ชวลิต วิชยสุทธิ์ สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองจากมุมมองท้องถิ่นจังหวัดนครพนม ชี้ถึงวิกฤติการคลังทั้งในระดับรัฐและท้องถิ่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และความไม่ยั่งยืนของการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการจัดซื้อเรือดำน้ำในช่วงเศรษฐกิจถดถอย พร้อมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าไร้เสถียรภาพ ทำให้เศรษฐกิจและสังคมย่ำแย่ สูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุน จึงเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้สภาคัดเลือกผู้นำใหม่ตามแนวทางประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ กระผมขออนุญาตที่จะสะท้อนปัญหา เศรษฐกิจและการเมืองที่ประเทศชาติและประชาชนกำลังประสบอยู่ จากจุดเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง ของประเทศคือจังหวัดนครพนม ซึ่งกระผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ไปสู่ปัญหา ภาพรวมของประเทศเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุของปัญหา แล้วเราคนไทย จะหาทางออกจากปัญหาวิกฤติของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ สภาของเรายุคนี้ก็ทันยุคทันเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดโครงการรัฐสภาสัญจรที่จังหวัด นครพนม โดยมีการเสวนาในหัวข้อ เยาวชนกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เป็นคณะกรรมการนักเรียนกว่า ๒๐ โรงเรียน จำนวน ๒๐๐ คนเศษ เต็มห้องประชุม โดยสภาได้เชิญ ส.ส. จังหวัดนครพนม ทั้ง ๔ เขตเข้าร่วมเป็นวิทยากร ขออนุญาตสไลด์ (Slide) แรกครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ในช่วงของการซักถามคำถามมีนักเรียนหญิง คนหนึ่งถามว่าขณะนี้ประเทศชาติกำลังมีปัญหา รัฐบาลก็ไม่มีเงิน ต้องกู้มาใช้จ่าย ประชาชน ก็ลำบาก รายได้ของพ่อแม่ ครอบครัวลดลงอย่างน่าใจหาย หนี้สินเพิ่มพูนขึ้น เพิ่มพูนขึ้น จะเห็นได้ว่าลำบากกันทั้งรัฐบาล ลำบากกันทั้งประชาชน แต่ทำไมรัฐบาลจึงจะเอาเงิน ที่มีอยู่อย่างจำกัดและต้องไปกู้มาไปซื้อเรือดำน้ำ ทำไมไม่นำเงินไปช่วยเหลือประชาชน ที่กำลังเดือดร้อนเช่นการช่วยเหลือทุนการศึกษาของคนยากคนจน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมกล่าวมานั้นเป็นเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากเยาวชน ลูกหลานในจังหวัดนครพนม ๑ ใน ๗๖ จังหวัด ร่วมเป็นพลังผลักดันส่งผลให้รัฐบาลถอย ไม่ซื้อเรือดำน้ำในปีนี้ได้สำเร็จ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังทิ้งท้ายว่าก็คงจะซื้อในปีหน้าต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นเป็นความเห็นส่วนเล็ก ๆ แต่จิตใจยิ่งใหญ่ สำหรับในส่วนความเดือดร้อนของประชาชน ในปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม มีสิ่งที่สะท้อนว่าประชาชนกำลังลำบากยากเข็ญ นั่นก็คือ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขอภาพที่ ๒ ท่านประธานลองดูภาพตัวเลข หนี้ครัวเรือน ณ สิ้นปี ๒๕๖๒ ปาเข้าไป ๑๓.๔ ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น อย่างมากมายดังกล่าว แต่ละปีสูงขึ้น ๆ อย่างน่าตกใจ สะท้อนว่าประชาชนกำลังเดือดร้อน ถึงขั้นที่เรียกว่ากำลังถังแตก นี่ยังไม่รวมหนี้นอกระบบอีกต่างหาก ประเภทหาเช้ากินค่ำ จ่ายดอกเบี้ยรายวัน รายสัปดาห์ ท่านประธานที่เคารพครับ ถัดจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ของประชาชนซึ่งมีหนี้ครัวเรือนเป็นดัชนีชี้วัดว่าประชาชนกำลังถังแตก
ทีนี้มาดูสถานะทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๓ ครับ เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๓ สด ๆ ร้อน ๆ นี้เอง ตัวแทนสมาคมองค์กรบริหาร ส่วนท้องถิ่น จำนวน ๔๐ คน บุกทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอเงินทดแทน ให้กับท้องถิ่น ตัวเลขการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย ขณะนี้ตรวจสอบแล้ว นับหมื่นล้านบาท ท่านดูหน้าตาของผู้นำท้องถิ่นแต่ละท่าน อมทุกข์ เคร่งเครียด เพราะท้องถิ่นกำลังถังแตก ไม่มีงบประมาณใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าตอบแทนของพนักงานเก็บขยะ ไม่อย่างนั้นขยะจะเต็มเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาการคลังของท้องถิ่นเหมือน ฝีกลัดหนองที่กำลังใกล้จะแตกลามไปทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๓ หนังสือพิมพ์ พาดหัวข่าวตัวใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถังแตกเริ่มบาน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไฟเขียว เทศบาลนครเกาะสมุยขออนุมัติใช้เงินสะสม