พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ระบุถึงวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยชี้ว่าโครงสร้างการเมืองปัจจุบันอ่อนแอและไม่ตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๔๐ และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในการบริหารจัดการงบประมาณที่ไม่เพียงพอ รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ลดลงซึ่งนำไปสู่การว่างงานและความเสี่ยงด้านหนี้สินจำนวนมาก
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พวกเรามาร่วมประชุม ที่สภาแห่งนี้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดเวลาหนึ่งของประเทศไทย ถึงแม้เราจะผ่านวิกฤติร่วมกัน มาหลายครั้งหลายคราแต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่หนักหนา อนาคตมืดมนเท่าครั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤติ รอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ปัจจัยสำคัญที่ถ่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อน ไปข้างหน้าได้ก็คือวิกฤติภาวะผู้นำของรัฐนาวาที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสภาวะที่กำลังก่อตัวขึ้น ในโลกใบนี้กับภูมิภาคนี้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศแห่งนี้ หลายครั้งที่เราเปรียบเทียบ สถานการณ์ตอนนี้กับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี ๒๕๔๐ ในเรื่องผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนคนที่ตกงานก็ดีหรือการหดตัวของจีดีพี (GDP) ก็ดี ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ต่างกรรมต่างวาระ แต่สิ่งที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างปี ๒๕๖๓ กับปี ๒๕๔๐ ก็คือระบบการเมืองหรือโครงสร้าง การเมืองที่อำนวยให้เกิดการแก้ปัญหา ในปี ๒๕๔๐ เรายังมีรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง ที่เอื้ออำนวยให้พรรคการเมืองยึดโยงกับประชาชน แก้ไขวิกฤติให้บ้านเมือง แต่ในตอนนี้เรามีระบบการเมืองที่แข็งตัว นิ่งเฉยและไม่ตอบสนอง ไม่สามารถที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่ลื่นไหล รวดเร็วแล้วก็รุนแรงยิ่งกว่าปี ๒๕๔๐ ไม่ว่า จะเป็นปัญหาวิกฤติโควิด (COVID) เศรษฐกิจ วิกฤติการเมือง หรือประเด็นเรื่องการศึกษา ปี ๒๕๖๓ เรามีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ รัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว ระบบการเมืองแบบที่รัฐมนตรี เศรษฐกิจหายากหาเย็น พอหาได้ก็ต้องลาออกภายใน ๒๗ วัน ไม่แม้แต่ที่จะเริ่มทำงานได้ แม้ว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนมากจะอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ ท่าทีว่าจะรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งเป็นมหาวิกฤติที่ไม่มีใครตอบได้ ว่าจะจบลงเมื่อไร อย่างใดก็ตามที คงเป็นเพราะอย่างนี้กระมังครับที่ประชาชนคนหนุ่มสาว เขาถึงต้องออกมาทวงอนาคตของพวกเขาคืน การชุมนุมของพวกเขาไม่ใช่เป็นเพียงแค่ ความคิดที่ต่างกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการปะทะกัน ระหว่างคนที่ต้องการจะมีความหวังกับประเทศที่หมดหวัง คนที่ยังมีหวังที่ยังใช้ชีวิตกับประเทศที่สิ้นหวัง ความสิ้นหวังที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ ถูกสะท้อนมาด้วยตัวเลขหลาย ๆ ตัว เมื่อเรานำมาวิเคราะห์แล้ว เศรษฐกิจไทยบ๊วยที่สุด บ๊วยที่สุดไม่ใช่แค่ในอาเซียน (ASEAN) แต่บ๊วยเกือบที่สุดของเอเชีย (Asia) ใช่ครับท่านประธาน จากการสำรวจของไอเอ็มเอส (IMS) ทั้งหมด ๔๕ ประเทศ เศรษฐกิจไทยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมาเป็นที่โหล่เกือบที่สุดของเอเชีย (Asia) ไม่เพียงเท่านั้น ความล้มเหลวทางโครงสร้างเศรษฐกิจจะเริ่มส่งผลกระทบไปถึงชนชั้นกลาง ไปถึงเจ้าของ กิจการ ดังที่จะเห็นได้ว่าแม้แต่ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็คาดว่า จะแย่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN) จะติดลบถึง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ มากที่สุดในภูมิภาคจากข้อมูล ของดัชนีเอ็มเอสซีไอ (MSCI) ในขณะเดียวกันนั้นค่าเงินบาทกลับแข็งตัวอันดับต้น ๆ ของ เอเชีย (Asia) ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เมื่อค่าเงินบาทแข็งตัวในเวลานี้ก็จะเป็น การซ้ำเติมผู้ส่งออกในวิกฤติโควิด (COVID) ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมข้าว อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าสิ่งทอ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีว่าประเทศของ เราพึ่งพาการส่งออก พึ่งพาการท่องเที่ยว พึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศ สูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ผลกระทบ ๓ ข้อแรกเมื่อมารวมกันจะส่งผลให้เห็นตัวเลขคนว่างงาน ท่านประธานครับ ตัวเลขของคนว่างงานเพิ่มขึ้นแล้วถึง ๕ เท่า เมื่อเทียบกับช่วงที่มีการ อภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง ต่อมาคือไตรมาสหน้า คือคลื่นลูกที่ ๓ ที่จะมาถล่มระบบการเงินไทยคือหนี้สิน ที่ขอปรับโครงสร้างหนี้สินมีมูลค่า สูงถึง ๗.๒ ล้านล้านบาท ที่กำลังจะหมดอายุลงและมีสิทธิที่จะเป็นหนี้เสียอาจจะมากกว่า ที่สถาบันการเงินไทยจะรับไหว ต่อมาการหารายได้ของรัฐบาลจากการที่จัดเก็บภาษีปีนี้ หลุดเป้า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังได้ชี้แจง ทำให้รัฐบาลต้อง ทำงบประมาณขาดดุลไปอีกหลายปี จะกู้ก็กู้ได้แต่ต้นทุนในการกู้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และลูกหลานเราก็ต้องมาชดใช้ภาระนี้แทนเราในอนาคต พอมาถึงตอนนี้ชั่วโมงนี้คำถามก็คือ เหตุการณ์เฉพาะหน้ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ทำอะไร จากที่มาขอรัฐสภา วงเงิน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติไป ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายจริงได้ ๔๐๐ ล้านบาท หรือ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์จากที่มาขอสภา สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่หายไปเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โครงการเราเที่ยวปันสุขมีผู้มาใช้สิทธิเพียง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ของสิทธิทั้งหมด โรงแรมขนาดกลาง โรงแรมขนาดเล็กไม่ได้เข้าร่วม ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่ชาวภูเก็ตมาบอกผมว่าป่าตองตอนนี้กลายเป็นป่าช้าไปเรียบร้อยแล้ว พ.ร.ก. เงินกู้ เอสเอ็มอี (SMEs) ซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็กลับไม่ซอฟต์ (Soft) สมชื่อ เงื่อนไขที่แข็งเกินไปทำให้ เอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ วงเงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังค้างเติ่ง ผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ยังปลดล็อกเงื่อนไขไม่ได้ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงภาวะสุญญากาศ ของการบริหารเศรษฐกิจไทย กัปตันใส่เกียร์ว่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวในยามที่พายุโหมกระหน่ำ ดูเหมือนรัฐบาลนอกจากจะใจเย็นแล้วยังจะเลือดเย็นไปไหมกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในตอนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะลุกขึ้นมาตอบพวกเราว่ารัฐบาลทำอยู่แล้ว มีโครงการอยู่แล้ว อันนี้คงไม่ได้ครับท่านประธาน เศรษฐกิจยิ่งแก้ยิ่งต้องเพิ่มความมั่นใจ มั่นใจว่าจะฟื้นตัว คนต้องออกมากล้าใช้จ่าย คนต้องกล้าที่จะลงทุนเพิ่ม แต่ผลลัพธ์ กลับตาลปัตรเมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังดิ่งลงเป็นประวัติการณ์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตอนที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดัชนีนี้อยู่ที่ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนนั้นก็ต่ำที่สุด เป็นประวัติการณ์แล้ว ตอนนี้ดัชนีความเชื่อมั่นนั้นอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดิ่งลึกลงไปอีก สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้เชื่อมั่นกับสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่เลยหรืองบประมาณที่บริหารอยู่เลย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหน่วยงานราชการยังคอร์รัปชันซ้ำเติมปัญหาของพี่น้องประชาชน