อนุพงษ์ เผ่าจินดา ชี้แจงโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว โดยอธิบายที่มาของโครงสร้างและหนี้สิน รวมถึงผลกระทบจากการโอนให้กรุงเทพมหานคร และเสนอให้รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมทุนเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ในช่วงนี้ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงเรื่องโครงการรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) หรือสายสีเขียว เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ประเด็นที่อยากจะเรียนก็คือว่า มีข้อกังขาว่าเป็นการเอื้อนายทุน มีผลประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ อยากจะเรียนเป็นประเด็น ให้ทราบว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่โครงสร้างทางกายภาพ ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในส่วนแรกเลยคือสีเขียวเข้มที่เราเรียกว่าสีเขียวหลักก็แล้วกัน อันนี้การดำเนินการในช่วงเริ่มต้นนั้นบีทีอส (BTS) ในขณะนี้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ใช้งบประมาณของตนเอง เป็นสายเดียวในประเทศไทยที่เอกชนลงทุนเอง รัฐไม่ได้ลงทุนให้ รัฐจัดหาที่ให้เขาลงทุนทั้งหมด โดยผลประโยชน์ตอบแทนนั้นคือค่าโดยสารที่เก็บได้ในช่วง สัมปทาน ๓๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปี ๒๕๗๒ เป็นที่มาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก ต่อมากรุงเทพมหานครก็ไปต่อไว้อีกเรียกว่าส่วนต่อขยาย ๑ โดยใช้งบประมาณของ กรุงเทพมหานครเอง โดยเคที (KT) เป็นผู้ดำเนินการต่อไป สรุปมาถึงตรงนี้รวดเร็ว เมื่อหมด ระยะเวลาสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ สายที่เป็นสีเขียวเข้มทั้งหมดจะเป็นของกรุงเทพมหานคร ปัญหาเริ่มเกิดครับ รัฐบาลในสมัยปี ๒๕๕๑ ได้ไปมอบให้ รฟม. ไม่ใช่ กทม. ไปสร้างส่วน ต่อขยายที่มีปัญหาคือต่อขยาย ๒ ทางเหนือและทางใต้ เขียวเหนือ เขียวใต้ ที่ท่านเรียกกัน สรุปตอนนี้ถ้าพ้นสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ รฟม. จะมีส่วนต่ออยู่ทางนี้ ในการดำเนินการต้อง จ้างเขาเดินรถแล้วขาดทุนแน่นอนเพราะทุกวันนี้ก็ขาดทุน จะต้องขาดทุนแน่นอน ปัญหา เกิดขึ้นแล้วว่าแล้ว รฟม. จะทำอย่างไร หนี้สินทั้งหมดเบ็ดเสร็จ งานโครงสร้างก็จะอยู่ ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีของรัฐบาลให้ไปอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดอกเบี้ยปีละ ๑,๓๐๐ ล้านบาท แล้วค่าจ้างเดินรถที่ขาดทุนทุกปีจะทำอย่างไร รฟม. ไม่มีความสามารถ ที่จะทำได้แน่ รัฐบาลนี้จึงได้โอนโครงสร้างนี้ให้กับกรุงเทพมหานครดำเนินการ การดำเนินการนั้นก็มีปัญหาแรกเลย ก็เป็นการดำเนินการนอกเขตของกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครก็ได้ขออนุมัติความเห็นชอบต่อสภากรุงเทพมหานคร ได้ขอความเห็นชอบ และความยินยอมจากเทศบาล ๒ แห่งของจังหวัดปทุมธานี และ ๓ แห่งของจังหวัด สมุทรปราการ เพื่อให้สามารถดำเนินการนอกพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ ก็มาถึงว่าเมื่อจะ ดำเนินการบริการพี่น้องประชาชนก็เกิดปัญหาให้กับ ๒ คน คือประชาชน เพราะว่า ๑. อยู่ในสัมปทาน ๒. คือจ้างเดินรถอยู่ ประชาชนก็ได้รับผลกระทบอันดับแรกคือ ค่าเดินทางตลอดสายสูงสุด ๑๕๘ บาท ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ถ้าจะไม่เสีย ภาระจะกลับไป ตกหนักกับกรุงเทพมหานครอีก ที่ว่านี้ ๑๐ ปี ประชาชนต้องได้รับผลกระทบ ๑๐ ปีเต็ม ๆ ถ้าใครเดินทางทุกวัน ๑๐ ปีก็เป็นภาระที่ไม่ควรเกิดกับประชาชนนะครับ ส่วนสำคัญต่อไปคือ หนี้สินของกรุงเทพมหานครทั้งก้อนประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ แบ่งเป็น งานโครงสร้างในช่วงแรกเลย ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ในส่วนนี้มีดอกเบี้ยประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาทต่อปี เงินต้นยังไม่ต้องจ่าย หมดสัมปทาน ปี ๒๕๗๒ แล้วมาจ่ายกัน แต่เป็น หนี้สาธารณะ ซึ่ง กทม. ต้องรับผิดชอบ ส่วนค่าใช้จ่ายที่มีเพื่อจะให้เดินรถได้ เช่นการติดตั้ง ระบบ หรืออีแอนด์เอ็ม (E&M) ที่รู้จักกัน ดอกเบี้ยเงินกู้ เรื่องของภาวะเดินรถขาดทุนทั้งหมด ตัวเลขก็อยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษเช่นเดียวกัน ตรงนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับ กรุงเทพมหานคร หลาย ๆ คนก็บอกว่าไม่ต้อง ไม่ต้องไปทำอะไร ให้กรุงเทพมหานครทำมาดู กรุงเทพมหานครจะทำได้อย่างไร จะใช้เงินสะสมหรือสภาพคล่อง กรุงเทพมหานคร ทำไม่ได้แน่ สภากรุงเทพมหานครไม่สามารถอนุมัติได้แน่นอน จะใช้เงินกู้ก็ไม่สามารถกู้ได้ อีกแล้วเพราะไปกู้ติดของเดิม ดอกเบี้ยก็ยังไม่มีจะจ่าย เดินรถก็ขาดทุนอีก ค่าอีแอนด์เอ็ม (E&M) ก็ต้องจ่ายอีก รวมทั้งจะไปออกตราสารหนี้หรือพันธบัตรอะไรก็แล้วแต่ ภาระที่เกิดมาจาก การออกพันธบัตรของกรุงเทพมหานครไม่สามารถรับได้เลย และสภากรุงเทพมหานคร ก็คงไม่สามารถที่จะให้ไปทำได้ ในขณะที่ตัวเองไม่มีสภาพคล่องเลย หนทางที่กรุงเทพมหานคร จะทำเองหมด ไม่มีทางทำได้ด้วยประการใด ด้วยเงินเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กรุงเทพมหานครทำไม่ได้แน่ ก็เหลือหนทางเดียวคือร่วมทุน ผมจะข้ามตรงนี้ไปก่อน เดี๋ยวจะ ไปว่าเรื่องร่วมทุนนะครับ ลองไปดูว่าให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลก็มี หนทางเดียวคือให้เงินอุดหนุน ก็เกิดแง่คิดว่ารัฐบาลต้องมีหนี้สาธารณะเพิ่ม ต้องแบกรับภาระ เอาเงินคนทั้งประเทศให้กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเดียว ในประเทศไทยทั้งหมด ๗,๘๕๐ แห่ง ตัวเลขในขณะนี้นะครับ ลองคิดดูว่าถ้ารัฐบาลสามารถ มีเงินตัวนี้เอาแค่ไปดูพี่น้องประชาชนได้ กับการที่จะให้คนในกรุงเทพมหานครเพียงส่วนเดียว ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งประเทศ รัฐบาลก็ต้องตัดสินใจให้กรุงเทพมหานคร แก้ไขปัญหาเอง ทำไม เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่มีผลประโยชน์ตอบแทนได้ แต่ต้อง มีการบริหารจัดการ ไม่ใช่เป็นโครงการให้เปล่า เพราะฉะนั้นเรื่องการให้รัฐบาลไปดูแลนั้น ก็คงไม่ใช่แนวทางที่น่าดำเนินการ ก็กลับมาที่การร่วมทุน หลายคนก็บอกว่าก็ต้องร่วมทุน ตามปกติตามกลไกปกติ ทุกคนทราบดีเกิน ๑๘ เดือนแน่นอน ๒ ปีกว่าที่จะต้องดำเนินการ ปัญหาก็กลับมาเรื่องเดิมอีก แล้วใครจะแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นทั้งพี่น้องประชาชน กับกรุงเทพมหานครเองเรื่องงบประมาณทั้งหมด ใครจะดำเนินการ ทาง คสช. ก็มีแนวทางว่า ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้มันรวดเร็วขึ้น โดยตั้งคณะกรรมการมาดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อแก้ปัญหา หลักใหญ่ก็คือว่าไม่ให้กรุงเทพมหานครกับรัฐบาลมีภาระ ประชาชนได้รับความสะดวกสูงสุด ตรงนี้ก็เป็นแนวทาง เดี๋ยวผมจะพูดในรายละเอียด ผมขอไปตรงที่ว่าหลายคนบอกว่า ให้ยกเลิกสัมปทาน ขอเรียนว่าบีทีเอส (BTS) ได้เอาสัมปทาน ๑๐ ปีนี้ไปดำเนินการผูกพัน เอารายได้ในอนาคตไปตั้งกองทุน แล้วเอากองทุนไปลงทุน ๗ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ไป ยกเลิกโครงการนี้เป็นไปไม่ได้เลยทั้งสิ้น การจะปล่อยให้สัมปทานหมดก็จะกลับไปปัญหาเดิม แล้วตอนนี้จะปล่อยกันไป ๑๐ ปี ใครจะรับผิดชอบทั้งภาระของประชาชน และ กทม. คสช. จึงได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ตัวคณะกรรมการที่ตั้งมานั้นเมื่อเทียบแล้วกับ ตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนครบหมด มีตัวแทนของเจ้าของโครงการ มีอัยการสูงสุด มีสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มีผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ ท่าน มีปลัดกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ก็เป็นหน่วยเจ้าของโครงการ เมื่อเทียบกันนะครับ นอกจากนั้นในคำสั่งนี้ยังมี ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรอิสระ ตามข้อตกลงคุณธรรม อันนี้สำคัญ ร่วมตั้งแต่ต้นในการเจรจาตกลง รวมแล้วองค์ประกอบ ของกรรมการชุดนี้ก็เทียบเคียงได้กับ พ.ร.บ. ร่วมทุน แต่เข้มข้นกว่าเพราะมีกรรมการ มากกว่าไปเจรจา พูดโดยทฤษฎีตอนนี้ก็ต้องเชื่อในเรื่องความบริสุทธิ์ ถ้ามันโชคร้ายจะมีการ ทุจริต พูดง่าย ๆ มันต้องเกิดผล ผมคิดว่าในทฤษฎีของผมคือว่าต้องมั่นใจว่าเรา มีคณะกรรมการที่เป็นผู้ที่มีอำนาจอยู่ในกระบวนการ ก็ต้องเชื่อมั่นว่าเขาต้องแก้ปัญหานี้ได้ ในการเจรจานั้นก็อยู่บนพื้นฐานของประชาชนได้ค่าโดยสารที่เหมาะสมเป็นธรรม ไม่มีค่าแรกเข้า ซ้ำซ้อน สามารถเดินทางได้ตลอดสาย เรียกว่าทรู โอเปอเรชัน (Through operation) ค่าโดยสารทั้งสายตลอดสายไม่เกิน ๖๕ บาท กทม. และรัฐบาลไม่มีภาระหนี้ ผลตอบแทน ลงทุนของเอกชนอัตราเหมาะสม ขณะนี้ที่เจรจากันอยู่ที่ ๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ในเกณฑ์ มาตรฐานของการลงทุนของโครงสร้างพื้นฐานนี้ ถ้าได้มากกว่าก็ต้องให้กรุงเทพมหานคร มากกว่า ถามว่าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เป็นอย่างไร ในช่วงที่อยู่ในสัมปทานนี้ อย่างที่เรียน แล้วไปยุ่งกับเขาไม่ได้ เพราะเขาไปผูกภาระทางการเงินไว้แล้ว กรุงเทพมหานครจ้างเขาเดินรถ ขาดทุนทั้ง ๒ ส่วน ต่อขยาย ๑ ต่อขยาย ๒ มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด ทางบีทีเอส (BTS) เคลียร์ (Clear) ตรงนี้ให้หมดเลยในช่วง ๑๐ ปีแรก กรุงเทพมหานครไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายอะไรเลย แต่เนื่องจากว่าในช่วง ๑๐ ปีแรกมันไม่มีอะไรจะไปเจรจากับผู้ประกอบการได้เลย ก็ต้องเอา ผลประโยชน์ในอนาคตมา อย่าเพิ่งเรียกว่าสัมปทาน เอามาคำนวณว่าผลประโยชน์ที่มี เอามาหักลบกับตรงนี้ ใน ๑๐ ปีนี้ใช้หนี้หมดทุกอย่างแล้ว พอเลย ๑๐ ปีไปเจ้าของบริษัท บริษัทได้ กรุงเทพมหานครได้เงินไปจ่ายต้นค่าโครงสร้างพื้นฐาน หักลบกลบหนี้กันแล้วทาง ผู้ประกอบการได้ อีไออาร์อาร์ (EIRR) ๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นการสมควร นั่นคือแนวทาง ก็เลยเป็นการไปบอกว่า ๔๐ ปี ผมเรียนย้ำ ๑๐ ปีแรกยึดเขา เขามีค่าโง่แน่นอนไม่มีทาง เลิกเขาอย่างไรก็ไม่ได้เพราะเขาไปผูกพันภาระไว้กับกองทุน ๗ ปีมาแล้ว เพราะฉะนั้นจะเอา อะไรตรงนี้ไปได้ ก็ต้องเอาผลประโยชน์ในอนาคตมาแลกกัน ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปตกที่รัฐบาล ถ้าไม่ผ่านใด ๆ ทั้งสิ้น กทม. มีทางเดียวคือต้องคืนให้รัฐบาล รัฐบาลก็ต้องไปโอบอุ้มให้ รฟม. ต่อ ไม่มีทางอื่นเดิน ผมเรียนยืนยันว่าไม่มีทาง ถามว่าลดน้อยกว่า ๓๐ ปีได้ไหม ลดน้อยกว่านี้ เขาเจรจาแล้วก็ไม่ได้ เพราะรายได้มันก็จะต่ำกว่า ๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็คงไม่ใช่เป็นการลงทุน ที่จะทำได้ ต่ำสุดได้ประมาณ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เรียนข้อเท็จจริงให้ทราบ ทั้งหมดก็เป็น ที่มาของการเจรจา แล้วก็เป็นข้อยุติที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผมขอเลยไปสักเล็กน้อยเรื่องของค่าโดยสารที่มีการพูดกันมาก บอกว่าค่าโดยสารแพงที่สุด ในโลก อันนี้เป็นหลักฐานจริง จะเห็นได้ว่าในนี้ถ้าไม่นับสีที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ โตเกียว ทุกคนแพงกว่ากรุงเทพมหานครหมด แต่พอดูสีน้ำเงินที่เป็นค่าโดยสารจริง ถูกกว่า สิ่งที่ถูกกว่าเพราะเงินสนับสนุนจากรัฐบาลก่อสร้างงานโยธา สิทธิประโยชน์หรือรายได้ของ รอบสถานี บนสถานี เงินสนับสนุนหรือซับซิไดซ์ (Subsidize) จากรัฐบาลเป็นรายปีจึงทำให้ ค่าโดยสารเขาต่ำกว่า อันนี้คืออยากจะเรียนให้ทุกคนได้ทราบ อีกเรื่องหนึ่ง