สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ชี้แจงถึงการยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ขนาด 800 เมกะวัตต์จากแรงคัดค้านของประชาชน พร้อมย้ำทิศทางการพัฒนาพลังงานผ่านโรงไฟฟ้าชุมชนที่ต้องดำเนินอย่างระมัดระวังด้วยการทดลองนำร่องก่อนขยายผล นอกจากนี้ยังย้ำความสำเร็จของรัฐบาลในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง พร้อมยกข้อมูลเงินคงคลังและคะแนนความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนภาพรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผม สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าบรรยากาศจริงในสภานี้ช่างต่างจากดูในทีวี (TV) มาก ก็ขอเรียน อย่างนี้ครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งที่ได้กล่าวถึงเรื่องของกระทรวงพลังงาน ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ โรงไฟฟ้ากระบี่ที่พูดถึง ๘๐๐ เมกะวัตต์ ไม่ใช่ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ส่วนจะเป็น ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ตรงไหนเดี๋ยวผมไปตามดูอีกทีหนึ่ง ซึ่งโรงไฟฟ้ากระบี่ ๘๐๐ เมกะวัตต์ มีการประท้วง ชาวบ้านไม่ยอมก็ยุติไป อันนี้ก็เป็นข้อมูล ส่วนเรื่องโรงไฟฟ้า ชุมชนนั้น อันนี้ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องกับเกษตรกรชาวไร่ชาวนา กระทรวงพลังงานเรามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว จำเป็นต้องหารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมที่เกษตรกรจะได้ ประโยชน์โดยแท้จริง จึงอาจจะต้องระมัดระวัง อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องทำเป็นโครงการ นำร่องไปเสียก่อน และหากประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่ากระทรวงพลังงานจะไม่ลังเล ที่จะสนับสนุนเพิ่มกำลังการผลิตในเรื่องนี้อย่างแน่นอน อันนี้ก็เป็นเรื่องของให้ข้อมูลกับ สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ
ส่วนในอีกบทบาทหนึ่งในหน่วยงานที่ผมกำกับดูแลในส่วนของสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็อยากจะชี้แจงถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน ศูนย์บริหารเศรษฐกิจซึ่งท่านสมาชิกพอจะคุ้น ๆ กันอยู่ เป็นศูนย์ที่เพิ่งตั้งใหม่ เป็นคู่แฝด กับศูนย์บริหารโควิด (COVID) ผมเรียนอย่างนี้ครับ ในช่วงที่ผ่านมาต้องเป็นที่ยอมรับกันเลย จากนานาชาติว่าประเทศไทยเราได้รับการจัดลำดับในโกลบอล โควิด-๑๙ อินเดกซ์ (Global COVID-19 Index) ว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถในการควบคุมการระบาดโควิด (COVID) ได้ดีที่สุดของโลก โดยความสำเร็จนี้เป็นความสำเร็จของทางภาครัฐ ความสามารถบุคลากร ทางการแพทย์ ความร่วมมือร่วมใจ เสียสละและระเบียบวินัยของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็จำเป็นที่มีเรื่องล็อกดาวน์ (Lockdown) เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ไม่เคย เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อน ก็ส่งผลละครับ ท่านสังเกตตัวเลขนะครับ ส่งผลให้ ผลประกอบการหรือจีดีพี (GDP) ในไตรมาส ๒ ของเศรษฐกิจไทยหดตัวถึง ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศไทยประเทศเดียว เป็นกันทั่วโลก แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่าง ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย ก็ได้รับผลลบทางเศรษฐกิจ มากหรือหดตัวไปกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำไป ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเราจะเติบโตน้อยที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) นั่นเป็นตัวเลขที่ยังไม่เห็นถึงการระบาดที่แท้จริงและการระบาดรอบที่ ๒ ของประเทศเพื่อนบ้าน นี่ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่าง ผมคิดว่าเราทำได้ดีและเป็นที่ยอมรับของนานาชาตินะครับ ในช่วงของการต่อสู้โควิด (COVID) ประชาชนจำนวนมากอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไป มีการได้รับ ความเดือดร้อน รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือลดค่าใช้จ่ายเยียวยาพี่น้องคนไทยกว่า ๓๐ ล้านคน โดยใช้เงินจำนวนมาก แต่เรายอมทำเพื่อให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับ ความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารักษาไว้ก็คือวินัยทางการคลัง มาโดยตลอดนะครับ สำคัญที่สุดเลยคือเรายังรักษาเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างดี โดยรวม สถาบันการเงินก็ยังมีความเข้มแข็ง จึงจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีแนวโน้มที่จะถูกลดหรือปรับลงเหมือนประเทศอื่น ๆ หลาย ๆ ประเทศ ดังตารางที่ได้แสดง จาก ๒ เรื่องที่เป็นมุมมองของคนที่เป็นสถาบันหรือคนต่างประเทศมอง มายังประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโกลบอล โควิด-๑๙ อินเดกซ์ (Global COVID-19 Index) หรือสถาบันการจัดอันดับทางการเงินทั้งหลายที่มีอยู่ทั้ง ๓ สถาบัน มันควรจะเป็น เรื่องที่น่าดีใจ ว่าเราผ่านพ้นวิกฤติในช่วงของการระบาดและดูแลได้อย่างดี ผมเชื่อเลยว่า ถ้าหากวันนี้มีการอภิปรายทั่วไปแบบนี้ในประเทศอื่น ผมคิดว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศหนึ่ง ที่เขาจะถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของการบริหารความสำเร็จของการควบคุมการระบาด ในขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินของประเทศได้อย่างดี นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่า ควรจะเป็นความภาคภูมิใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลอย่างเดียว เป็นความภาคภูมิใจของ คนไทย แล้วจะเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในอนาคตต่อไป เราอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ (Lock down) ถ้าท่านจะสังเกต ตัวเลขทันทีที่การระบาดเกิดขึ้นรัฐบาลมีความจำเป็นต้อง ล็อกดาวน์ (Lock down) ตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ย่อมถดถอยเป็นธรรมดา แต่ภายหลัง จากที่เรามีการผ่อนคลาย เมื่อเราควบคุมได้ดีแล้ว ค่อย ๆ ผ่อนคลายเป็นระยะ ๆ รวมกัน ทั้งหมด ๖ ระยะ ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เห็นนะครับ สีที่มันเข้มหรือแดงว่าไม่ดี ค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ จางลงมาเรื่อย ๆ จริงอยู่ครับ มันอาจจะยังไม่ดีเหมือนเดิม แต่ก็เป็น สิ่งที่ดีขึ้นติดต่อกัน ๓ เดือนมาแล้ว เราก็เชื่อว่าจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งล่าสุดอีกเช่นกันนะครับ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวานนี้เองเห็นแล้ว เห็นทั้งหมดเลย เห็นแดงแล้วด้วย แล้วก็เห็นการพัฒนาการในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมาแล้ว ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความเสถียรภาพทางการเงินที่ดีนะครับ สำหรับความเป็นห่วงของ หลาย ๆ ท่าน ก็ต้องขอบคุณที่ว่าประเทศไทยจะถังแตกไม่มีเงิน อันนี้ก็จากมุมมองของ คนต่างชาติที่ให้ความมั่นใจและเชื่อถือและยกย่องประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน พร้อมกับข้อมูล ที่ผมอยากจะให้ท่านสมาชิก ท่านผู้ทรงเกียรติได้รับทราบ ก็คือข้อมูลเงินคงคลังปลายงวด เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ เรายังมีเงินอยู่ ๒๖๕,๕๖๕ ล้านบาท และจากการบริหารจัดการ กระแสเงินสดของกระทรวงการคลัง รวมทั้งถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจำได้ เรามีการขยาย ระยะเวลาการเสียภาษีเลื่อนไปถึงเดือนสิงหาคม อาจจะล้ำไปถึงเดือนกันยายนได้ ตรงนี้ก็จะมีเงินภาษีก้อนหนึ่งเข้ามา ก้อนใหญ่เข้ามาอยู่ดี เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ไม่ถังแตก เงินคงคลังยังมีและจะมีไม่น้อยกว่าเดิมจากตัวเลขที่ผมได้กล่าวมา ๒๖๕,๕๖๕ ล้านบาท เช่นเดียวกันครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงหนี้สาธารณะ เพราะเราจะมี พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท อาจจะต้องมีการกู้ชดเชยอยู่บ้างในการขาดงบประมาณในปีนี้ วันนี้เราก็ มีหนี้อยู่ประมาณ ๗,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณหรือคิดเป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ เพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลขที่ประมาณการโดย สปน. มองไปข้างหน้า ๕ ปี ตัวเลขก็ยังอยู่ในประมาณนี้ ตัวเลขยอดเงินกู้ที่เป็นแอปโซลูต นัมเบอร์ (Absolute number) ๗ ล้านกว่าบาทอาจจะมีปรับขึ้นเล็กน้อย แต่ที่ตัวหารที่ทำให้เปอร์เซ็นต์ มันสูงขึ้นก็คือจีดีพี (GDP) มันลดลง อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ ลดกันทั้งโลก ท่านไปดูหนี้สินต่อจีดีพี (GDP) ของทุกประเทศจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะตัวหารก็คือระบบเศรษฐกิจหรือ จีดีพี (GDP) ของทุกคนลดลง แล้ววันนี้เราตั้งเกณฑ์อยู่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ บางประเทศเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์เพื่อนบ้านเราเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าจีดีพี (GDP) และอยากให้เป็นข้อมูลให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้มั่นใจ หลายคนอาจจะกลัวว่าประเทศ เวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์จะแซงประเทศไทย เมื่อสักครู่ประเทศฟิลิปปินส์ก็เจอเรื่องโควิด (COVID) เข้าไปก็หนักหนาสากรรจ์อยู่ ตัวเลขก่อนหน้านั้นที่ท่านเห็น วันนี้ล่าสุดประเทศ ฟิลิปปินส์ก็ยังมีปริมาณของผู้ที่ติดเชื้อไม่หยุดหรือไม่น้อยลงไปกว่าเดิมอีกเลย ยังมีความติด อย่างต่อเนื่องนะครับ ตรงนี้ก็ให้เป็นข้อมูลกับทางพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านด้วย และให้ ความมั่นใจว่าในตัวเลขแอปโซลูต นัมเบอร์ (Absolute number) ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศไทย เราเป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน (ASAIN) จีดีพี (GDP) ต่อหัว เราเป็นอันดับ ๓ รองจากประเทศสิงคโปร์แล้วก็ประเทศมาเลเซีย เครดิตเรตติง (Credit rating) หรืออันดับความน่าเชื่อถือเราก็อันดับ ๓ ยังทิ้งห่างหลายประเทศที่ท่านกลัวกันว่า จะมาแซงประเทศไทย แต่แน่นอนละครับ ภารกิจเหล่านี้ยังไม่ได้จบสิ้น ความสำเร็จยังไม่เกิด จนกว่าปัญหาเรื่องโควิด (COVID) จะจบลง เรายังมีภารกิจที่ต้องฟื้นฟูและเดินหน้า ประเทศไทยต่อไป ยังมีอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการในบางเซกเตอร์ (Sector) เขายัง เดือดร้อนอยู่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริการ โรงแรม ส่งออก เพราะสภาพเศรษฐกิจทั้งโลก ทรุดตัวลง ตรงนี้ยังมีภารกิจอยู่ซึ่งเป็นภารกิจที่ศูนย์บริหารเศรษฐกิจ หรือ ศบศ. จะมาทำ ท่านนายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความเดือดร้อนและห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชน อยากให้ภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้ให้เร่งหรือเยียวยาเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ได้รับ ผลกระทบ ช่วยฟื้นฟูลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยการเติบโตอย่างยั่งยืนเมื่อโควิด (COVID) จบสิ้นลง เรื่องจ้างแรงงาน โดยเฉพาะการจ้างแรงงานคนรุ่นใหม่ เพราะเราถือว่า เขาเป็นคนสำคัญ เป็นความหวังของครอบครัว เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต และการทำงานต่าง ๆ ต้องทำด้วยความเหมาะสม โปร่งใส รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทั้งหมด กระผมจะใช้โอกาสนี้เล่าถึงแนวทางการฟื้นฟูตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้วางไว้ จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นระดับพื้นจังหวัดเลย ที่เรียกว่าเป็นไมโคร (Micro) ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายรัฐมนตรีแต่ละท่านรับผิดชอบ ๓ จังหวัด รองนายกรัฐมนตรีกำกับเติมเข้าไปอีก ผมโดนไป ๑๒ จังหวัด ที่จะร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และคนในพื้นที่ที่จะติดตามเรื่องงบประมาณปี ๒๕๖๔ การสร้างงาน สร้างโอกาส ดูแล ภาคประชาชนที่กลับสู่ท้องถิ่นให้มีงานทำ สนับสนุนเครือข่ายวิสาหกิจ ช่วยเหลือกลุ่ม เปราะบางให้ดูแลอย่างทั่วถึง นี่คือระดับไมโคร (Micro) ซึ่งมอบหมายให้รัฐมนตรีลงไป ในพื้นที่ ไม่ได้เลือกจังหวัด ทุกจังหวัดจะมีผู้ที่ดูแล ในระดับของประเทศที่เรียกว่าแมคโคร (Macro) ท่านนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ท่านเป็นผู้นำรัฐบาลเป็นทีมเศรษฐกิจ หัวหน้าเศรษฐกิจ ท่านจัดทำศูนย์บริการสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือ ศบศ. ในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา โครงสร้างก็จะคล้าย ๆ อย่างที่ผมเรียน เป็นคู่แฝดของ ศบค. ซึ่งก็ต้องถือว่าประสบ ความสำเร็จในการควบคุมโควิด-๑๙ (COVID-19) มาแล้ว ตัวท่านเองจะเป็นประธานของ ศบศ. ด้วยตัวเอง มีคณะกรรมการเป็นตัวแทนจากรัฐมนตรีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวแทนจากภาคเอกชน โดยมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเป็นเลขานุการ ศบศ. ในทางปฏิบัติอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าว หลายครั้ง จะเป็นการทำงานร่วมกับ โดยรวมคนเก่ง คนมากประสบการณ์จากภาคเอกชน และรัฐบาล อดีตผู้บริหารจากหลาย ๆ ที่มาร่วมกัน และมีคนรุ่นใหม่มาร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ด้วย เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม แล้วก็คิดเรื่องมาตรการต่าง ๆ ให้เศรษฐกิจฟื้นฟูไปได้อย่างดี มีคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการที่อยู่ทางด้านสีส้ม อันนี้ คือมาตรการในการติดตาม โครงการสำคัญ ๆ การลงทุนต้องเกิดต้องเป็นไปตามกำหนดการ ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นโครงการเรือธง โครงการแฟลกชิป (Flagship) ทั้งหลาย วันนี้เข้าใจว่าได้ระบุไว้แล้ว ๓๖ โครงการที่จะใช้ใน การติดตาม แล้วก็จะมีอนุกรรมการอีก ๓ อนุกรรมการ ที่จะดูแลในเรื่องของมาตรการ ระยะเร่งด่วน มาตรการระยะยาว แล้วก็มาตรการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการรับฟังข้อมูล เศรษฐกิจต่าง ๆ จากทุกสาขาเพื่อประกอบการสนับสนุนด้านข้อมูลหรือการมาช่วยคิด มาตรการทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของ ๒ กลุ่มก่อนหน้านั้น ซึ่งล่าสุด ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วก็ทางผมเอง แล้วก็ทีมงานก็ได้รับฟังจากกลุ่มผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ทำอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) และกลุ่มโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งก็ได้ข้อมูลมากมาย