ดังที่มีรายงานของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาว่างบประมาณปี ๒๕๖๒ ถูกหน่วยราชการยักยอก และธุรกิจจัดซื้อจัดจ้าง เป็นมูลค่าถึง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท กับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ถ้า พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกผมคงวิจารณ์ท่านอีกอย่าง เข้ามารับตำแหน่ง ในปีแรกก็เจอพิษโควิด (COVID) เต็ม ๆ อันนี้ก็คงต้องเข้าใจกัน แต่ พลเอก ประยุทธ์ยึดอำนาจ มาบริหารประเทศมาแล้วก่อน ๕ ปีเต็ม และ พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับ อภิสิทธิ์ในการบริหารประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ มากกว่าผู้นำคนไหน ๆ ในโลก ประชาธิปไตยถึง ๒ เรื่อง นั่นก็คือ ๑. ๕ ปีแรกในการบริหารนั้นเป็น ๕ ปีเต็ม ๆ ที่ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีแรงต้าน ไม่มีการตรวจสอบ ๒. งบประมาณเกือบ ๒๐ ล้านล้านบาท ตลอด ๕ ปี งบประมาณที่สูงที่สุดกว่านายกรัฐมนตรีคนไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ผลงานที่ได้รับ กลับมาจากอภิสิทธิ์ ๒ ข้อนั้นก็คือผลงานเศรษฐกิจรั้งท้าย บ๊วยเกือบที่สุดของเอเชีย เป็นเวลาเกือบ ๕ ปี ที่ พลเอก ประยุทธ์บริหารด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีการ ตรวจสอบ เป็นเวลานานมากพอที่ผู้นำชาติหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์จะสามารถวางรากฐาน ของประเทศเพื่อให้ต่อสู้กับความท้าทายในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ พูดตัวอย่างให้ชัด ๆ ก็คือ ภัยความมั่นคงที่มาในรูปแบบของเชื้อโรคอย่างโควิด (COVID) หรือภัยความมั่นคงที่มา ในรูปแบบของภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วม อย่างไฟป่า อย่างฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านมีโอกาส แต่ท่านไม่ทำ ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ ที่จะปรับเค้าโครงเศรษฐกิจ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ประเทศเข้มแข็งจากภายใน กระจาย ความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยวที่ไทยต้องยืมจมูกต่างชาติหายใจ อยู่ตลอดเวลา ทลายทุนผูกขาด สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันให้กับประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ ที่จะวางรากฐานในการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการกระจาย อำนาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีโอกาสในการจัดทำบริการสาธารณะในพื้นที่ ผลักดัน การเพิ่มสัดส่วนงบประมาณบุคลากร ให้อำนาจ อปท. ในการออกแบบและจัดเก็บภาษี เพิ่มขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ ในการ สร้างรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าครบวงจร เป็นหลักประกันในการใช้ชีวิตให้หลุดพ้นจากระบบ อุปถัมภ์ พัฒนาหลักประกันสุขภาพ ผลักดันให้แรงงานมีชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม เพิ่มวันลาคลอด และเลี้ยงดูบุตร สร้างสถานเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพทั่วประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาส ตลอด ๕ ปี ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือที่จะสร้างรัฐเปิดเผยระบบอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) บริหารราชการบนพื้นฐานของความโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากสาธารณะ ไม่ยุ่งยากในการขอข้อมูลในเรื่องของบประมาณ ในเรื่องของสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ ประชาชนสามารถที่จะตรวจสอบคอร์รัปชัน ตรวจสอบทุจริตและประสิทธิภาพของ การทำงานของรัฐบาลด้วยตัวเอง ท่านมีโอกาสแต่ท่านก็ไม่ได้ทำ จนทำให้คนในประเทศชาติ ของท่านต้องมารับกับสภาพที่มืดมนสิ้นหวังขณะนี้ ต่อไปในอนาคตอันใกล้ถ้ารัฐบาล ไม่ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขเศรษฐกิจให้เห็นว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้ แรงบีบคั้น แรงกดดันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากทุกสารทิศทั่วประเทศ จากทุกชนชั้น ความอดทน