วิษณุ เครืองาม ชี้แจงประเด็นงบประมาณการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการจัดตั้งกระทรวงใหม่ ย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเร่งแก้ปัญหาที่ไม่ต้องอาศัยกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน โดยยังได้ชี้แจงถึงบทบาทรัฐบาลในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ยืนยันความเคารพของนายกรัฐมนตรีต่อศาสนา พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษ ชี้แจงเหตุร่าง พ.ร.บ. อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาไม่ผ่านความเห็นชอบเนื่องจากเกี่ยวข้องกับงบประมาณ และย้ำว่าการคืนผ้าเหลืองเป็นอำนาจของคณะสงฆ์ ไม่ใช่รัฐบาล รวมถึงชี้แจงกรณีพิพาทคดีเหมืองทองอัคราที่ยังไม่มีคำตัดสินแพ้ชนะหรือการจ่ายค่าเสียหาย 30,000 ล้านบาทตามที่กล่าวอ้าง ยืนยันว่ามีเพียงค่าใช้จ่ายทางกฎหมายระหว่างดำเนินคดี และอยู่ระหว่างการเจรจาตามข้อเสนอของอนุญาโตตุลาการ
ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตใช้เวลาสภาเพื่อที่จะตอบคำถามในส่วนของญัตติตามมาตรา ๑๕๒ นั้น เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่ให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งคำถามสอบถาม และให้ ข้อเสนอแนะ ในส่วนของข้อเสนอแนะนั้นเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ยินดีที่จะรับไป แต่ในส่วนของคำถามนั้นเมื่อเกี่ยวข้องกับท่านผู้ใดที่รับผิดชอบก็คงจะต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในส่วนที่รับผิดชอบนั้น มีคำถามในส่วนที่มาเกี่ยวพันกับ ความรับผิดชอบ หรือผมเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่บางข้อ ก็ขออนุญาตที่จะเรียนเสียในตอนนี้ ประการแรกมีท่านสมาชิกบางท่านได้พูดถึงเรื่องของ งบประมาณในส่วนของการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการว่าครั้งสุดท้ายนี้ จะเห็นว่าลดน้อยถอยลงไปน้อยกว่างบกลางซึ่งเคยอยู่ในอันดับที่รองจากงบของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นเช่นนั้นก็ต้องกราบเรียนนะครับว่าเวลาเราเอ่ยถึงงบ กระทรวงศึกษาธิการในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นมันก็คืองบของการศึกษาในระดับโรงเรียน ในระดับมหาวิทยาลัยทั้งหมดรวมกันอยู่จึงเป็นก้อนใหญ่ แต่เมื่อบัดนี้มีการตั้งกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แยกออกมา งบที่เคยอยู่ในส่วน กระทรวงศึกษาธิการก็แบ่งออกไปเป็นงบของกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็แบ่งออกไปเป็นงบ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะฉะนั้นมันก็จะแบ่งกันอยู่ อย่างนี้ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนในส่วนของตัวเลข ประการที่ ๒ มีท่านสมาชิกบางท่าน ได้สอบถามถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปประเทศนั้นเป็นภาระที่ขณะนี้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายหลายฉบับกำหนดไว้ว่าต้องทำ เมื่อกำหนดอย่างนั้นก็ต้องทำกัน แต่คนที่จะทำนั้น ก็คงจะไม่ใช่คณะรัฐมนตรี ๓๖ คนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคณะใดก็ตาม