วันมูหะมัดนอร์ วิจารณ์รัฐบาลล้มเหลวเศรษฐกิจ-ขาดภาวะนำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

วันมูหะมัดนอร์ มะทา วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรงในหลายด้าน ทั้งความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ การเพิ่มหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น จนกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังและกำลังซื้อของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบจากนโยบายการเงินและการท่องเที่ยวที่ซบเซา รวมถึงการบริหารประเทศภายใต้ระบอบที่ขาดความชอบธรรมจากการรัฐประหารและการใช้อำนาจพิเศษที่ทำลายหลักประชาธิปไตย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงประชาชนและพิจารณาการลงจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ต้องขอขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับท่านประธานที่ได้เปิดการอภิปรายโดยไม่ลงมติในวันนี้ เพื่อที่เราจะได้นำปัญหาวิกฤติ ของบ้านเมืองซึ่งมีหลายเรื่องประกอบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราได้เน้นถึงเรื่องเศรษฐกิจ และการเมือง วันนี้เราจะได้นำเอาปัญหาต่าง ๆ เพื่อมาเสนอแนะต่อท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่ง ๒ ท่าน ที่ได้กล่าวมาก่อนผมก็ได้ชี้ให้เห็นชัดว่าบ้านเมืองเราค่อนข้าง ที่จะวิกฤติในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจนั้นพูดได้ว่าเราล้มเหลวมาโดยตลอด ความจริงถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบว่าความล้มเหลวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะภัยของโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างที่คุณพิธาพูดเมื่อสักครู่ว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อเราเปิดสภาเมื่อปีกว่าที่แล้ว คงจะพูดอย่างนั้นได้ แต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตั้ง ๖ ปีมาแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหา ทางด้านการเมืองไม่เคยดีขึ้นเลยครับ กลับทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเองจึงอยากให้ท่าน ได้รับฟังสภาในวันนี้ และตอนสุดท้ายเราก็หวังว่าท่านจะได้ตัดสินใจเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทย เพื่อภาวะวิกฤติ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่สภาที่พูดกันในวันนี้เท่านั้น คนข้างนอก คนรากหญ้า ผมออกไปพบ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถแท็กซี่ แม่ค้าขายข้าวแกง ร้านย่อยหรือที่ขายกันในห้าง ทุกคนก็พูดตรงกันว่าผู้แทนจะทำอย่างไรกับภาวะเศรษฐกิจที่ล้มละลายในขณะนี้ ไม่มีโอกาส ที่จะฟื้นได้เลย คนขับรถแท็กซี่ไม่มีเงินที่จะเสียค่าเช่าหรือค่าผ่อน คนขับรถตู้ประกาศว่า ใครจะเอารถตู้ไป ไม่ขายหรอกครับ ยกให้ไปผ่อนต่อก็แล้วกัน ถ้าท่านเดินไปตามถนนหนทาง บังเอิญว่าผมได้ไปดูทั้งที่เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เศรษฐกิจขนาดย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหาร ร้านขายข้าวแกง ร้านทั่วไป ผมว่าในขณะนี้อยู่ในภาวะที่จะล้มละลายและปิด ไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ลองคิดดูว่าร้านเหล่านี้ต้องปิดไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เจ้าของกิจการ และคนงานต้องว่างงานอีกเท่าไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากภาวะที่รัฐบาลขาดภาวะความ เป็นผู้นำที่จะไปแก้ไขปัญหาของประชาชนเหล่านี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่อง ภาวะเศรษฐกิจ ผมจะพูดในประเด็นหลักใหญ่ ๆ ไม่กี่ประการเท่านั้น ให้เห็นว่าความล้มเหลว ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเรื่องของภัยโควิด (COVID) หรือเรื่องของภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก มันเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้แกนนำที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยแท้

ในประการแรก เรื่องหนี้สินของรัฐบาลที่ตั้งแต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา ๖ ปี ท่านกู้ทุกปี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ยอดรวมหนี้สินของรัฐบาลที่กู้มา ไม่ได้ไปทำอะไรครับ มาเพื่อทำให้ดุลของรัฐบาลมันสมดุล หมายความว่าท่านตั้งรายจ่ายไว้สูง แต่รายรับของท่านต่ำ กู้มาตลอดครับ รวม ๖ ปี ก็ ๓.๔ ล้านล้านบาท รวมทั้งที่กู้เพื่อโควิด (COVID) ๑ ล้านล้านบาทด้วย ซึ่งอันนี้ก็อยากจะ เรียนต่อท่านประธานว่าผมก็เพิ่งเห็นว่ารัฐบาลเอาเงินไปแจกชาวบ้าน แทนที่ชาวบ้าน เขาจะชื่นชมแล้วก็ดีใจปรากฏว่ารัฐบาลถูกด่ามาโดยตลอด หลัง ๆ นี่เพิ่งแก้ปัญหาได้ เพราะการเยียวยาทางด้านภัยโควิด-๑๙ (COVID-19) ของประชาชนนั้นทำอย่างไม่ทั่วถึง มีเงื่อนไขอะไรเยอะแยะ ผมไม่จำเป็นต้องพูดเพราะว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลในประเทศ อื่น ๆ เวลาเขาเยียวยาเขาทำอย่างเสมอหน้า นี่เป็นสิ่งที่ประชาชนเขาต้องการจะมาก หรือน้อยควรจะทำอย่างเสมอหน้าและทั่วถึงในระยะเวลาที่ไม่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน แต่ว่า เงินที่รัฐบาลเยียวยามาปรากฏว่าเกิดปัญหาทุกด้าน ซึ่งอันนี้ท่านก็ทราบดี ถึงแม้ว่าจะแก้ไขได้ แต่ว่าได้ไม่คุ้มที่เสียไป ท่านประธานครับ เราก็เป็นห่วงว่าถ้ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์เป็นรัฐบาลต่อไปท่านก็ต้องกู้ต่อไป ปีนี้กู้ไปตั้งวงเงินงบประมาณ ๔.๔๙ ล้านล้านบาท แต่เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายก็บอกแล้วว่าการเก็บรายได้ของปีนี้ปี ๒๕๖๓ ก็ทำท่าว่ายังจะขาดอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นที่กู้ไว้เดิมเพื่อให้ได้ดุลนั้นก็น่าจะไม่พอก็ต้องกู้ต่อไป การกู้เงินเพื่อให้รัฐบาลทำงบประมาณให้ได้ดุล อันนี้เป็นการเอาเงินในอนาคตของประเทศ มาใช้ก่อน ซึ่งถ้ารัฐบาลมีวิธีการที่จะหามาชดใช้ก็ยังพอทำเนา แต่การที่ท่านกู้โดยไม่พูดถึงว่า จะใช้อย่างไร เวลาท่านตั้งวงเงินใช้หนี้ไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องเงินต้น ส่วนใหญ่ก็ใช้แต่ดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นเงิน ๓.