พิพัฒน์ แจงผลกระทบโควิด-19 กระทบท่องเที่ยว-กีฬา รัฐเยียวยา 2.2 หมื่นล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

พิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงผลกระทบของโควิด-19 ต่อภาคการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมเสนอมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและเชิญชวนชาวต่างชาติที่พำนักในไทยให้เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมได้รับมอบหมาย ให้มาชี้แจงเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้นตอนต้นปีจนถึงขณะนี้ ซึ่งประเทศจีนได้ปิดประเทศเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๓ และประเทศไทยได้ปิดประเทศเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๓ จากเหตุการณ์ที่เกิดโรคระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเสาหลักเสาหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีรายได้จากการท่องเที่ยวและกีฬา ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ส่วนปีนี้ถ้าหากไม่มีการเกิดโรคระบาด ทางรัฐบาลก็ประมาณการว่าการท่องเที่ยวและกีฬา น่าจะมีรายได้เข้าสู่ประเทศประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์โรคระบาด โควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วสิ่งที่คาดหวังไว้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ตั้งแต่มีการระบาด แล้วก็ปิดประเทศ จนกระทั่งมีการเริ่มเปิดให้มีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่ เดือนมิถุนายนถึงปัจจุบันนี้ เรามีนักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศที่เข้ามาก่อนที่จะมีการ ปิดประเทศประมาณ ๖.๗ ล้านคน แล้วก่อนที่จะมีการหยุดหรือล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ เรามีการท่องเที่ยวภายในประเทศ ๓๔ ล้านคน/ครั้ง มีรายได้รวมทั้งภายในประเทศ และจากต่างประเทศประมาณ ๕.๑๘ แสนล้านบาท พอหลังจากเปิดประเทศใหม่คราวนี้ มีการท่องเที่ยวภายในประเทศ ถึงปัจจุบันนี้เราไม่มีนักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศเกิดขึ้น ในประเทศไทย เพราะขณะนี้เรามีเพียงการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้มีการ ทุ่มงบประมาณเพื่อเชิญชวนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งตรงนี้ตัวผมเองในฐานะที่ดูแล เรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ของบประมาณจากท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเงิน ๒๒,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ รายการด้วยกัน คือ ให้กับ อสม. ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน คนละ ๒,๐๐๐ บาท คือ ๒,๔๐๐ ล้านบาท ช่วยสำหรับคนท่องเที่ยว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๕ ล้านห้อง สูงสุดรัฐบาลรับผิดชอบไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท แล้วก็ค่าอาหารวันละ ๖๐๐ บาท ค่าเครื่องบิน ๒ ล้านที่นั่ง รัฐบาลช่วยเหลือ ๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เงินเหล่านี้มีการจองห้องพักโครงการเราเที่ยวด้วยกัน มีผู้แสดงสิทธิการจอง ประมาณ ๕ ล้านคน แต่ใช้สิทธิไปแล้วประมาณ ๘๕๑,๓๒๑ ห้อง มีการใช้เงินหมุนเวียน สำหรับค่าห้องประมาณ ๒,๕๒๔.