ของประชาชนจะหมดลง ความมั่นใจของประชาชนจะหมดลง ถ้าแก้ปัญหาเรื่องความมั่นใจ ไม่ได้ท่านก็จะยิ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ได้บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่านอกเหนือจากปัญหาของภาวะผู้นำของ ท่านนายกรัฐมนตรี ปัญหาที่เกิดขึ้นยังมาจากระบบการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาอำนาจ ให้กับท่านแต่กลับไม่สามารถทำให้ท่านบริหารบ้านเมืองได้ ความน่าเศร้าของประชาชน คนไทยตอนนี้ก็คือในชั่วโมงที่ประเทศของเรามืดมนที่สุดเราดันมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่มี ภาวะผู้นำอยู่ในระบบการเมืองที่บิดเบี้ยวที่สุด เมื่อ ๒ สิ่งนี้มาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ต้อง หลับตาก็นึกภาพออกว่ามันพังพินาศแค่ไหน พรรคการเมืองที่เสนอท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ออกแบบมาเพื่อพรรคพวกของท่าน พรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับ ๑ กลับไม่สามารถ เป็นรัฐบาลได้ตามเจตจำนงของประชาชน ท่านเองก็เป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะกติกาที่พวกพ้อง ของท่านเขียนขึ้นเอง ระบบการเมืองนี้ตั้ง ๒๕๐ ส.ว. ให้มีจำนวนใหญ่กว่าทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เลือกท่านกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง นอกจากนี้ยังกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นบ่วงรัดประเทศเพื่อให้ท่านอยู่ในอำนาจอย่างมั่นคง ปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จึงถูกร่างขึ้นโดยตัวมันเอง ไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาสังคมไทยและรับมือ กับโลกอนาคต แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่เฉพาะกิจคือการสืบทอดอำนาจให้ พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี และรักษาอำนาจของเครือข่ายของพวกท่านให้ยาวนาน ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราจึงเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้สาละวนอยู่กับการแย่งชิงต่อรองตำแหน่ง รัฐมนตรี สภาวุ่นวายกับการป้อนกล้วยให้งูกิน ทำให้เกิดรัฐบาลผสมไม่มีเอกภาพและ ไม่มีคุณภาพ ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างทำตามนโยบายของตนเอง ประเทศเดินทางไป อย่างไร้ทิศทางมองไม่เห็นอนาคต แต่แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้คนออกมาร่ำร้องทวงคืนอนาคต ของพวกเขา นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่รับฟัง นอกจากจะไม่รับฟังก็ยังคุกคาม คุกคาม เสรีภาพของผู้ออกมาทวงคืนอนาคต การใช้มาตรา ๑๑๖ อย่างไม่สมเหตุสมผล ไม่อาจจะแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง แต่กลับยิ่งขยายความขัดแย้งไปในวงกว้าง รัฐคงหวังให้ สังคมรู้สึกกลัวและไม่กล้าเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง แต่ผมเกรงว่าผลจะออกมาตรงกันข้าม กลายเป็นการยั่วยุท้าทายให้ประชาชนโกรธ คำถามก็คือเมื่อคู่ต่อกรเป็นนักเรียนมัธยม รัฐจะต้องจับนักเรียนมัธยมจับพวกเขาอีกสักกี่คนจนกว่าจะเข้าใจว่าการคุกคามประชาชน ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย มากไปกว่านั้นในวันนี้มีคำถามถึงการรัฐประหารดังขึ้น โดยที่ นักเรียนมัธยมเหล่านี้ ประชาชน รวมถึงพวกเราที่อยู่กันที่นี่ไม่ยอมรับและต่อต้านเพื่อรักษา อำนาจของท่าน ท่านจะหันกระบอกปืนเข้าหาพวกเขาซึ่งเป็นอนาคตประชาชนมือเปล่า หรือไม่ ท่านจะยอมให้เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น ๖ ตุลาคม พฤษภาคม ๒๕๓๕ หรือการล้อมปราบปรามคนเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ เกิดขึ้นอีก หรือไม่ ผมหวังว่าท่านจะคิดได้และไม่ขาดสติจนกระทั่งนำพาประเทศไปถึงจุดนั้นอีก ผมอยากให้ท่านเข้าใจว่าทั้งการทำรัฐประหาร หรือแม้แต่การคุกคามประชาชนอย่างที่ท่าน กำลังทำอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ นอกจากแช่แข็งประเทศและฉุดรั้งอนาคตเอาไว้