หากแต่เป็นภารกิจของ กระทรวงทั้ง ๒๐ กระทรวง กรมทั้ง ๑๔๐ กรม และเป็นภารกิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง ๓ ล้านคนที่มีอยู่ทั่วประเทศ บางเรื่องก็เป็นภารกิจที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมด้วย ฉะนั้น งานปฏิรูปประเทศไม่ใช่งานที่จะทำได้สำเร็จในเร็ววัน คงจะต้องอาศัยระยะเวลาหนึ่ง ความร่วมมือ ทัศนคติ การกระทำ แล้วก็ยังจะต้องออกกฎบัตรกฎหมาย รวมทั้งใช้ งบประมาณเป็นจำนวนมาก ความจริงรัฐบาลก็ได้ทำรายงานเสนอมายังสภาแห่งนี้เป็นประจำ ทุกวงรอบ ๓ เดือนอยู่แล้ว แล้วก็ได้ข้อเสนอแนะดี ๆ จากท่านสมาชิกไปทุกครั้งที่มาเสนอ รายงาน ก็นำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีที่จะปรับปรุงพัฒนาแก้ไขต่อไป เมื่อวานนี้มีการ ประชุมวุฒิสภาก็ได้เสนอรายงานในส่วนที่อยากเห็นการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะวงรอบ ต่อไป จังหวะเดียวกันกับเมื่อวานนี้ที่ตอนเช้า ตอนบ่าย วุฒิสภาเขาว่ากันในเรื่องของการ ปฏิรูปประเทศ ซึ่งเขาก็ว่ากันถึง ๒ สัปดาห์กว่าจะจบเรื่องปฏิรูปในวงรอบนี้ ก็เป็นจังหวะ เดียวกับเมื่อวานวันอังคารที่คณะรัฐมนตรีประชุม แล้วก็มีเรื่องการปฏิรูปประเทศเข้าไป ในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ได้กำชับว่า การปฏิรูปนั้นอย่าไปทำแบบฉาบฉวย อย่าไปเอางานปกติ งานประจำมาอ้างว่าเป็นการปฏิรูป ให้เลือกเอาส่วนที่โดดเด่น ภาษาอังกฤษอาจจะใช้กันคุ้นหูมากกว่าว่าบิ๊กล็อก (Big lock) ภาษาไทยเราใช้คำว่าที่มีนัยสำคัญขึ้นมา เอาว่าในรอบ ๓ เดือนเอาสักเรื่องหนึ่งก็ยังดี แล้ว ๓ เดือนต่อไปค่อยเปลี่ยนไปทำเรื่องใหม่ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๓ คณะ ที่ตั้งใหม่ก็ยินดีที่จะไปทำ และขณะนี้เขากำลังขะมักเขม้นในการที่จะปรับปรุงแก้ไข แผนปฏิรูปประเทศที่เคยทำเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วเพื่อจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีในปลายเดือนนี้ ซึ่งก็จะเป็นการปรับหรือเปลี่ยนแผนปฏิรูปประเทศใหม่เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โควิด-๑๙ (COVID-19) สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้อง กับความคิดเห็นของกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง ๑๓ คณะที่เพิ่งตั้งเข้ามาใหม่ ซึ่งหลายคน ไม่ได้เป็นมาก่อน เมื่อเข้ามาใหม่ก็มีความคิดใหม่ มีวิธีใหม่เกิดขึ้น คณะรัฐมนตรีได้กำชับ เมื่อวานนี้ ว่าการปฏิรูปหลายอย่างต้องอาศัยกฎหมายมันจึงใช้เวลา อะไรที่มันไม่ต้องอาศัย กฎหมายเป็นการกระทำ เป็นการแก้กฎระเบียบของหน่วยราชการให้เร่งทำพวกเหล่านี้ เสียก่อน แล้วเมื่อวานก็ได้มีการยกเรื่องหนึ่งขึ้นมาสั่งการ ว่าตัวอย่างเช่นในเรื่องการอำนวย ความสะดวกแก่ประชาชนนั้น ในอดีตใครไปติดต่อราชการขออนุญาตอนุมัติอะไรก็ต้อง ควักบัตรประจำตัวประชาชนแสดง แล้วยังจะต้องถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนทั้ง ด้านหน้าและด้านหลัง ต่อมาคณะรัฐมนตรีก็มีมติให้ถ่ายด้านเดียวคือด้านหน้าไม่ต้องถ่าย ด้านหลัง ลดไปแค่นี้ก็ประหยัดเงินของชาวบ้านไปได้จำนวนมาก