๓ ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการใช้จ่ายโดยประชาชน ๑,๕๖๘ ล้านบาทเศษ รัฐบาลสนับสนุน ๙๕๖ ล้านบาทเศษ ค่าใช้จ่ายค่าอาหาร และเครื่องบิน ประมาณ ๒๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท โดยประชาชนเป็นผู้ออก ๑๖.๗ ล้านบาท รัฐบาลสนับสนุน ๖.๙ ล้านบาท และที่สำคัญที่สุดช่วงวันหยุดยาวในวันที่ ๔-๗ กันยายน ที่ผ่านมา มีการจัดเก็บสถิติซึ่งจะเห็นว่าคนไทยมีการท่องเที่ยวในประเทศประมาณ ๒.๒๙ ล้านคน มีเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ ๘,๘๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ อย่างหนึ่งว่าถ้ามีวันหยุดยาวหรือวันหยุดสุดสัปดาห์คนไทยเราก็ยังนิยมที่จะไปท่องเที่ยวกัน แต่ที่สำคัญที่สุด ถ้าหากว่าการท่องเที่ยวถ้าจะอาศัยเฉพาะคนในประเทศไทยเที่ยวในประเทศ ไทยซึ่งในปีที่แล้วประมาณการก็แค่ ๑ ใน ๓ ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด เพราะฉะนั้นรายได้จากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งโดยเป็นส่วนใหญ่ประมาณ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ขณะนี้ถึงแม้รัฐบาลไทยเรา ประเทศไทยเรายังไม่รับนักท่องเที่ยวจากชาวต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของเราได้ประสานกับกลุ่มเอสแพ็กหรือทูตานุทูตต่าง ๆ คือชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ ในประเทศไทยก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) มีประมาณ ๒.๔ ล้านคน ซึ่งทางกระทรวงและทาง ททท. ได้ทำการประสานกับชาวต่างชาติกลุ่มนี้ว่าเราจะหา วิธีอย่างไรเชิญชวนให้ชาวเอสแพ็กกลุ่มนี้ ประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ คนให้เกิดการท่องเที่ยว เกิดการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งเราหวังว่าในระยะเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีประมาณ ๓ เดือนกว่า เราคาดว่าในกลุ่มเอสแพ็กตรงนี้ก็หวังว่าคนหนึ่งอยากจะเชิญชวนให้ได้เที่ยวสักคนละ ๒ ครั้ง ก็ประมาณสัก ๔.๘ ล้านคน/ครั้ง ซึ่งตรงนี้สำหรับชาวต่างประเทศการใช้จ่าย ก็น่าจะมากกว่าการท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยคนไทย ซึ่งตรงนี้ใน ททท. ได้เริ่มจัด แคมเปน(Campaign) แล้วก็มีการจัดลักษณะว่าเป็นทัวร์ (Tour) แทนที่จะจัดเป็น เอาต์เบานด์ (Outbound) ก็จัดลักษณะของกรุ๊ปทัวร์ (Group tour) เพื่อนำท่องเที่ยว ในประเทศโดยนำชาวต่างประเทศไปเที่ยวตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีการจัดแคมเปน (Campaign) หลาย ๆ แคมเปน (Campaign) ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ และที่สำคัญที่สุดครับ สิ่งที่ตัวผมเองอยากจะขอจากรัฐบาลไทยก็คือการนำเขยของ ประเทศไทยก็คือชาวต่างชาติที่มีครอบครัวในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณสัก เกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ครอบครัว แต่ที่สำคัญที่สุดปัจจุบันนี้มีตกค้างอยู่ในต่างประเทศ ประมาณ ๖๔,๐๐๐ คน ซึ่งในคนเหล่านี้ทางภรรยาบ้าง ตัวคนชาวต่างชาติเองบ้าง ได้แสดงความจำนงว่าขอกลับประเทศไทย ซึ่งต้องการมาเยี่ยมครอบครัว ต้องการกลับมาอยู่ ประเทศไทย ซึ่งคนเหล่านี้บางส่วนได้กลับมาในประเทศไทย แต่คนเหล่านี้ทุกคนต้องได้รับ การกักตัว ๑๔ วัน ก็คือเอเอสคิว (ASQ) ออลเทอร์นาทิฟ สเตต ควอรันทีน (Alternative State Quarantine) ซึ่งเปรียบเสมือนกับคนไทยที่กลับจากต่างประเทศคือเราต้องมาอยู่ ในสถานที่ทางรัฐบาลจัดให้ ๑๔ วัน