จ่ายเงินเดือนพนักงานไปจนกระทั่งถึง นายกเทศมนตรี และยังมีท้องถิ่นอีกจำนวนมากที่ขอใช้เงินสะสมของตนเองจ่ายเงินเดือน พนักงาน เช่นเทศบาลนครแหลมฉบัง และอีกมากมายที่มาชี้แจงข้อมูลกับอนุกรรมาธิการ กฎหมายที่กระผมเป็นประธาน เมื่อครั้งพิจารณาให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง จึงทราบว่าท้องถิ่นเก็บภาษีปีนี้ไม่เข้าเป้านับหมื่นล้านบาทดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันนอกจากประชาชนถังแตกแล้ว ท้องถิ่นก็ถังแตกด้วย น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ จากสถานะการคลังของท้องถิ่นที่ถังแตก ดังกล่าว ทีนี้มาถึงสถานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลบ้าง ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๔ มีข้อมูล ที่ปรากฏชัดเจนว่ารัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศใช้งบประมาณไปแล้ว กว่า ๒๓ ล้านล้านบาท มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ก็คือคนจนกลับเพิ่มขึ้น ๆ สวนทางกับงบที่ลงไป ที่ลงทะเบียนคนจนไว้ขณะนี้มีถึง ๑๔ ล้านคน ปัจจุบันถ้ามีการสำรวจกันใหม่ คนจนคงเต็มบ้านเต็มเมืองแน่นอน นอกจากนี้ตั้งแต่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ บริหารประเทศมาได้กู้เงินมาใช้แล้วเกือบ ๓ ล้านล้านบาท เด็ก ๆ ลูกหลาน ถึงรำพึงกันดัง ๆ ว่าชั่วชีวิตของหนู รัฐบาลก็ยังใช้หนี้เงินกู้ไม่หมด มรดกบาปจะตกแก่รุ่นลูก รุ่นหลานมาใช้หนี้แทนต่อไป ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ นี้รัฐบาลได้ตั้ง วงเงินงบประมาณไว้ ๓.๓ ล้านล้านบาท แต่คาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าจะหาเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจากไหนมาใช้ในการพัฒนา และใช้ในงบประจำ จ่ายเงินเดือนข้าราชการ ลูกจ้าง จะเอาเงินจากไหน ถ้าจะกู้เพิ่มอีก ก็จะเต็มเพดานที่กำหนดไว้ ก็อาจจะขัดกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากที่กระผมได้อภิปรายมาดังกล่าวข้างต้น สรุปชัด ๆ ก็คือปัจจุบันรัฐบาลกลาง ก็ถังแตก ท้องถิ่นก็ถังแตก ประชาชนก็ถังแตก ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศจะเดินหน้าอย่างไร ที่สำคัญเราจะหาทางออกจาก วิกฤติดังกล่าวได้อย่างไร
ท่านประธานที่เคารพครับ ในด้านการเมือง โครงสร้างทางการเมือง เป็นที่ประจักษ์ว่าผิดเพี้ยนไปจากระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไป ทำให้เรามีรัฐบาลที่มี พรรคร่วมรัฐบาลถึง ๑๙ พรรค มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย จึงเป็นรัฐบาลที่ไม่มี เสถียรภาพ ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ หาคนมาร่วมลงทุน ได้ยากอย่างยิ่ง ดังนั้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเติบโตต่ำสุดใน ๑๐ ประเทศอาเซียน เพราะประเทศของเราขาดความเชื่อมั่นทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมือง ก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านประธานว่าผู้ที่ทำให้โครงสร้างการเมืองผิดเพี้ยน และท่านได้เข้ามาบริหารประเทศ ในโครงสร้างทางการเมืองที่ผิดเพี้ยนไปจากระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้สร้างกติกาเพื่อการสืบทอดอำนาจนั่นเอง ดังนั้นเมื่อผลลัพธ์จากการบริหาร ประเทศของท่านก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อสถานะการคลังของรัฐบาล ต่อสถานะการคลัง ของท้องถิ่น และต่อปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ควรจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงของการสรุปการอภิปรายของผมเพื่อเปรียบเทียบให้เพื่อนสมาชิกและประชาชน ที่รับชมอยู่ทางบ้านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ภาพที่ ๕ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เปรียบเสมือนรัฐนาวา ที่มี พลเอก ประยุทธ์เป็นกัปตัน กำลัง แล่นเรือฝ่ามรสุม ฝ่าหินโสโครก ฝ่าภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นกลางทะเล ปริ่ม ๆ น้ำอยู่ ๓ ยอด ซึ่งนับว่าเป็นวิกฤติยิ่ง ภูเขาน้ำแข็งยอดแรกเปรียบเสมือนสถานะทางการคลัง ของรัฐบาลซึ่งอยู่ในขั้นเปราะบาง อาการน่าเป็นห่วง ดังที่ผมได้กราบเรียนไปแต่ต้นว่ากู้เงิน มาใช้แล้วเกือบ ๓ ล้านล้านบาท ไม่รู้จะใช้หมดเมื่อไร ประมาณการรายได้ปีนี้ก็ไม่เข้าเป้า เกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปว่ารัฐบาลถังแตก เป็นภูเขาน้ำแข็งยอดแรก ภูเขาน้ำแข็ง ยอดที่ ๒ เปรียบเสมือนสถานะการคลังของท้องถิ่นก็อยู่ในขั้นเปราะบาง ถึงขนาดที่ท้องถิ่น ต้องขออนุมัติใช้เงินสะสมของตนเอง ไม่อย่างนั้นขยะเต็มบ้านเต็มเมืองแน่ สรุปว่าท้องถิ่น ก็กำลังถังแตก