แต่ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะว่าหลายส่วนราชการยังต้องให้ถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนในเวลาไปแสดงตนอยู่ เพราะว่าเขาจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือ ซึ่งขณะนี้ใช้งบประมาณมาก แล้วก็ยังไม่มีทั่วถึง ในการที่จะติดต่อออนไลน์ (Online) ไปยังกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้คณะรัฐมนตรี ได้สั่งการเรื่องใหม่ ปรากฏว่าเหลือเชื่อครับท่านประธาน ประเทศไทยมีกฎหมาย มีกฎ มีระเบียบ มีประกาศกระทรวง มีกฎกระทรวงอยู่ ๔๐-๕๐ ฉบับด้วยกัน ที่กำหนดว่าในการ ไปติดต่อราชการนั้นประชาชนจะต้องไปแสดงตนด้วยตัวเอง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า กฎระเบียบ ๕๐ ฉบับนี้ออกมาตั้งแต่สมัยที่ยังไม่รู้จักเรื่องคอมพิวเตอร์ ยังไม่รู้จักเรื่องโซเชียล มีเดีย (Social media) ยังไม่รู้จักเรื่องออนไลน์ (Online) เลยเขียนไว้ว่าประชาชนจะต้องไป แสดงตน และบางฉบับเลยเถิดไปจนถึงขนาดเขียนว่าและจะต้องไปลงชื่อลงนามต่อหน้า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่อย่างนั้นรับเรื่องไว้ไม่ได้ คณะรัฐมนตรีก็ได้สั่งเมื่อวานนี้ว่าให้ไปแก้ ๔๐-๕๐ ฉบับนั้น แล้วก็ทำให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเหลือระยะเวลาประมาณ ๒ เดือนเศษ อันนี้ก็เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้น แล้วในส่วนอื่นก็ยังมีพัฒนาการอีกมาก เรื่องกระบวนการ ยุติธรรม วันนี้ก็มีกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อาจารย์เข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธาน การบ้านก็ให้ไปแล้ว ปฏิรูปต้นน้ำคือตำรวจ ปฏิรูปกลางน้ำคืออัยการ ปฏิรูปศาลคือปลายน้ำ แต่ในส่วนของการปฏิรูปตำรวจนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้แยกมามีคณะกรรมการต่างหาก ซึ่งให้จัดการยกร่างกฎหมายให้เสร็จใน ๑ ปี ซึ่งเขาก็ทำเสร็จแล้วครับ แต่พอเสนอมา ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายในการเปิดรับฟังความเห็น จนกระทั่งขณะนี้ได้ปรับ เข้าสู่ระบบที่เข้าใจตรงกันแล้ว เพราะฉะนั้นในวันอังคารหน้านี้ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นไม่ต้องไปกฤษฎีกาแล้วครับ ส่งมายัง ท่านประธานเลย แล้วเพราะเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปอาจจะบรรจุไม่ทันในสมัยประชุมนี้ เปิดสมัยประชุมวันที่ ๑ พฤศจิกายน ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปรับปรุง กระบวนการแต่งตั้ง โยกย้าย ปรับปรุงในเรื่องหลายเรื่องที่มีข้อเรียกร้องมานาน ก็จะได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมกันของ ๒ สภา เช่นเดียวกับกฎหมาย การสอบสวนซึ่งก็จะตามมา ที่จริงก็เสร็จ แต่ว่าเนื่องจากมีเหตุคดีที่เป็นที่รู้จักกันเกิดขึ้น คณะกรรมการชุดอาจารย์วิชา มหาคุณ จึงได้รับโจทย์ไปว่ากฎหมายสอบสวนที่มีอยู่ในมือ อาจจะแก้ปัญหาเหมือนอย่างเช่นที่เกิดขึ้นได้ไม่หมดจน ช่วยกรุณาไปช่วยดูอีกสักรอบหนึ่งว่า จะปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร แล้วเรื่องเหล่านี้ก็จะเสนอมายังสภาโดยเร็วในสมัยประชุมหน้า ต่อไป และเช่นเดียวกันครับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่มีการสอบถามกันมาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้แจ้งรัฐบาลแล้วว่าขณะนี้ได้ปรับปรุงในชั้น กระทรวงศึกษาธิการจวนจะเสร็จแล้วละ แล้วก็จะเสนอมายังที่ประชุมรัฐสภาได้ ในสมัยประชุมหน้า
