สันติ พร้อมพัฒน์ ชี้แจงแนวทางชดเชยรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเสนอมาตรการเยียวยาในกรอบวงเงิน 53,000 ล้านบาท พร้อมขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายระหว่างปี 2564 ถึง 2566 นอกจากนี้ยังรายงานความคืบหน้าการใช้จ่ายงบประมาณจากกองทุนประชารัฐกว่า 175,400 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนสวัสดิการผู้มีบัตร พร้อมชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถเปิดข้อมูลให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล รวมถึงการจัดทำบัญชีกองทุนให้สอดคล้องกับมาตรฐานภาครัฐ การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการธงฟ้าประชารัฐ และการดำเนินการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง จะขอตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ถึงกรณีการชดเชยรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้ลดลง เนื่องมาจาก การบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ กระทรวงการคลัง ขอชี้แจงต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดังนี้นะครับ ก็คือคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน ได้พิจารณา เรื่องมาตรการช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ มีมติมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และสำนัก งบประมาณ พิจารณาแนวทางการบรรเทาผลกระทบจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากการขยายเวลาการจัดเก็บภาษีและรายได้ของ อปท. ที่ลดลงต่อคณะกรรมการ อนุกรรมการพัฒนาการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในคราวประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓ ได้พิจารณาแนวทางการชดเชยรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเห็นชอบให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรี โดยพิจารณาเบื้องต้นถึง แนวทางการชดเชยให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ในกรอบวงเงิน ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทยอยเสนอขอรับจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำ ๓ ปี ตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ให้กระทรวงมหาดไทยเสนอ ตั้งงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เทศบาล และ อบต. ที่ได้รับ ผลกระทบในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ ๒. ให้กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเสนอ ตั้งงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้ตามที่ได้รับผลกระทบสำหรับการ จัดสรรงบประมาณ เพื่อลดผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงในปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ และในกรณีปี ๒๕๖๔ ที่จะถึงนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณได้แปรญัตติ เงินเพิ่มให้แล้วในปี ๒๕๖๔ จำนวน ๑๐,๖๕๖ ล้านบาท และมีข้อสังเกตว่าทั้งนี้ควร นำเงินสะสมของ อปท. แต่ละแห่ง มาประกอบการพิจารณาในการชดเชยรายได้ด้วยนะครับ อันนี้คือในกรณีคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ เรื่องของการชดเชยรายได้ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีอีกประเด็นหนึ่งที่จะตอบข้อซักถามของ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เรื่องประเด็นการจัดตั้งกองทุนเกี่ยวข้องกับกองทุนประชารัฐนะครับ ตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ซักถามมา ๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่ท่านสมาชิกซักถามนั้น ตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุนมามีการ ใช้เงินไปแล้วจำนวนเท่าไร กระผมขอเรียนว่าในช่วงระยะ ๓ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบัน กองทุนได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้นรวม ๑๙๕,๐๐๓ ล้านบาท โดย ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ กองทุนมีการใช้จ่ายเงินเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตร จำนวน ๑๔.๖ ล้านคน รวมคิดเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๑๗๕,๔๐๐ ล้านบาทแล้ว โดยขอ ยกตัวอย่างการช่วยเหลือสวัสดิการที่สำคัญ เช่น สนับสนุนค่าอุปโภคบริโภค จำนวน ๑๒๐,๔๗๔ ล้านบาท การพยุงการบริโภค จำนวน ๑๖,๒๐๐ ล้าบาท มาตรการการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีบัตร จำนวน ๗,๑๐๐ ล้านบาท เงินช่วยเหลือ สำหรับผู้สูงอายุ จำนวน ๕,๐๐๐ ล้านบาท สนับสนุนค่าใช้จ่ายปุ๋ยเพื่อบรรเทาภาระให้กับ เกษตรกร จำนวน ๔,๐๐๐ ล้านบาท สนับสนุนค่าไฟฟ้า จำนวน ๑,๓๐๐ ล้านบาท สนับสนุน ค่าโดยสารรถไฟ จำนวน ๗๔๙ ล้านบาท เป็นต้น
ประเด็นที่ ๒ เพราะเหตุใดสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถึงไม่แสดง ความเห็นว่ากองทุนได้กระทำถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังหรือไม่ โดยให้ ความเห็นว่าไม่สามารถขอฐานข้อมูลในการตรวจสอบได้นั้น กระผมขอเรียนว่าข้อมูลผู้มีบัตร นั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ลงทะเบียน ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีบัตร ดังนั้น จึงไม่สามารถนำข้อมูลผู้มีบัตรทั้งหมดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินออกไปตรวจสอบได้ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล อย่างไรก็ดีกระทรวง การคลังจะหาแนวทางในการดำเนินการร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามข้อสังเกต ดังกล่าวต่อไป
ในประเด็นที่ ๓ การจัดทำบัญชีกองทุนไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี ภาครัฐของกรมบัญชีกลาง และทำให้บัญชีขาดความน่าเชื่อถือ และมีการทุจริตหรือไม่นั้น กระผมขอเรียนว่าการจัดทำบัญชีกองทุนเป็นไปตามมาตรฐานทางบัญชีภาครัฐและนโยบาย การบัญชีภาครัฐ รวมทั้งได้มีการปรับปรุงรายการบัญชีตามเกณฑ์คงค้างต่าง ๆ และได้ ดำเนินการชี้แจงต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ประเด็นที่ ๔ การดำเนินงานของกองทุนช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการ รายใหญ่นั้น กระผมขอเรียนชี้แจงว่าการดำเนินงานของกองทุนไม่ได้เป็นการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่มุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็ก ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งช่วยให้ร้านโชห่วยเล็ก ๆ ที่เข้ามาเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ สามารถขายสินค้าได้และมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีกำไรเพียงพอที่จะสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของชุมชนที่มีร้านค้าธงฟ้าประชารัฐตั้งอยู่ โดย ณ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ มีร้านธงฟ้าที่รับชำระเงินค่าสินค้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งสิ้นประมาณ ๙๐,๗๖๓ ร้านค้า ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จำนวน ๑๔.๖ ล้านคน ซึ่งเป็นการ ใช้จ่ายผ่านร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าปลีก และร้านค้าขนาดเล็ก คิดเป็นสัดส่วน มากกว่าร้อยละ ๙๕ ของการทำรายการทั้งหมด จึงกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ ตั้งข้อซักถามทั้ง ๔ ประเด็น ให้เพื่อทราบนะครับ ขอบคุณครับ