ผมจบแค่นี้นะครับว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เอื้อ ไม่เช่นนั้น กทม. ไม่มีทางอื่น ไม่มีทางใดเลยต้องคืน โครงการนี้ให้ รฟม. รฟม. เองก็ไม่มีหนทางจะทำอะไรได้นอกจากรัฐบาลเอาเงินไปให้ เขาทำอะไรไม่ได้ เขามีส่วนต่อขยายอยู่นิดเดียวแล้วเดินรถขาดทุนด้วย ไม่มีทางเดิน เขาจะจ้างเดินรถเองก็ไม่ได้เพราะไม่มีความสามารถ จะไปสั่งรถก็ ๓ ปี อย่างไรก็ต้องจ้าง บีทีเอส (BTS) เดิน ต้องให้ทุกคนเข้าใจนะครับ ผมจบในเรื่องนี้แค่นี้
ต่อไปจะไปเรื่องของงบประมาณท้องถิ่น ที่บอกว่าถังแตก ในช่วงที่มี สถานการณ์โควิด (COVID) ตอนนี้ทุกคนมาวิจารณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ตอนนั้นที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนของรัฐบาล ไม่ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการทั้งหมดทุ่มทรัพยากรทั้งสิ้นลงไปแก้ไขปัญหาโดยไม่ได้คิดว่าจะอะไรเลย ทุกส่วนแม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มต้นคนคงลืมแล้วเรามีปัญหาหน้ากาก อนามัย จนบัดนี้เราก็จ่ายประชาชนไม่ได้ รัฐบาลได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สอนให้ ประชาชนเย็บหน้ากากผ้าทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน ๕๐ ล้านชิ้นทั่วประเทศ เตรียมการที่ว่าตั้งแต่เดือนที่ท่านว่า เดือนกุมภาพันธ์ประมาณนั้น เริ่มสอนแล้วก็เริ่มผลิต ท่านไม่เคยสงสัยเลยว่าที่เขาแย่งหน้ากากกันไม่มีทำไมประชาชนไทยถึงมีหน้ากากใช้กัน นั่นเป็นมาตรการป้องกัน แล้วก็เป็นมาตรการต่อเนื่องกันมา ที่ผมเรียนทั้งหมดนั้นทุกหน่วย ในประเทศไทยใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น รัฐบาลนอกจากใช้งบประมาณของทุกหน่วยแล้วยังมี อีกเรื่องหนึ่งซึ่งทำก็คือว่าลดภาระของพี่น้องประชาชน ค่าน้ำ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค ทุกหน่วยงานลดหมด การเก็บภาษีพี่น้องประชาชนที่เราเรียกภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็ลดเพื่อลดปัญหาให้ พี่น้องประชาชน นั่นคือสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนทุกคนคงไม่ปฏิเสธที่เราต้องไปดูเขา แต่ผลกระทบกลับมานั้นมีแน่นอน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับผลกระทบ รายได้จัดเก็บ ไม่ได้ที่ท่านพูดว่าถังแตก อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าภาษีรัฐบาลก็น้อยลงทุกเรื่อง การไฟฟ้า ผลประกอบการต้องมาดูแลพี่น้องประชาชน เขาก็ไม่มีรายได้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ให้รัฐบาล ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ที่ผมเรียนทั้งหมดมานี้ทุกคนได้รับผลกระทบหมด แน่นอน ไม่มีใครเตรียมการก่อนแต่แก้ปัญหาได้ ก็เรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า แล้วรัฐบาลมีแนวทางที่จะช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไร ผมขอเรียนชี้แจง เท่านี้ครับ