ภูเขาน้ำแข็งยอดที่ ๓ ที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำให้ประชาชนเห็นก็คือปัญหา เศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่มีดัชนีชี้วัดให้เห็นชัดจากตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นอย่าง มีนัยสำคัญ ชี้ชัดว่าการบริหารของรัฐบาลนี้แม้จะใช้เงินมากมายอย่างไรก็ตาม แต่ก็ใช้ไม่เป็น ไม่มีฝีมือ ไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงจนลง ๆ มีแต่หนี้สินรกรุงรัง สรุปว่าประชาชน ก็ถังแตก นอกเหนือจากภูเขาน้ำแข็ง ๓ ลูกดังกล่าวที่สะท้อนวิกฤติศรัทธาของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีสัญญาณอันตรายที่สะท้อนว่ารัฐบาลนี้หมดสภาพ ไร้ความ เชื่อมั่น นั่นคือการลาออกอย่างกะทันหันของนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าด้วยโครงสร้างทางการเมืองที่ผิดเพี้ยนส่งผลให้ ท่านไม่มีอิสระที่จะใช้ความรู้ความสามารถ ตลอดจนประสบการณ์ในภาคธุรกิจมาช่วยชาติ บ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญท่านก็คงจะเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่อาจบริหารบ้านเมืองได้อย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพได้ ท่านจึง ลาออกจากตำแหน่งหลังจากเข้ารับหน้าที่ได้เพียง ๒๗ วัน ในประการสำคัญ สิ่งที่ตอกย้ำ เป็นเสมือนการยืนยันจากประชาชนที่ท่านถามว่าประชาชนเห็นจริงหรือเปล่า เห็นจริง แน่นอนจากโพลล์ (Poll) สำรวจของสวนดุสิตโพล ขอภาพที่ ๕ นะครับ เห็นได้จากสวนดุสิตโพล ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ ๑-๔ กันยายน ๒๕๖๓ และเผยแพร่เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๓ พบประเด็นสำคัญครับ มีประชาชนถึง ๗๑.๑๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีความมั่นคง เน้นนะครับ รัฐบาลนี้ไม่มีความมั่นคงสูงถึง ๗๑.๑๕ เปอร์เซ็นต์ และ ๗๗.๔๙ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ที่สำคัญกว่านั้นครับ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า การบริหารประเทศของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ย่ำแย่ แก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ ผลสำรวจ ของสวนดุสิตโพลดังกล่าว ถ้าเปรียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เป็นนักมวยก็หมดสภาพ ถูกถลุงยับเยิน พี่เลี้ยงต้องโยนผ้ายอมแพ้หมดทางต่อสู้เหมือนนักมวยเมาหมัดเข้ามุมไม่ถูก
ท่านประธานที่เคารพครับ จากข้อมูลที่กระผมได้อภิปรายมาดังกล่าวข้างต้น ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้การบริหารของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากว่า ๖ ปีเศษ ทุกองคาพยพล้วนเดือดร้อน บอบช้ำ สะท้อนผ่านสถานะทางการคลัง ของรัฐบาลกลาง ท้องถิ่น และหนี้สินครัวเรือนของประชาชน โดยไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่จะ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้ได้ เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ บริหารประเทศจนถังแตก ไปทุกภาคส่วน เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ดังที่กระผมได้กราบเรียนมาดังกล่าวข้างต้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะประมาณสถานการณ์ ณ ปัจจุบันได้แล้วว่าผมพอแล้ว ได้หรือยัง จึงขอเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา การประกาศลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีกลางสภาไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่กลับจะเป็นการแสดงสปิริต (Spirit) และเป็น การรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ ประการสำคัญน่าจะส่งผลให้การชุมนุมต่าง ๆ ทั้งปวง ในขณะนี้คลี่คลายลงได้อย่างชะงัด และเมื่อท่านลาออก รัฐสภาก็สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ตามกติการัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ บัญชีรายชื่อที่มีอยู่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก็มีผลงาน ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็น อดีตนายกรัฐมนตรี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมา หลายกระทรวง สภาของเราควรรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้ได้ ไม่ควรมีนายกรัฐมนตรี จากคนนอก ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตมีคำกล่าวว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคดีฉันใด กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่สิ้นคนดีฉันนั้น อย่าห่วงว่าเราจะหาคนดีมาแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง ไม่ได้ ขอขอบคุณครับ