ภารกิจฟื้นฟูจะทำงานคู่กันอย่างที่ผมเรียน ศบศ. จะเป็นเชิงรุก ในขณะที่ ศบค. จะเป็นเชิงรับ จะทำงานสอดประสานกัน โดยมีมุ่งหมายที่จะกระตุ้น เศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ทุกท่านก็อุ่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ลดความสำคัญเรื่องของ การดูแลสุขภาพแล้วก็ชีวิตของพี่น้องคนไทยทุก ๆ คน ในช่วง ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ศบศ. ได้มีมาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ หลายเรื่อง ด้านแรงงานซึ่งเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานก็จะมานำเสนอในรายละเอียด ด้านการท่องเที่ยวนอกจากเรื่องของโครงการ เที่ยวด้วยกันแล้วก็จะมีแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็คล้ายกับ ข้อเสนอแนะของทางสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วย เรื่องเซฟ แอนด์ ซิล (Safe and Sealed) อยู่ในการพิจารณาอยู่ แต่ก็ต้องดูถึงการยอมรับของชุมชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยนะครับ เรื่องการคลัง การแก้ปัญหา เอสเอ็มอี (SMEs) ภาคประชาชน การกระตุ้นค่าใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ก็จะมาช่วยชี้แจง แต่ผมมีข้อมูลอาจจะเสริม เพราะว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพคล่องหรือเรื่องซอฟต์โลน (Soft Loan) ต่าง ๆ จริงอยู่มีผู้ที่เข้าถึง ซอฟต์โลน (Soft Loan) ได้ไม่มาก อันนี้จริง ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในวันที่ ๑๒-๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลก็มีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมให้เข้าไปได้อีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยผู้ประกอบการและธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ในช่วงที่ล็อกดาวน์ (Lockdown) หรือช่วงที่มีการควบคุมการระบาดไว้ และได้ประโยชน์มาก ก็คือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขอให้สถาบันการเงินทุกฝ่าย ได้ช่วยกันลด เลื่อน ดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับผู้ประกอบการที่เดือดร้อน ๑๒ ล้านคน ๑๒ ล้านบัญชี ท่านอาจจะถามต่อว่าแล้วสถาบันการเงินไทยแข็งแรงขนาดไหนจึงอาสาที่จะ ช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านั้นตามข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลข ที่หลายท่านอาจจะรู้สึกกังวลว่าเดี๋ยวครั้งนี้จะเหมือนต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ วันนี้สถานะ ความเข้มแข็งของสถาบันการเงินต่างกันเยอะมาก ในสไลด์ (Slide) เราจะเห็นยอดเอ็นพีแอล (NPL) ท่านดูซ้ายมือก็คือ ๑๔๒ แล้วก็บริหารจัดการกันมาเรื่อย ๆ ลดลง ลดลง ลดลง อยู่ในระดับที่เลขตัวเดียว ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน ในขณะที่เงินกองทุนซึ่งถือว่า สำคัญ เงินกองทุนหรือเรียกว่าเงินกองทุนที่เพียงพอในการดำรงสถานะความเข้มแข็งของ ธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ ๑๑ จริง ๆ ต่ำกว่านั้นก็ได้ ๘.๕ ก็ทำได้ แต่ขึงไว้ตึงที่ ๑๑ วันนี้สถาบันการเงินของไทยอยู่ที่ ๑๙ แข็งแรงกว่าเดิมเยอะเมื่อเทียบกับ ปี ๒๕๔๐ เมื่อก่อนนั้นมีประมาณ ๑๑ วันนี้ ๑๙.