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่มีการพูดกันเป็นเรื่องเล็กที่จริง แล้วก็ ประเด็นบางส่วนอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านนายกรัฐมนตรี ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์นิยมได้กรุณาสอบถามขึ้น ที่จริงก็เป็นการเปรย ๆ ท่านอาจารย์นิยมรู้ดีกว่าใคร ก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรในคำถามที่ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นชาวพุทธหรือไม่นั้น ก็มันมีคนพูดจริง ๆ ครับท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบไปแล้ว แต่ผมคิดว่ามีประเด็นที่ควร จะต้องขยายความเพื่อที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์นิยมในการที่จะไปช่วยกรุณาบอกต่อ เพราะท่านได้เป็นที่รู้จักมักคุ้นในวงการพระเถรเณรเจ้าอยู่มาก ความจริงไม่น่าจะไปสงสัยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนับถือศาสนาพุทธหรือไม่ ซึ่งมีคนพูดและสงสัยกันจริง ๆ คนเหล่านั้น อาจจะไม่เคยเห็นภาพเวลามีการสวดมนต์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ท่านนายกรัฐมนตรี ไปนั่งพนมมือสวดอยู่ด้วยทุกครั้ง แล้วถ้าสังเกตจากการถ่ายทอดโทรทัศน์ก็จะเห็นว่า หลายบทสวดมนต์ที่เขาแจกหนังสือคู่มือ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะคว่ำหนังสือลงแล้วท่านก็สวด โดยที่ท่านไม่ต้องอ่าน แต่สิ่งสำคัญที่จะกราบเรียนท่านก็คือว่า ความจริงท่านจะนับถือศาสนา อะไรนั้นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดและเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่ในส่วนของ การอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนานั้นเป็นภารกิจตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลต้องทำและเป็น นโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว รัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งนายกรัฐมนตรีก็คือ พลเอก ประยุทธ์ ได้เสนอ ร่างกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งเข้าสู่สภา เป็นกฎหมายที่ต่อสู้กันมายาวนานและไม่เคยสำเร็จ รัฐบาลชุดที่แล้วเสนอเข้าสภาสำเร็จ ออกมาประกาศใช้แล้ว คือพระราชบัญญัติการศึกษา พระปริยัติธรรม ซึ่งรับรองคุณวุฒิและส่งเสริมทำนุบำรุงการศึกษาของพระ นั่นเป็นสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ติดตามเอาใจใส่ จนกระทั่งสามารถออกมาเป็นกฎหมายได้สำเร็จ เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เรารู้จักพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนั้นมีเป็นภาษาไทย มีเป็นภาษา บาลี แต่แปลกนะครับ ในโลกนี้ไม่มีพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษที่จะให้ฝรั่งเขาได้อ่าน และเข้าใจ หมายถึงแปลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ สมาคมบาลีปกรณ์ในประเทศอังกฤษ เคยพยายามแปลแต่ก็ไม่ครบ ๔๕ เล่ม ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเมื่อไม่นานมานี้ว่า ให้จัดการแปรพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่มเป็นภาษาอังกฤษ อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการ เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว และได้ถวายเรื่องนี้ให้มหาเถรสมาคมได้รับเป็นผู้ร่วมดำเนินการด้วย เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชทรงรับเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่านนายกรัฐมนตรีรับเป็น ประธานฝ่ายฆราวาส คณะสงฆ์มอบหมายให้ท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานดำเนินการ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบให้ผมเป็นประธานดำเนินการฝ่ายฆราวาส ร่วมกับท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต และงานก็จะได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เป็นครั้งแรก ในโลกนะครับ ท่านอาจารย์นิยมได้สอบถาม ขออภัยเอ่ยนามท่านหลายครั้ง สอบถามเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซึ่งรัฐบาลไม่รับรอง ที่จริงการอุปถัมภ์ พระพุทธศาสนานั้นท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เสนอเป็นกฎหมายเข้าสภาเองได้ แต่ที่ต้องเดือดร้อนส่งไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีลงนามรับรองเพราะเป็นกฎหมายการเงิน ทีนี้เพราะเมื่อเป็นกฎหมายการเงินก็ต้องดูกันให้รอบคอบ เพราะว่ากฎหมายการเงินก็คือ กฎหมายที่ใช้เงิน ในร่างกฎหมายนั้นบังเอิญใช้เงินเยอะครับ สำนักงบประมาณก็คิดว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาเองก็คิดว่า และคณะสงฆ์เองก็คิดว่า อาจจะยังไม่ใช่ความจำเป็น เร่งด่วนในขณะนี้ แต่แนวทางที่เสนอมานั้นถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นยังไม่สามารถที่จะรับรองได้ ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องความแตกแยกขัดแย้งอะไรกับใครหรอกครับ แต่มันใช้เงิน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะมีการนำไปปรับปรุงในส่วนของรัฐบาล ให้ภาระในการ ใช้เงินมันลดลง เพราะว่าการที่จะอุปถัมภ์โดยใช้เงินในส่วนอื่นรัฐบาลก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมี กฎหมายหรือไม่ ก็เอาเป็นอันว่าก็จะมีฉบับของรัฐบาลในโอกาสอันสมควร ซึ่งต้องใช้เวลายกร่าง โดยจะทำร่วมกับคณะสงฆ์ต่อไป มีการสอบถามเรื่องคืนผ้าเหลือง บังเอิญเรื่องคืนผ้าเหลืองนั้น รัฐบาลไม่ได้ไปยึดผ้าเหลืองมา เพราะฉะนั้นจะบอกให้รัฐบาลคืนนี่ยาก มันสำคัญอยู่ตรงคณะสงฆ์ เมื่อท่านมีอธิกรณ์ต้องคดี ศาลจึงตัดสินไปว่าผิดหรือไม่ผิดก็ตามทีนั้น ก็อยู่ที่ว่าท่านพ้นจากภิกขุภาวะหรือไม่ ถ้าไม่พ้นก็ไม่ต้องไปคืนผ้าเหลือง ท่านก็ครอง ผ้าเหลืองได้ต่อไป แต่ถ้าหากว่าพ้นก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องไปบรรพชาอุปสมบทกันใหม่ และคณะสงฆ์จะยอมรับหรือไม่รับ รัฐบาลจะเข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ให้ก็ไม่ได้ ก็คงจะต้อง ว่ากันไปในส่วนนั้น แต่เมื่อกลับไปสู่ภิกขุภาวะแล้ว มาถึงชั้นว่าแล้วสมณศักดิ์ละ ตรงนี้รัฐบาล เกี่ยวครับ ก็จะได้ว่ากันในลำดับต่อไปขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องก็แล้วกัน