๔ ล้านล้านบาท มันจะโตอีกเท่าไรถ้าท่านยังเป็นรัฐบาลต่อไป นั่นหมายถึงว่าพวกเราและอนาคตของลูกหลานเราที่เขากำลังไม่ค่อยพอใจว่าเขาจะฝาก อนาคตกับรัฐบาลนี้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลกำลังจะสร้างหนี้สินแล้วให้เขาต้องมาชดใช้โดยที่เขา ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยเลย เพราะฉะนั้นน่าเห็นใจประชาชนและลูกหลานของเราที่คิดว่ารัฐบาล กำลังจะสร้างหนี้สินให้กับเขาอย่างไม่ยั้งมือ เพราะท่านใช้วิธีบริหารง่าย ๆ ก็คือว่า ทำงบประมาณแล้วก็ใช้ไป ถ้าไม่พอก็กู้มา แล้วก็ถ้าเก็บรายได้ไม่พอเท่าไรก็กู้เพิ่มเติม อย่างนี้ ใคร ๆ ก็บริหารได้ และถ้าไปบริหารบริษัทหรือเป็นหัวหน้าครอบครัวก็เจ๊งตั้งแต่แรก เพราะ มีแต่กู้ ๆ แล้วเวลาจ่ายไม่พอก็ถามต่อไปว่าใครจะให้กู้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าความเชื่อถือ ของประชาชนคนในประเทศและต่างประเทศจะเชื่อถือรัฐบาลได้อย่างไร เพราะรัฐบาล มีแต่กู้ ๆ แล้วก็ไม่ได้คิดถึงวิธีการที่จะใช้หนี้เลย

ในอันที่ ๒ ในด้านเศรษฐกิจก็ชี้ชัดว่าหนี้สาธารณะซึ่งหมายถึงว่าหนี้ ของประเทศ ทั้งของรัฐบาล ทั้งรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลกู้ให้หรือว่าค้ำประกัน ในขณะนี้ตัวเลข ขึ้นถึงประมาณ ๗.๒ ล้านล้านบาท หรือประมาณ ๔๖-๔๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อันนั้นหมายถึงว่าถ้าจีดีพี (GDP) เราโตตามที่รัฐบาลบอกไว้คือเศรษฐกิจเราจะโตประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์บ้าง ที่โม้ ๆ ไว้ แต่ถ้าจีดีพี (GDP) ของประเทศเหมือนที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือจะติดลบ ๑๒-๑๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นหนี้ ๐.๗ ล้านล้านบาท ก็จะขึ้นถึง ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศ ซึ่งบ่งบอกถึงความอันตราย ความมั่นคง ของประเทศทางด้านการคลัง

อันที่ ๓ หนี้ครัวเรือน หมายถึงว่าหนี้ภาคประชาชน อันนี้ก็น่าเป็นห่วงครับ เพราะจนถึงวันนี้หนี้ครัวเรือนก็มีมากถึง ๑๓ ล้านล้านบาท ๘๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศ ซึ่งหมายถึงว่าหาเงินมาได้ ๑๐๐ บาท ทุกครัวเรือนโดยเฉลี่ย ต้องเอาไปเก็บ เอาไว้เพื่อใช้หนี้ ๘๐ บาท สามารถจะใช้ได้ในครอบครัวได้เพียง ๒๐ บาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นภาวะเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในการที่จะมีเงินใช้จ่าย การที่มีหนี้ครัวเรือนมากถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นภาวะที่รัฐบาลอย่าดีใจ แล้วรัฐบาลไม่ได้คำนึงถึง

ประเด็นต่อไปนะครับว่าเราก็ข้องใจ ผมเองก็พยายามที่จะสอบถามรัฐบาล อยู่หลายครั้งว่าทำไมไม่แก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเรื่องง่าย ๆ อย่างนี้ เราพูดถึงว่าการส่งออก ของเราไม่ดี ๒-๓ ปีมาแล้ว แล้วปีนี้แน่นอนครับภาวการณ์ส่งออกจะต้องติดลบไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เราส่งออกไปติดลบอาจจะมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน แต่อันหนึ่งที่เขาพูดกันทั่วว่าอัตราค่าแลกเปลี่ยนของเรามันแข็งเกินไป ตอนนี้อัตรา แลกเปลี่ยนของเรา ๓๑-๓๒ บาท เฉียด ๆ อย่างนั้นครับ มันแข็งเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับ ค่าของเงินในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย เอาใกล้ ๆ เรา ประเทศมาเลเซียเมื่อก่อนอัตราแลกเปลี่ยนเขา ๑๐ บาท ต่อ ๑ เหรียญ ตอนนี้เขาเหลือแค่ ๗ บาท เพราะฉะนั้นใครไปเที่ยวประเทศมาเลเซีย ใครสั่งของจาก ประเทศมาเลเซียถูกลงตั้ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราไปแข่งเขาได้อย่างไรครับ เพราะว่าเขา ถูกกว่าเรา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนคนซื้อเขาก็ต้องเลือกของที่ถูกกว่า และอัตราแลกเปลี่ยนนี้ เราก็เห็นชัดว่าประเทศจีนถึงแม้ว่าเขาจะถูกกดดันอย่างไร ให้ค่าเงินลอยตัวหรือทำให้ค่าเงิน ของเขาแข็งขึ้น เขาไม่ยอมครับ ของประเทศจีนจึงส่งขายได้ถูกทั่วประเทศ ทำให้เงินตรา เข้าประเทศจีนมีมากอย่างที่เราทราบ ๆ ฉะนั้นปัญหาง่าย ๆ อย่างนี้อัตราค่าแลกเปลี่ยน ที่ทำให้เราขายของไม่ออก ท่านอาจจะบอกว่าถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเราอ่อนลง เราอาจจะต้อง ซื้อน้ำมันแพง ถ้าเราซื้อน้ำมันแพงเราก็ใช้ให้น้อยลง ก็จะประหยัด แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ โรงงานก็ปิดเยอะ การขนส่งก็น้อยลง น้ำมันก็ไม่ได้โตขึ้น มันไม่ค่อย มีเหตุผล มันต้องมีเหตุผลบางประการ เป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่ใกล้ชิดกับตัวท่าน นายกรัฐมนตรีหรือเปล่าครับ ที่เรากดอัตราแลกเปลี่ยนให้สูงขึ้นอย่างนี้มาหลายปีตั้งแต่ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีมา ซึ่งทำให้ดุลการค้าเราแล้วก็การส่งออกของเรา รวมทั้ง การท่องเที่ยวด้วย ถ้าค่าของเงินเราอ่อนลง เขาพูดกันครับ นักการธนาคารกลัวว่าค่าของ เงินเราน่าจะ ๓๕-๓๖ บาท หรือไม่เกิน ๓๘ บาท ถ้าค่าเงินของเราอ่อนลง พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าเราส่งของไปขายต่างประเทศ ๑ เหรียญ ไม่ต้องไปทำอะไรครับได้กำไรแล้ว ๔-๕ บาท เพราะค่าของเงินอ่อนลงแทนที่จะแข็งขึ้น อย่างนี้ก็เกิดความสุขทั่วว่าขายของแล้วมาแลกเป็น เงินไทยได้เงินมากขึ้น ได้กำไรมากขึ้น ผมคิดว่านี่คือประเด็นง่าย ๆ ที่รัฐบาลไม่ยอมกระทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง อาจจะเป็น ประโยชน์ของคนบางกลุ่มก็ได้นะครับ

เรื่องเศรษฐกิจอีกอันหนึ่งก็คงจะมีคนพูดต่อไปว่า อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจ ของรัฐบาลนี้ก็ต้องพบปัญหาแน่นอน เพราะการส่งออกแล้วก็เรื่องการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวก่อนหน้านี้เรามีผู้คนมาท่องเที่ยวประเทศไทยถึง ๔๐ ล้านคน แต่ตอนนี้ ๑๐ ล้านคนก็ยังไม่ถึง หมายความว่านักท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้ก็ลดลง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นเช่นเดียวกัน รายได้ท่องเที่ยวของประเทศเรานั้น เป็นรายได้หลักนะครับ ประมาณ ๓ ล้านล้านกว่าบาท ทีนี้ถ้าหากว่านักท่องเที่ยวขาดไปตั้ง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒ เท่าอย่างนี้ จาก ๓ ล้านล้านบาทนี้ ๑ ล้านล้านบาท มันหายไป ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจของเรา

ผมจะขอข้ามมา ท่านประธานครับ เอาปัญหาเรื่องการเมือง เพราะเรามาอยู่ ในสภานี้ ถ้าไม่พูดถึงว่าวิกฤติการเมืองที่อันตรายมาก ๆ ซึ่งวิกฤติการเมืองของประเทศเรา ไม่ได้เกิดขึ้นปีนี้หรือปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้วิธีการจะเป็นโดยเตรียมการหรือโดยบังเอิญ ปฏิวัติรัฐประหารประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ๕ ปีในด้านการเมืองของพวกเราวิกฤติโดยตลอด เพราะประเทศต่าง ๆ เขาก็ไม่ให้ความเชื่อถือประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร แล้วก็ผู้นำประเทศมาจากอำนาจ เผด็จการ ไม่ใช่มาจากอำนาจของประชาชน เพราะฉะนั้น ๕ ปีที่ผ่านมานั้นเรามีปัญหาวิกฤติ ของด้านการเมืองมามาก จนกระทั่งก็มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ วิกฤติทางด้านการเมือง ที่เกิดขึ้นนั้นเพราะเราไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ อยากจะพูดถึง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านบอกว่าให้สัญญาว่าอยู่ไม่นาน แต่การอยู่ไม่นานของท่านด้วยการ ใช้อำนาจเผด็จการ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ใช้มาตรา ๔๔ บริหารประเทศนั้น ก่อความเสียหายในด้านประชาธิปไตย ในด้านการบริหารจัดการมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ท่านก็ไปแทรกแซงการบริหารราชการ การกระจายอำนาจของท้องถิ่น ท่านก็ไปยุบ องค์การบริหารท้องถิ่นในหลายสิบแห่ง และท่านให้ข้าราชการประจำคือปลัด อบต. บ้าง ปลัด อบจ. บ้าง ไปทำหน้าที่ผู้แทนของปวงชน แม้แต่ กทม. ท่านก็แต่งตั้งบุคคลที่ใช้อำนาจ มาตรา ๔๔ ให้เป็นผู้ว่า กทม. ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง รวมทั้งท่านก็ใช้อำนาจไปยุบสมาชิกของ กทม. คือสภาเขต ซึ่งกำลังจะเรียกร้องกันมากมาย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าช่วงที่ท่านใช้อำนาจ ตามมาตรา ๔๔ นั้นเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคต่าง ๆ มากมาย แล้วท่าน ก็สร้างกฎหมายที่ท่านคิดว่าเป็นธรรมแต่เป็นธรรมเฉพาะบางคน บางหมู่ บางพวก ซึ่งสร้างปัญหามากมาย แม้แต่ พ.ร.บ. พรรคการเมือง หรือ พ.ร.บ. การเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ในการออกกฎหมายนี้ แต่ออกโดยสภานิติบัญญัติ ซึ่งเป็นคนตั้งขึ้นมา เราก็จะเห็นว่า พ.ร.บ. พรรคการเมือง ก็สร้างปัญหากับนักการเมือง เกือบทุกคน จนกระทั่งดำเนินการแทบไม่ได้ หรือ พ.ร.บ. การเลือกตั้งก็จะเห็นว่าเป็น การเลือกตั้งที่เอื้อให้กับบางพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่สนับสนุนท่านเพื่อเป็น นายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองบางพรรคที่มีสมาชิกถึงเกือบ ๑๐๐ ท่าน มีคนไปลงคะแนน เลือกตั้งเพื่อสนับสนุนถึง ๖ ล้านคน ก็ถูกยุบลงไปเพราะว่าไม่ได้สนับสนุนท่าน ผมพูดอย่างนี้ ก็อาจจะเกินไปแต่ก็อยากจะเรียนว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นของประชาชน ถ้าผิดถูกอย่างไร ผู้บริหารก็ต้องถูกลงโทษไป แต่ไม่ควรจะยุบพรรคการเมืองของประชาชน เขามีสมาชิก เป็นล้าน ๆ คน หรือเป็นแสน ๆ คน นี่คือการใช้อำนาจเผด็จการเพื่อทำลายการเมือง แล้ว พ.ร.บ. การเลือกตั้งก็ออกมาประหลาด ๆ อย่างที่ประชาชนทั่วไปได้เห็นว่ามีการ นับคะแนนกันเป็นเดือนยังไม่สามารถจะประกาศผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นวิธีการ ที่ประหลาดมาก

