงินก้อนนี้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการสัก ๒๐๐,๐๐๐ ราย สมมุติว่า รายหนึ่งมีลูกจ้าง ๕๐ คน เราช่วยเหลือได้ ๑๐ ล้านคน โดยวิธีการง่าย ๆ แจกเหมือนท่าน นั่นแหละครับ ยกตัวอย่างว่าผู้ประกอบการจ้างลูกจ้าง ๑๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลช่วยไป ๕,๐๐๐ บาท ผู้ประกอบการจ่าย ๑๐,๐๐๐ บาท นั่นหมายถึงว่าลูกจ้างยังทำงานต่อเนื่อง ได้เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ประกอบการมีกำลังใจในการจ้างแรงงานต่อ เห็นไหมครับ ทำได้ ประมาณ ๑ ปี ๑๒ เดือน ใช้เงินประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒ เดือน เศรษฐกิจฟื้นแล้วครับ ผมจึงอยากให้ใช้เงินก้อนนี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเป็นเงินที่เรากู้อาจจะเป็น ครั้งสุดท้ายเพราะมันจำนวนมหาศาล ผมเชื่อว่ารัฐบาลฟังอยู่ก็เอาไปทำเถอะครับ มันเกิดประโยชน์แน่นอน อีกหลายอย่างที่รัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือได้โดยเฉพาะ ภาคอุตสาหกรรม ภาคลงทุน ภาคการท่องเที่ยว ผมได้มีโอกาสไปสัมมนาที่จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ประกอบการการท่องเที่ยวลำบากมากท่านประธานครับ การท่องเที่ยวล็อกดาวน์ (Lockdown) เมืองนอกไม่เข้ามา แต่คนไทยเองก็ไม่เที่ยว เพราะอะไรครับ เพราะบรรยากาศ ในการท่องเที่ยวมันไม่มี ทำไมมันจึงไม่มีบรรยากาศในการท่องเที่ยว เพราะมี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ครับท่านประธาน ถามว่าคนจะเที่ยวมันต้องมีอารมณ์เที่ยว คนจะเที่ยวจะต้องมีเงินเก็บ มันถึงจะเที่ยวได้ ไม่ใช่ว่าเอาเงินให้แล้วไปเที่ยวไม่มีใครเที่ยวหรอกครับ เอาเงินให้เขาก็เก็บไว้ ใช้ในครอบครัว ฉะนั้นบรรยากาศในการท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อท่านต้องยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว แล้วก็ป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) อย่าให้เข้ามา จากต่างประเทศในเมื่อประเทศไทยไม่มีแล้ว อย่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินไป สุดท้ายเศรษฐกิจมันจะพังนะครับท่านประธาน เศรษฐกิจพังไม่มีหมอที่ไหนรักษาได้ โรงพยาบาลก็รักษาไม่ได้ครับท่านประธาน แต่เชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) ยังรักษาได้ ฉะนั้น อยากให้ประชาชนทุกคนมั่นใจว่าเมืองไทยเราหลายจังหวัดไม่มีเชื้อนี้แล้ว รัฐบาลต้องสร้าง ความมั่นใจตรงนี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพการท่องเที่ยวเลย เศรษฐกิจ มันจะแย่ขึ้น ๆ จนสู่หายนะได้ ฉะนั้นผมจึงอยากให้รัฐบาลรีบแก้ไขด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
อีกเรื่องหนึ่งครับ มีประชาชนฝากถามมา เขาถามเป็นคำถามมาผมก็ต้องถาม ต่อหน้าท่านประธานฝากไปยังรัฐบาล เขาขาดความมั่นใจในสลากกินแบ่งรัฐบาลเรา เขาถาม มาว่างวดหน้าจะมีเลข ๙ อีกไหม งวดที่แล้วมี ๙๙๙๙๙๗ แล้วยังมี ๙๘ อีก งวดถัดไปมี ๑๑ กับ ๘๘ ประชาชนบอกว่ามันล็อกกันหรือเปล่า ท่านคิดดูขนาดหวย ประชาชน ยังไม่มั่นใจรัฐบาลเลย เนื่องจากว่าความมั่นใจมันไม่มีแล้ว ประชาชนฝากถามนะครับ ท่านต้องตอบว่าหวยมีการล็อกจริงหรือไม่ บางครั้งจ่ายแค่ครึ่งเดียวก็มีครับ ฝากถามด้วยครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน ผมได้พูด มาหลายครั้ง ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนที่เขาทำถูกต้องตามกติกา ท่านไปเอาเสาเขาลง ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการเปิด หลายคนตกงานเป็นหมื่น ๆ คน ดีเจ พิธีกร ต่าง ๆ ที่มีความรู้ความสามารถ ภูมิปัญญาในการพูดสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชนในการ เตือนภัยต่าง ๆ บอกข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐไปถึงประชาชน แล้วก็เกิดมีการค้าการขาย ในท้องถิ่น เศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นฟู เพราะธุรกิจรายเล็กที่เกิดใหม่ต้องอาศัยวิทยุกระจายเสียง ภาคประชาชนในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ครับ ทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าฟื้นฟูได้ รัฐบาล ต้องมองเห็นความสำคัญของตรงนี้ ต้องฟื้นขึ้นมาครับ เปิดโอกาสให้เขาเปิดเถอะครับ มันเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและประชาชนโดยรวมของประเทศ การค้าการขายต่าง ๆ ก็จะเกิดครับ ธุรกิจรายเล็กเกิดขึ้นก็ซื้อของธุรกิจรายกลาง ธุรกิจรายใหญ่ นั่นหมายถึงว่า รากฝอยมันเกิด ต้นไม้ใหญ่มันก็เติบโต แต่ถ้าไม่มีรากฝอยเลยถามว่าต้นไม้ใหญ่มันจะโต ได้อย่างไร ฉะนั้นช่องทางหนึ่งที่ผมขอแนะนำคือต้องเปิดวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน ขึ้นมาครับให้มีการค้าการขายของรากหญ้าให้มากที่สุด และข้อมูลข่าวสารของภาครัฐไปสู่ ประชาชนสร้างความถูกต้องโดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุนอะไรเลยครับ ไม่ต้องไปลงทุน ๓,๐๐๐ ล้านบาท สร้างทีวี (TV) อะไรเลย คนเหล่านี้เขามีเงิน เขามีอาชีพ เขามีความรู้ ความสามารถอยู่แล้ว ให้โอกาสเขาสักครั้งเถอะครับท่านประธาน ฝากกราบไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าท่านฟังอยู่
อีกประการหนึ่งครับ หลายท่านบอกผมว่าถ้าอยากให้ประเทศฟื้น ความมั่นใจ ต่างประเทศกลับคืนมามีทางเดียวก็คือขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ลาออกครับ กราบขอบพระคุณครับ