ท่านประธานครับ มีท่านสมาชิกได้สอบถามเรื่องเหมืองทองอัครา ที่จริงเรื่องนี้ คงจะต้องยาว ผมจึงไม่คิดว่าจะต้องใช้เวลาและรายละเอียดในเรื่องนี้มาก แต่กราบเรียนก่อนว่า ที่มีการไปร่ำลือกันว่ารัฐบาลแพ้แล้ว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะกี่พันล้าน กี่หมื่นล้าน กี่แสนล้านบาทนั้นไม่ทราบ มันอยู่ที่วงเงินที่โจทก์เขาเรียกร้อง เรื่องนี้คดีอยู่ในชั้น อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดพิจารณาที่ประเทศสิงคโปร์ กระบวนการ อนุญาโตตุลาการยังไม่เสร็จ ยังไม่มีการจ่ายเงินในส่วนของค่าเสียหายแม้แต่บาทเดียว เพราะยังไม่รู้ว่าใครแพ้และใครชนะ แล้วถึงใครจะชนะ เช่นเขาชนะก็ไม่รู้ว่าอนุญาโตตุลาการ จะอวอร์ด (Award) คือให้ชดใช้เท่าไร วันนี้มันมีประเด็นขึ้นมาก็คือเรื่องค่าทนายที่เรา จะต้องใช้ในการสู้คดีเท่านั้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาเมื่อเขาฟ้องเรา เราก็ต้องสู้คดี เมื่อสู้คดีแล้วคดี เกิดในต่างประเทศก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายนั้นก็ต้องควักกันทั้งโจทก์ ทั้งจำเลยละครับ บริษัทที่ฟ้องเขาก็ต้องจ่ายค่าทนาย รัฐบาลถูกฟ้องรัฐบาลก็ต้องจ่ายค่าที่ปรึกษา ค่าทนาย ค่าพยาน ค่าเดินทาง เดิมเขาจะไปว่ากันที่ฮ่องกง โควิด (COVID) ระบาด อนุญาโตตุลาการ ก็อพยพมาอยู่ประเทศสิงคโปร์ก็ต้องว่ากันไป เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนอีกหลายคดี เราฟ้องเขา เขาฟ้องเราก็ต้องจ่ายค่าทนาย ส่วนสภาแห่งนี้จะตัดค่าทนายหรืออย่างไรนั่นก็เป็นเรื่อง ของการพิจารณางบประมาณในชั้นกรรมาธิการ รัฐบาลไม่สามารถอุทธรณ์ ฎีกาอะไรในส่วนนี้ แต่ขออนุญาตกราบเรียนว่ายังไม่ได้มีการจ่าย แนวโน้มจะแพ้จะชนะอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่สมควรที่จะต้องมาพูดในขณะนี้ แต่ในระหว่างนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา และการเจรจานั้น อนุญาโตตุลาการเองนั่นละที่แนะนำว่าระหว่างที่ยังไม่ชี้ขาดตัดสินนั้นขอให้ไปเจรจากันเสีย มันก็อยู่ในชั้นของการเจรจา ทีนี้ก็ช่วยกันกระพือใหญ่ครับ แพ้แล้ว จ่ายแล้ว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นว่าเป็นเช่นนี้ ซึ่งมันก็เหมือนกับหลายคดี คดีบริษัทบุหรี่ ฟิลลิป มอร์ริส รัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ฟ้องเราที่ดับเบิ้ลยูทีโอ (WTO) เราก็ต้องจ่ายค่าที่ปรึกษา กฎหมาย ค่าทนายไปสู้คดีกับเขา เช่นเดียวกับคดีวอลเตอร์ บาว ที่เขาฟ้องรัฐบาลไทย มาหลายปีแล้ว แล้วอนุญาโตตุลาการก็ตัดสินให้รัฐบาลไทยแพ้ ซึ่งเราก็จ่ายค่าทนายไปเยอะ แต่สุดท้ายก็แพ้ อุทธรณ์เราก็แพ้ ฎีกาเราก็แพ้ ไม่ได้แพ้ในศาลไทย แพ้ในอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศ ที่เราเรียกกันว่าคดีโทลล์เวย์ (Tollway) นั่นละครับ ซึ่งจ่ายเขาไปเรียบร้อย คดีก็จบไปแล้ว ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสำหรับคำถามที่อาจจะเบ็ดเตล็ดปลีกย่อย แต่ขออนุญาตใช้เวลาตอนนี้กราบเรียนไปเสียทีหนึ่งก่อน กราบขอบพระคุณครับ