เรื่องสุดท้ายที่ขอพูดกับท่านประธานผ่านไปทางนายกรัฐมนตรีด้วยความ เคารพแล้วก็ด้วยความหวังดีกับท่าน ผมไม่มีอะไรที่จะไปอิจฉาในอำนาจบารมี ของท่าน แต่ก็อยากจะพูดด้วยความหวังดีว่าที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตอนปฏิวัติก็อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ควรจะใช้เวลานานขนาดนั้น แต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในสภาขณะนี้ท่านบอกว่า ก็สภาเป็นคนเลือก แต่เป็นการเลือกจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่บอกว่าเป็นการสืบทอด อำนาจ มีที่ไหนครับท่านแต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน แล้วก็ออกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่กำลัง เสนอแก้ไขนั้นว่าสมาชิกวุฒิสภาสามารถจะมาเลือกคนที่แต่งตั้งเขามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มันเป็นกฎหมายที่ไม่ทราบว่าประเทศไหนเขาใช้ คือออกรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคนจำนวน ๒๕๐ คนมา แล้วก็ให้คนเหล่านั้นมาเลือกคนที่แต่งตั้งขึ้นมา หมายความว่าชงเองกินเอง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มันเป็นอำนาจที่ไม่อยากจะพูดว่าเดินมาด้วยความไม่ปกติ เดินมา ด้วยการหากจะพูดฉ้อฉลมันก็เกินไป แต่ว่าเดี๋ยวนี้เขารู้ทันกันหมด เด็กประถมศึกษา เด็กมัธยมศึกษา นักศึกษามา ประชาชนก็บอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ฉ้อฉลอย่างนี้ ไม่แก้ไขแล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร อันนี้เราพูดกันด้วยความจริงใจนะครับ

อีกประการหนึ่ง คือท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศนี้ มา ๖ ปีกว่าแล้ว ขณะนี้เป็นวิกฤติของชาติบ้านเมือง ถ้าเรื่องเศรษฐกิจเดี๋ยวจะมีคนพูด อีกเยอะครับ ทั้งในเรื่องการเมือง ผมคงไม่มีอะไรมากกว่าที่จะเรียกร้องความเสียสละ จากท่าน เพื่อตัวท่านเองด้วยครับ เพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน ถ้าท่านเห็นแก่ ชาติบ้านเมือง เห็นกับประชาชน มันหมดเวลาของการใช้อำนาจที่ไม่ตรงไปตรงมาเพื่อเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นหมดเวลาของท่านแล้วนะครับ ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานว่าท่านประธานกับผมก็อยู่ในสภานี้มานาน ท่านนาน กว่าผมอีก เราก็ได้เห็นการเป็นนายกรัฐมนตรี การปฏิวัติรัฐประหารและการลงจากอำนาจ ของผู้นำหลายท่านที่ผ่านมา ผมอยากจะยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่า เราจะลงจากอำนาจแบบไหนดีที่ไม่ต้องไปเจ็บเนื้อเจ็บตัวและลงอย่างสง่างาม ท่านประธาน คงจะจำได้ว่าปี ๒๕๒๓ ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงนั้น ท่านประธานก็อยู่ใน ครม. ของท่านด้วย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่าน พลเอก เปรม บริหาร ประเทศไประยะหนึ่งก็มีคนบอกว่าต้องการให้ประเทศปกครองด้วยประชาธิปไตยเต็มใบ ก็เหมือนกับ พลเอก ประยุทธ์ ตอนนี้นะครับ ไม่ได้ประชาธิปไตยเต็มใบครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ยังให้อำนาจ ส.