แต่ชาวต่างประเทศทั้งหมดต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ทั้งหมดนะครับ และที่สำคัญที่สุดทางกระทรวงได้มีการนำเสนอผ่าน ครม. ไปแล้วใน ๔-๕ กลุ่ม ก็คือกลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์ แล้วก็ไทยแลนด์ อีลิต การ์ด (Thailand Elite Card) ประชุมสัมมนาของไมซ์ (MICE) แล้วก็ลานรักษาพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้เป็นผู้ป่วย ที่มีประวัติอยู่ในโรงพยาบาลในประเทศไทย โดยที่ไม่ใช่มารักษาโรคโควิด (COVID) และ นักธุรกิจที่จะเข้ามาประชุม ซึ่ง ๕ กลุ่มนี้ปัจจุบันนี้เริ่มมีการทยอยเข้ามาสู่ประเทศไทยแล้ว สุดท้ายก็คงจะต้องถึงเวลาแล้วครับที่ว่าในเมื่อสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าก็ยังไม่พอสำหรับการ ขยายตัวของการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งที่เราจะเห็นว่าปัจจุบันนี้ ในหลาย ๆ จังหวัด โรงแรมนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นเมืองหลักของประเทศไทย โรงแรม ประเภทโรงแรม ๔ ดาว ๕ ดาว ๖ ดาวตรงนี้ยังเปิดไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี หรือแม้กระทั่ง กรุงเทพมหานครเองนะครับ แล้วที่สำคัญที่จังหวัดเชียงใหม่ก็เช่นกัน ซึ่งตรงนี้จะต้องถาม คนไทยทั้งประเทศว่าเราจะปล่อยให้สภาวะเศรษฐกิจของเราอย่างนี้ไปได้อย่างไร ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้อยู่ที่คำตอบของคนไทยทั้งประเทศครับ เพราะวันนี้เราได้เกียรติยศจากคำว่า เราสามารถเป็นประเทศที่มีการป้องกันของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ลำดับต้น ๆ ของโลก แต่ขณะนี้ในเมื่อเราป้องกันได้แล้วทำไมเราถึงไม่คิดว่าจะใช้โอกาสตรงนี้ให้เป็นสิ่งที่ ทำอย่างไรครับ สิ่งที่ว่าโอกาสตรงนี้เอามาเป็นผลประโยชน์สำหรับประเทศไทย ซึ่งผมคิดว่า คนทั้งโลกปัจจุบันนี้กำลังต้องการอยากที่จะมาประเทศไทย แต่แน่นอนครับ ผมก็จะเรียน ให้ท่านสมาชิกทราบในที่นี้ คนที่จะเข้ามาในประเทศไทยทุกท่านต้องได้รับการกักตัว ๑๔ วัน ตามที่ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ไม่ว่าจะเป็นเอเอสคิว (ASQ) หรือ เอแอลเอสคิว (ALSQ) เอแอลเอสคิว ก็คือ ออลเทอร์นาทิฟ โลคัล สเตต ควอรันทีน (Alternative Local State Quarantine) นะครับ สิ่งเหล่านี้ก็ขอทำความเข้าใจกับคนไทยทุก ๆ คนว่าวันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ของเราไม่ได้หยุดเฉย ไม่ได้ละเลย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้ เรากำลังคิดว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อจะนำรายได้เข้าประเทศให้สะท้อนกลับไปถึงปีที่ผ่าน ๆ มาว่า วันนี้แน่นอนปีนี้เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับปีหน้าเราจะทำอย่างไรให้การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ให้กลับมาสู่สภาวะเดิมให้ได้ และที่สำคัญที่สุดวันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของเรา ได้มีการจัดการประกวดเรื่องของทราเวล เทค สตาร์ตอัป ซีซัน ๒ (Travel Tech Startup Season 2) ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็คือจัดหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อมา สนับสนุนการท่องเที่ยวและเปิดโอกาสให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่มานำเสนอความคิดใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นตัวช่วยในโครงการนี้ มีผู้สมัครประมาณ ๒๖๐ ทีม ซึ่งขณะนี้เราตัด