ชัยชาญ ช้างมงคล ชี้แจงถึงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่าดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีและข้อตกลงรัฐต่อรัฐ ซึ่งเป็นสัญญาเชิงพาณิชย์ระหว่างรัฐบาลที่ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยย้ำว่าบริษัทผู้รับจ้างจากจีนเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันยังอธิบายถึงการใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือโควิด-19 ว่ามีเป้าหมายด้านสาธารณสุขและการควบคุมการแพร่ระบาด ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง พร้อมเน้นถึงความสมดุลระหว่างการผ่อนคลายมาตรการและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขออนุญาตเรียน ตอบคำถามคำชี้แจงท่านสมาชิกนะครับ เกี่ยวกับเรื่องการจัดหาเรือดำน้ำที่ท่านผู้อภิปรายได้ อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า เรื่องของการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือ โดยเฉพาะในลำที่ ๑ ที่ดำเนินการจัดหา ในปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นการจัดหายุทโธปกรณ์และการบริการทางทหารจากมิตรประเทศ ในลักษณะของรัฐต่อรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๐ ให้ส่วนราชการในสังกัด กระทรวงกลาโหมดำเนินการได้โดยยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัสดุที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติใช้และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยให้ใช้ข้อตกลงที่กำหนดขึ้นโดยความเห็นชอบระหว่างการแทนการทำสัญญาได้ กระผม ขออนุญาตภาพเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ในประเด็นที่ว่านี้เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือจีทูจี (G to G) หรือไม่นั้น กระผมขอเรียนว่าในการดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำระยะที่ ๑ นั้น กองทัพเรือ เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลต่อรัฐบาล จีทูจี (G to G) ได้มีการดำเนินการตามกฎหมาย ตามระเบียบ ตามข้อบังคับของราชการในทุกขั้นตอน เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี และได้ผ่านการพิจารณาด้านกฎหมายจากหน่วยที่รับผิดชอบ หน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวง การต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ ส่วนที่มีข้อสงสัยว่ามีคำถามว่าหากเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาล ต่อรัฐบาล จีทูจี (G to G) เหตุใดจึงไม่นำร่างข้อตกลงเสนอความเห็นชอบต่อรัฐสภา และไม่มี การขอหนังสือมอบอำนาจเต็มหรือฟูลเพาเวอร์ส (Full powers) กระผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าในขั้นตอนของการร่างข้อตกลงนั้น กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวนั้นกำหนดอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทย จึงไม่ได้ เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) เมื่อปี ๒๕๕๗ แต่เป็นสัญญาเชิงพาณิชย์ เป็นสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาร่างข้อตกลงนั้นเราอยู่ในช่วงของการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) อยู่ แต่วันที่กองทัพเรือไปลงนามนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มี ผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ก็มีเนื้อหาสาระ เช่นเดียวกับมาตรา ๒๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในขั้นตอนการเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณานั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาการดำเนินการ จัดหาเรือดำน้ำ ประกอบมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และหลักเกณฑ์ การพิจารณาความหมายและองค์ประกอบของคำว่า หนังสือสัญญาตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๖-๗/๒๕๕๑ แล้วเห็นว่าร่างข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีลักษณะเป็นการ ทำสัญญาซื้อขายในเชิงพาณิชย์ ในทำนองเดียวกันกับการทำสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน จึงไม่ได้อยู่ในภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ กับและไม่ได้เข้าลักษณะเป็น หนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นเมื่อข้อตกลง ฉบับนี้ไม่ได้เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๗๘ แต่เป็นสัญญาเชิงพาณิชย์ ลักษณะสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน และไม่ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจเต็ม หรือฟูลเพาเวอร์ส (Full powers) ในการลงนาม ในข้อตกลง ซึ่งเป็นไปตามมติ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เรื่องหลักเกณฑ์และแนวทาง ปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม ฟูลเพาเวอร์ส (Full powers) ที่กำหนดไว้ว่า การจัดทำความตกลงในนามหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ หรือองค์กร ระหว่างประเทศภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานนั้น โดยไม่ก่อให้เกิด พันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจเต็ม และมีผู้มีอำนาจลงนามของหน่วยงานนั้นหรือผู้ได้รับมอบหมายสามารถลงนามได้ สรุปคือกองทัพเรือสามารถลงนามในข้อตกลงนี้ได้ โดยไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจเต็ม หรือฟูลเพาเวอร์ (Full powers) เนื่องจากไม่ได้เป็นสนธิสัญญาและไม่ได้เกิดพันธะทาง กฎหมายระหว่างประเทศ
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมผู้ลงนามในข้อตกลงฝ่ายไทยจึงเป็นเสนาธิการทหารเรือ ขณะที่ฝ่ายจีนเป็นผู้แทนบริษัทไชน่า ชิปบิลดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันแนล (China Shipbuilding & Offshore International) หรือซีเอสโอซี (CSOC) ที่ทราบนะครับ แล้วทำไมข้อตกลงถึงได้จ่ายเงินให้กับบริษัทเอกชนในเมื่อทำข้อตกลงในนามรัฐบาลจีน กระผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าขอเรียนว่าในส่วนของรัฐบาลไทยนั้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ผู้บัญชาการทหารเรือหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงตามมติ คณะรัฐมนตรีที่ผมได้กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งผู้บัญชาการทหารเรือนั้นก็ได้มอบให้กับประธาน คณะกรรมการจัดหาเรือดำน้ำหรือเสนาธิการทหารเรือในขณะนั้นเป็นผู้ลงนามในข้อตกลง ส่วนทางฝ่ายประเทศจีน ตรงนี้สำคัญนะครับ ทางฝ่ายประเทศจีนนั้นรัฐบาลจีนได้มอบหมาย ให้องค์การบริหารงานของรัฐด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกัน ประเทศ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ภาษาอังกฤษว่าเดอะ สเตต แอดมินิสเทรชัน ฟอร์ ไซเอนซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินดัสทรี ฟอร์ เนชันนัล ดีเฟนส์ (The State Administration of Science, Technology and Industry for National Defense) หรือ ย่อว่าซัสตินด์ (SASTIND) ซึ่งซัสตินด์ (SASTIND) นี้เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลจีน รับผิดชอบในการดำเนินการโครงการ เป็นหน่วยงานของรัฐ ซัสตินด์ (SASTIND) มีหน้าที่ รับผิดชอบในเรื่องของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศจีน และซัสตินด์ (SASTIND) นี้ ก็ได้มอบอำนาจให้กับบริษัทไชน่า ชิปบิลดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ที่ว่า คือซีเอสโอซี (CSOC) นั้นซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ เป็นผู้แทนรัฐบาลจีน ขอภาพนะครับ อันนี้เป็นภาพที่ซัสตินด์ (SASTIND) มอบให้ซีเอสโอซี (CSOC) ลงนาม ในภาพต่อไปครับ ภาพต่อไปก็คือเป็นหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของซีเอสโอซี (CSOC) นั้น ชัดเจนว่าใช้คำว่าสเตตโอนด์ (State-owned) หรือเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งประเทศ จีนถือหุ้นอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้แทนของรัฐบาลจีน ซึ่งบริษัทนี้ก็จะรับผิดชอบในฐานะ ผู้แทนรัฐบาลจีนในเรื่องของการหาเรื่องเทคนิคราคา ตลอดจนการเจรจาและลงนาม ในข้อตกลง ตรงนี้เป็นการดำเนินการของรัฐบาลจีน ในระดับรัฐบาลจีนนั้นก็จะมีหน่วยงาน ที่เป็นหน่วยงานของรัฐมอบหมายให้มาลงนามจีทูจี (G to G) กับฝ่ายรัฐบาลที่เป็นคู่สัญญา ส่วนที่ว่าทำไมข้อตกลงในการจ่ายเงินให้กับบริษัทเอกชนในเมื่อทำข้อตกลงรัฐบาลจีนนั้น ทำไมถึงไปจ่ายเงินให้กับเอกชนคือซีเอสโอซี (CSOC) ก็ต้องเรียนว่าที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า การดำเนินการต่อเรือดำน้ำครั้งนี้ซัสตินด์ (SASTIND) ได้มอบอำนาจเต็มในการยื่นข้อเสนอ ข้อเทคนิคต่าง ๆ ให้ซีเอสโอซี (CSOC) ซึ่งเป็นวิสาหกิจของรัฐมาดำเนินการในนาม ของรัฐบาลจีน และการใช้จ่ายค่าก่อสร้างก็จึงได้โอนไปยังบัญชีของซีเอสโอซี (CSOC) ตามงวดการชำระเงินที่ระบุไว้ในข้อตกลง ประเด็นที่ว่าทำไมเรือดับเพลิง ต้องแยกก่อนว่า เรือดับเพลิงนั้นไม่เหมือนกับการดำเนินการในเรื่องของการต่อเรือดำน้ำที่ผมได้กล่าวแล้ว ข้างต้น แต่การดำเนินการของเรือดำน้ำที่กล่าวทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบขั้นตอน การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ได้รับการพิจารณาจากทุกหน่วย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ในเรื่องของมาตรา ๑๗๘ แล้วก็รวมถึงคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็ให้ความเห็นทุกครั้งในแต่ละขั้นตอน
ประเด็นที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียนเรื่องของพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ว่าทำไมรัฐบาลต้องการเป็นศูนย์ แล้วก็ใช้เพื่อที่จะไปควบคุมอย่างอื่นหรือไม่ ขออนุญาตเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า คงทราบกันดีว่าสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ในภาพรวมของโลกจะเห็นได้ว่ายังมีการ ระบาดติดเชื้ออยู่ทุกวันจำนวนมาก ปัจจุบันนี้ก็มีผู้ติดเชื้อมากกว่า ๒๘ ล้านคนแล้วทั่วโลก แล้วในบางประเทศที่สถานการณ์ได้คลี่คลายไปแล้วก็กลับมาระบาดใหม่ โดยเฉพาะ สถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านของเราด้านตะวันตก ท่านคงทราบดี ปัจจุบันรัฐบาลเอง ก็ได้มีการผ่อนคลายการดำเนินการต่าง ๆ เรื่องของเศรษฐกิจ และเรื่องของสถานบริการ กิจการต่าง ๆ มาตามลำดับ ในกิจการที่มีโอกาสความเสี่ยงสูงซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดระบาด เป็นกลุ่มก้อนมาก็อาจจะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ที่ท่านสมาชิกได้กล่าวนั้น ปัจจุบันนี้ได้เข้ามาถึงประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน ก็ได้ผ่านกระบวนการ กักกัน ท่านจะเห็นได้ว่าการติดเชื้อทุกวันนี้ภายในประเทศนั้นแทบจะไม่มี มี ๑ ราย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ติดเชื้อนั้นก็จะมาจากต่างประเทศ ระบบการกักกันควบคุมโรคนั้นเราก็ สามารถที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อในประเทศนั้นไม่มีหรือมีในโอกาสที่น้อย รวมถึงก็มีคนต่างชาติ ผู้ที่มาทำงานที่พันธกรณีที่เข้ามาด้วย แล้วอนาคตต่อไปก็จะมีเรื่องของนักธุรกิจอะไรเข้ามา ทั้งหมดนี้ในการดำเนินการจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ ก็จะใช้ในเรื่องของการบริหารงานในการที่ดูแลเรื่องสาธารณสุขอย่างเป็นเอกภาพ ในเรื่องของการควบคุมการเดินทางเข้าออกตามราชอาณาจักร จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ ด้านทิศตะวันตกนั้นก็ได้มอบหมายให้กองกำลังป้องกันชายแดนทั้งหมด พลเรือน ตำรวจ ทหาร ได้ป้องกันมิให้มีผู้หลบหนีเข้าเมืองซึ่งอาจจะนำพาโควิด (COVID) เข้ามากระจาย ในประเทศไทย ทุกวันนี้กำลังพลทุกคนก็ทำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมงในการที่สกัดกั้นไม่ให้มี ผู้ลักลอบเข้ามา เมื่อตรวจพบก็ต้องเข้าตรวจแล้วก็เขาระบบกักกันในทุกกรณี ก็เรียนว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมิใช่มีเพื่อที่จะไปเรื่องของ การเมือง จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ก็ยังมีการชุมนุมอยู่ เพียงแต่ว่าพระราชกำหนดนี้ก็เป็น การป้องกันกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่มิให้โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นกลับมาระบาดเป็น กลุ่มก้อนหรือแพร่เชื้ออีก เพราะถ้าเกิดขึ้นมาแล้วก็จะทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ตรงนี้ก็คิดว่าท่านสมาชิกควรจะเข้าใจว่าในการดำเนินการนั้นเราพยายามที่จะทำงาน บูรณาการให้เป็นเอกภาพในการที่จะทำให้การควบคุมการแพร่กระจายควบคู่ไปกับ การพัฒนาเศรษฐกิจการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจไปด้วยอย่างเต็มความสามารถนะครับ ขอบคุณครับ