ว. ก็เหมือนในยุคนั้น ในยุคท่านเกรียงศักดิ์ ท่าน พลเอก เปรม ให้ ส.ว. มาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ให้ ส.ว. ออกกฎหมายที่สำคัญได้ ก็เหมือนปัจจุบันนี้ครับ กฎหมาย ปฏิรูปก็ต้องผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ผ่านสภาอย่างเดียว แต่เมื่อประชาชนจำนวนไม่มากเท่าไร เรียกร้องบอกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบควรจะหมดไป ควรจะมีประชาธิปไตยเต็มใบ พลเอก เปรม นายกรัฐมนตรีตอนนั้นได้ยินเสียงกระซิบอันนี้ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งไปแล้ว ผู้นำพรรคการเมืองทั้งหลายที่สนับสนุนท่านไปหาท่านให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ท่านแคร์ (Care) ต่อเสียงประชาชนที่บอกว่าขอให้เลิกเถอะประชาธิปไตยครึ่งใบ ขอให้เป็น ประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะนานพอสมควรท่าน พลเอก เปรมบอกกับผู้นำพรรคการเมือง ที่เชิญท่านเป็นนายกรัฐมนตรี บอกว่าผมพอแล้ว อันนี้เพื่อให้ทราบว่าหลังจากนั้นท่าน ก็ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ท่านลงอย่างสง่างามสามารถจะดำรงตำแหน่ง อันทรงเกียรติของประเทศนี้ถึงเป็นประธานองคมนตรี อีกท่านหนึ่งนายกรัฐมนตรีที่มาจาก ผู้นำเหล่าทัพแต่ไม่ได้ปฏิวัติรัฐประหาร เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอำนาจของสภา คือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๓๙ ก็เกิดภาวะต้มยำกุ้งเหมือนท่าน พลเอก ประยุทธ์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้ครับ มีเรื่องโควิด (COVID) มีเรื่องเศรษฐกิจ ถดถอย แล้วก็จีดีพี (GDP) ก็ลดใกล้เคียงกัน ต้องกู้เงินจากต่างชาติเช่นเดียวกัน มีประชาชน เรียกร้องว่าหมดเวลาของ พลเอก ประยุทธ์ แล้วต้องการให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขปัญหาของ ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาการเมือง เดินม็อบ (Mob) ที่ถนนสีลมน่าจะไม่ถึงหมื่น ๒-๓ ชั่วโมง ท่านอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลประกาศทันทีว่าเมื่อประชาชนเขาไม่ต้องการ เขา ต้องการให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ ผมขอลาออก อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของ พลเอก ๒ พลเอกที่ท่านควรจะได้คิดและเอาเป็นตัวอย่างหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับท่าน และผมก็เห็นว่า ฯพณฯ พลเอก เปรม หรือท่าน พลเอก ชวลิต เมื่อลงแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ถูกยึดทรัพย์ ไม่ถูกด่า ไม่ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ อยู่อย่างสบาย ๆ ท่านหนึ่งก็เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ อีกท่านหนึ่งก็ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีคนไปหาได้ตามปกติ แต่อีกด้านหนึ่งก็อยากจะพูดกับท่าน นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าถ้าท่านไม่ฟังเสียงประชาชน