๒ เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ความที่เขา ระมัดระวัง ความที่เขาเป็นห่วงเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วนี้ ตัวเลขการตั้งสำรอง เรียกว่าเอ็นพีแอล คัฟเวอร์เรจ เรโช (NPL Coverage ratio) ถ้าท่านดูนะครับ ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๒ อยู่ประมาณ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ประมาณนั้น วันนี้เขาตั้งกันไว้ ๑๔๔ ก็อยู่ในระดับ ถ้าพูดเป็นเงิน ๗๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าพูดถึงทุนที่เรียกว่าทุนของธนาคาร วันนี้ ๒,๘๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับปี ๒๕๔๐ แล้วต่างกันมาก เพราะฉะนั้นแล้วโครงการ ดีอาร์ บิซ (DR BIZ) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้นำเสนอ เป็นการนำเสนอที่ให้สถาบัน การเงินได้ช่วยกันดูแลสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่เดือดร้อนอยู่ อันนี้ก็ให้ ความมั่นใจกับทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งภาคประชาชนให้เกิดความ มั่นใจด้วยนะครับ แต่ทั้งนี้พวกเราเองก็ต้องช่วยกันรักษาไว้ซึ่งการดูแลช่วยเหลือ ประคับประคองรักษาระเบียบวินัยของการอย่าให้มีการระบาด ครั้งที่ ๒ สำหรับมาตรการระยะกลาง ระยะยาวที่ทำคู่ขนานกันไปกับมาตรการเร่งด่วนนั้นจะอาศัย การขับเคลื่อนด้านโครงการพื้นฐานที่ประเทศไทยเรามี ทั้งตัวเมืองหลวงเองและพื้นที่อีอีซี (EEC) ที่มีความคืบหน้าไปอย่างมาก ประเทศอื่นไม่มีนะครับ เราได้สะสมตรงนี้ลงทุนในส่วนนี้ ไว้เยอะทีเดียว ควบคู่กับความสำเร็จของการควบคุมโควิด-๑๙ (COVID-19) ดึงดูดนักลงทุน ต่างประเทศให้หันมาลงทุนในประเทศไทย เป็นที่ตั้ง ที่ทำการ ที่อยู่อาศัย ท่องเที่ยว ฐานการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ให้ ข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปรรูปอาหารเกษตร ศูนย์การแพทย์ แม้กระทั่งผลิต รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก็ตรงกัน ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ได้รับการยืนยันจากทางภาคเอกชนที่ได้ มีการมาพบกับท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความมั่นใจมีข้อเสนอว่าประเทศไทย ในมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศเขามั่นใจ เขาไม่ได้ห่วง เขาพร้อมจะมา พร้อมจะมา ลงทุน พร้อมที่จะมาอยู่ที่นี่ พร้อมที่จะมาลงทุนที่จะมีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองไทย ซึ่งเช่นเดียวกันสำนักงานของอีอีซี (EEC) ก็ได้แจ้งยืนยันมาเช่นเดียวกันว่าหลาย ๆ นักลงทุน หลาย ๆ ผู้ประกอบการระดับโลกเล็งเห็นประเทศไทยเป็นฐานการผลิตใหม่ หรือฐาน การผลิตเสริมจากที่เคยอาศัยบางประเทศ ประเทศเดียวที่เป็นฐานการผลิตและมีความสุ่มเสี่ยง สำหรับในเรื่องของโควิด (COVID) ผมเองส่วนตัวก็เชื่อว่ามีวันสิ้นสุด เพราะเชื่อว่าการแก้ไข ระบาดโควิด (COVID) เป็นมาตรการเร่งด่วนสูงสุดของทุกประเทศทั่วโลก มีข้อมูลทาง การแพทย์มากขึ้น มีการพัฒนายารักษาและวัคซีนคืบหน้าไปมากมีโอกาสสำเร็จสูง แต่ก็ยัง ไม่แน่นอนเราจึงต้องรอ วันนี้วัคซีนตัวที่หวังได้ก็ต้องชะงักไปเสียแล้ว ยังเหลืออีก ๒ ตัว ยังต้องรอ เพราะฉะนั้นแล้วระหว่างที่เรารอ รัฐบาลก็พร้อมที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนรักษา ความร่วมมือ ร่วมใจ เสียสละ และรักษาระเบียบวินัยควบคุมการระบาดโควิด (COVID) ให้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันทุกภาคส่วนที่ยังแข็งแรงอยู่ มีบางส่วนแข็งแรง เราต้องช่วย ช่วยคนที่ยังเปราะบาง ยังอ่อนแอ ช่วยกันสนับสนุนมาตรการของรัฐเร่งด่วนที่จะออกมา ซึ่งรายละเอียดเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีต่าง ๆ ก็คงจะมาชี้แจง ต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูนกัน ประคับประคองเพื่อให้วิกฤตินี้เราพ้นไปด้วยกัน เมื่อการระบาดของโควิด (COVID) จบลง ประเทศไทยเราก็จะมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าและเข้มแข็งมากกว่าเดิม อันนี้ก็คือหลักยึดที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึง รวมไทยสร้างชาติ ขอบคุณมากครับ