อีก ๒ สิ่งที่ฉุดรั้งอนาคตของคนไทยไว้และมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางก็คือ ระบบราชการและระบบการศึกษา เป็นที่รู้กันอยู่ว่าระบบราชการไทยมีความแข็งตัวสูง มองภายนอกอาจจะดูเหมือนทันสมัยแต่จริง ๆ แล้วเป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีแต่พรรคพวก แต่ละกรม แต่ละกระทรวงต่างมีอาณาจักรของตนเอง ถือกฎหมายของตนเองไม่ยอมให้ใคร ล้ำเส้น ระบบราชการแบบนี้เป็นระบบที่ล้าหลังไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ได้เลย ปัญหาหลายอย่างที่คาราคาซังก็มาจากระบบราชการแบบนี้ อีก ๑ ปัญหาที่ชัดเจนมาก คือระบบการศึกษาไทยเป็นระบบที่ล้าหลังและไม่เคยเปลี่ยน รุ่นพ่อ รุ่นแม่เราสอนกันมา อย่างไร รุ่นนี้ก็สอนไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก โรงเรียนจึงกลายเป็นสถานที่ผลิตซ้ำความรู้ เพื่อผลิตพลเมืองเชื่อง ๆ ที่เชื่อฟังรัฐ และสถาบันการศึกษากลายเป็นที่บ่มเพาะระบบอำนาจนิยม ที่แรกที่เด็กได้พบเจอ ไม่ว่าจะเกิดจากกฎระเบียบที่ล้าหลัง การใช้อำนาจของครูกับลูกศิษย์ หรือรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ความล้าหลังและการกดทับที่ต่อเนื่องยาวนานในระบบการศึกษาไทย ส่งผลให้นักเรียน นักศึกษาที่พวกเขาโตมาจากระบบโลกาภิวัตน์มีความต้องการจะปลดแอก ตัวเองจากระบบห่วยแตกแบบนี้ ท่านประธานครับ ในอนาคตเราต้องเผชิญกับความ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เรายังมองไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเดินไป อย่างไร อนาคตที่ไม่มีอนาคต ผู้นำที่ไม่มีภาวะผู้นำ ระบบการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน ทำให้เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้เลย จะเห็นได้ว่าการจัดทำงบประมาณยังคงเหมือนเดิม ระบบราชการยังคงรวมศูนย์ไม่มีเปลี่ยนแปลง และระบบการศึกษาแข็งทื่อไม่มีการปรับตัว ดังนั้นสังคมไทยตอนนี้ยังมืดมิดไร้ทางออก เพราะว่าท่านพยายามหวงแหนอดีตที่รุ่งเรือง ที่ทำให้ท่านได้ประโยชน์จากอดีตนั้น ในช่วงเวลาที่คนไทยจำนวนมากถามว่าอนาคตของเขา คืออะไร อดีตของท่านได้สร้างเวรกรรมผูกมัดพวกเขา ถ่วงพวกเขาเอาไว้ทำให้พวกเขา ก้าวไปสู่อนาคตไม่ได้ วิกฤตินี้จะรุนแรงขนาดไหนหลายท่านในห้องนี้ผ่านวิกฤติมามากกว่าผม คงรู้ดีว่าไม่มีครั้งไหนที่มีการประท้วงรัฐบาลจะเกิดขึ้นมากและกระจายไปทั่วประเทศขนาดนี้ ไม่มีครั้งไหนที่การประท้วงรัฐบาลจะลงรากลึกไปถึงนักเรียนมัธยม ถ้าการเมืองดีพื้นที่ ของนักเรียนนักศึกษาจะไม่ใช่ท้องถนน ถ้าท่านปฏิรูปประเทศจริงตั้งแต่ ๖ ปีก่อน การชุมนุม ของนักเรียนนักศึกษาจะไม่เกิดขึ้น เลิกดูถูกพวกเขาด้วยอคติว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง ถูกล้างสมอง เลิกทวงบุญคุณพวกเขา เลิกทวงบุญคุณประชาชนได้แล้วว่าท่านเข้ามาบริหารประเทศ เพราะอะไร เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาจริง ๆ ปลุกให้เขาตื่นก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือความล้มเหลวของท่านที่ประชาชนอยากจะทวงคืนจากท่าน เป็นเวลา ๖ ปีแล้ว ที่ประเทศไทยของเราอยู่ภายใต้การบริหารของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในประวัติศาสตร์ไทยนับว่าหาได้ยากที่ใครจะดำรงตำแหน่งคนเดียวได้ต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ เป็นรองเพียงแค่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เท่านั้น การครองอำนาจในฐานะผู้นำสูงสุดที่ยาวนานต่อเนื่องถือเป็นเรื่องดีหากเราได้ผู้นำ ที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ เคารพประชาชน ก็จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง แต่ ๖ ปีที่ผ่านมาเป็นการพิสูจน์แล้วว่าเราได้ผู้นำที่ไม่มีภาวะผู้นำ ไม่มีความสามารถ ไร้วิสัยทัศน์ ดูถูกประชาชน เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ชัดเจนว่าคนไทยอาจจะได้ นายกรัฐมนตรีที่แย่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ถึงวันนี้ชัดเจนแล้วว่าความวุ่นวาย ความสิ้นหวัง ความล้าหลังในประเทศทุกวันนี้ ใจกลางของความล้มเหลวอยู่ที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเมื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ท่านควรหลีกทาง ลงจากอำนาจคืนอนาคตให้ชาติ ออกไปเถอะครับก่อนที่ประเทศชาติของเราจะย่อยยับ เกินกว่าที่พวกท่านจะชดใช้คืนไหว ขอบคุณครับ