ท่านยังดื้อดึงคิดว่าท่านเก่ง อยู่มา ๖ ปีแล้ว ๗ ปี ๘ ปี หรือขอเป็นต่อไป ตัวอย่างก็มีอยู่ครับ ผู้นำเหล่าทัพที่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ดื้อดึง เกิดปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและทางด้าน การเมือง อย่างน้อยพอจะยกตัวอย่างนะครับ ต้องขอประทานโทษท่านประธาน ผมไม่ต้อง เอ่ยชื่อก็แล้วกัน เพราะว่ารู้ ๆ กันอยู่ ๒ ท่าน ท่านแรกเป็นถึงจอมพลครับ เคยเป็น ผู้บัญชาการทหารบก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสร็จแล้วก็มีการไม่พอใจว่า โกงการเลือกตั้ง ในที่สุดท่านก็หนีไปต่างประเทศและเสียชีวิตในต่างประเทศ ทรัพย์สิน ก็ถูกยึดบางส่วน อีกท่านหนึ่งก็เป็นจอมพลก็เพิ่งจะจากพวกเราไป ก็เช่นเดียวกันครับ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ก็เกิดขึ้นอย่างนี้นะครับ นักศึกษาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรียกร้องการ แก้ไขปัญหาประชาธิปไตย การละเมิดสิทธิ ปรากฏว่าผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับไป เกิดการ เรียกร้องที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เกิดปัญหาวิกฤติ ในที่สุดจอมพลท่านนั้นก็ต้องไป ต่างประเทศ กลับมาในสภาพที่ไม่ใช่จอมพลแต่ห่มผ้าเหลืองกลับมาซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ทรัพย์สินก็ถูกยึดไปเยอะ เพราะฉะนั้นผมได้เอาตัวอย่างผู้นำเหล่าทัพที่มีพรรคการเมือง สนับสนุน ๒ ท่านที่ลงด้วยดีไม่มีปัญหา เราก็ยังคิดถึงท่านอยู่ และอีก ๒ คนที่ลงอย่างไม่สวย เพราะเลือกวิธีการลงของท่านเอง ใจผมแล้วผมอยากให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เลือกเส้นทางที่ท่านจะลงด้วยวิธีการที่สวย ไม่ต้องถูกขับไล่ ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ บางทีเรื่องการลาออก ลงจากอำนาจมันก็ยุ่งยากตอนเดียว เท่านั้นเอง คือตอนที่คนแวดล้อมว่าท่านเก่ง ท่านต้องอยู่ ถ้าท่านไม่อยู่แล้วประเทศชาติ จะเสียหาย ตอนนั้นแหละทำให้เราฮึกเหิมว่าเราเก่งคนเดียว ไม่มีใครเก่ง แต่วันใด ท่านตัดสินใจแบบ พลเอก เปรมว่าผมพอแล้ว ตอนนั้นท่านจะมีความสุขที่สุด ลูกหลานท่าน ก็จะมีความสุข คนรอบข้างที่เขาเยินยอท่านเขาก็ไปหาคนอื่นต่อครับ เพราะว่าท่าน หมดอำนาจไปแล้ว อันนี้พูดด้วยใจจริง ด้วยความปรารถนาดีต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า หมดเวลาของท่านแล้ว ท่านควรจะลาออกอย่างท่าน พลเอก เกรียงศักดิ์ หรือถอยจาก การเมืองเหมือน พลเอก เปรม หรือลาออกอย่าง พลเอก ชวลิต ท่านอย่าเอาตัวอย่าง นายกรัฐมนตรีที่ตกลงด้วยความไม่สวยแล้วก็ถูกบันทึกประวัติศาสตร์ที่ไม่สวย ยังมีเวลา สำหรับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมยังให้โอกาสท่านตัดสินใจ แต่ตอนนี้ถ้าไปถาม คนทั่วประเทศ ไปถามคนที่เขาจะมาร่วมกัน บอกให้ท่านออกไปในวันที่ ๑๙ หรือต่อ ๆ ไป ทั่วประเทศ วันนี้เขาก็พูดอย่างเดียวกันว่าหมดเวลาของนายกรัฐมนตรีคนนี้แล้วครับ ท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณ หวังว่าบ้านเมืองเราจะดีด้วยการเสียสละของผู้นำ ของพวกเราครับ ขอบพระคุณครับ