อนุดิษฐ์ ชี้รัฐบาลก่อหนี้-สร้างม็อบสูงสุด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

อนุดิษฐ์ นาครทรรพ วิจารณ์รัฐบาลว่าก่อหนี้และสร้างม็อบมากที่สุด พร้อมเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง ยุติรัฐธรรมนูญเผด็จการ และยกเลิกหมายจับเยาวชนเพื่อคืนอำนาจสู่ประชาชน โดยอภิปรายปัญหาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการเมืองภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน ชี้ว่าความไม่มั่นคงทางการเมืองส่งผลให้การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะสูงและขาดดุลงบประมาณ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐราชการที่ขยายตัวเกินจำเป็นโดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงต่อความล้มละลายทางการคลังของชาติ

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ การอภิปรายทั่วไปในวันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่คณะรัฐมนตรีจะได้รับฟัง คำถามและข้อเสนอแนะ เพื่อที่จะเป็นข้อมูลอีกด้าน แล้วก็จะดีอย่างยิ่งครับหากท่านจะได้ กรุณานำเอาข้อเสนอแนะต่าง ๆ และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไปปรับปรุงการทำงานก็จะเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจำได้ผมลุกขึ้น อภิปรายตรงนี้หลายครั้ง เพื่อนสมาชิกของผมก็ลุกขึ้นอภิปรายฝากข้อเสนอแนะมากมาย ไปยังรัฐบาล ฝากไปยังนายกรัฐมนตรี แต่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ปัญหาต่าง ๆ ไม่ค่อยได้รับการแก้ไขครับ ข้าวยากหมากแพงเหมือนเดิม คนไทยก็ยังฆ่าตัวตายไม่เว้นแต่ละวัน ใคร ๆ เขาก็บอกครับ เขาบอกผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนดี ผมก็แอบเห็นตัวท่านเอง ท่านก็ชมตัวท่านเองอยู่บ่อย ๆ ว่าท่านเป็นคนดี ท่านประธานต้องบอกท่านนายกรัฐมนตรีครับ การเป็นคนดีถ้าเป็นคนดีท่านต้องรีบแก้ไข อย่าแก้ตัวไปวัน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าได้ไปฟัง พวกที่เขาชอบประจบสอพลอ บอกกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าบ้านเมืองไม่มีปัญหา ท่านบริหารราชการได้สุดยอดครับ ใครพูดแบบนี้ บอกเลยครับโกหกทั้งนั้น แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ผมต้องขอเสียทีนะครับ ก๊วนกอล์ฟวันหยุดของท่านเลิกตีเถอะครับ เอาเวลาไปแก้ปัญหาบ้านเมืองจะดีกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมจะขออนุญาต มาสะท้อนปัญหาต่าง ๆ อีกครั้ง ยืนยันนะครับหลายปัญหาเราได้เคยพูดในสภาแห่งนี้ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จบการ อภิปรายช่วงนั้นผมจะขอเสนอแนะข้อเสนอแนะดี ๆ ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้โปรดตั้งใจฟังนะครับ

เรื่องแรก ผมจะขออนุญาตหยิบยกประเด็นสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้ขึ้นมาก่อน ในการอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมาท่านผู้อภิปรายก็ได้ให้ฉายานามท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ไว้เยอะแยะทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้ถูกตั้งฉายาว่าท่านเป็น นายกรัฐมนตรีที่ก่อหนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ สถิตินี้กำลังอาจจะถูกสถิติใหม่อีกเรื่องหนึ่งมาแรงแซงโค้งแทนฉายากู้หนี้ของท่าน อีกฉายาครับ ท่านกำลังจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้เกิดการก่อม็อบ (Mob) ทำให้เกิดการชุมนุมมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ ท่านอาจจะบอกเองว่าท่านเองก็ไม่ได้เป็นคนไปก่อม็อบ (Mob) แต่สาเหตุ ก็มาจากท่านนายกรัฐมนตรีนี่แหละ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของการเมืองไทยอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปรากฏการณ์มีการรวมตัวกันของ ลูกหลานเยาวชนคนไทยออกไปรวมตัวกันขับไล่ท่านมากที่สุดในประวัติศาสตร์ วันนี้มีเด็ก ออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง ท่านประธานรู้ไหมครับว่าเพราะอะไร ถ้าท่านประธานไม่ทราบ ลองบอกให้ท่านนายกรัฐมนตรีลองหลับตาดู ผมจะขออนุญาตหลับตาเป็นเพื่อนท่านสัก ๑๐ วินาที ตอนหลับตาท่านมองเห็นอะไรไหมครับ ผมต้องกราบเรียนว่าไม่เห็นอะไร พอหลับตาเสร็จก็เห็นแต่ความมืด นั่นแหละครับคือความมืด ความมืดที่เป็นอนาคตของ ลูกหลานเยาวชนของเรา เยาวชนเขามองไม่เห็นอนาคต เขาเห็นแต่ความมืดเขาถึงออกมา ชู ๓ นิ้ว เขาถึงออกมาผูกริบบิ้นสีขาวไล่ท่านตั้งแต่ชั้นประถมศึกษายันอุดมศึกษาครับ แม้กระทั่งลูกหลานของคนในรัฐบาลของท่านก็ออกมาขับไล่ท่านด้วย แล้วท่านทำอย่างไรครับ พอมีการชุมนุม มีคนออกมาขับไล่ ท่านตอบโต้ ท่านตามจับเขา ท่านออกหมายเรียก ท่านตามคุกคาม โดนกันตั้งแต่เด็กอนุบาลยันไปถึงเด็กมหาวิทยาลัย ท่านประธานที่เคารพ เราเกิดในยุคที่วันนี้คุณครูต้องไปลงโทษเด็ก ๆ ที่เขาติดริบบิ้นสีขาว เราเกิดเจออยู่ในยุคที่ ปรากฏภาพของตำรวจเข้าไปกดดันคุณครู โรงเรียนกลายเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย มันเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ เราควร จะต้องมาช่วยกันเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้านี้ให้จบในสภาที่รุ่นเราเถอะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตทำหน้าที่เป็นตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ซึ่งพวกเราเป็น ส.ส. เขตทั้งหมดที่มาจากการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงของ พี่น้องประชาชนหลายล้านเสียงด้วยกัน ผมจะขออนุญาตทำแบบนี้ครับ ผมจะขออนุญาต ชู ๓ นิ้ว เป็นคำมั่นสัญญา ปฏิญาณตนต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศว่าเราจะขอคืนอำนาจ อธิปไตยกลับมาให้กับประชาชน เราจะใช้รัฐสภาแห่งนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออก ของประเทศเพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของประชาชน เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐ ท่านต้องยุติความรุนแรง ยุติการคุกคาม ยุติการออกหมายเรียก แล้วก็เราจะต้องยุติ รัฐธรรมนูญเผด็จการ เรากลับสู่การตั้ง ส.ส.ร. แล้วก็คืนอำนาจให้กับประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ แค่ท่าน ผม ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาล รัฐสภาแห่งนี้ เรามาร่วมกันเถอะครับ เรามาเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญอย่างจริงใจครับ เพราะกติกาที่เป็นปัญหาของประเทศฉบับนี้ เป็นต้นเหตุของปัญหา แล้วก็เป็นข้อเรียกร้องหลักของการเคลื่อนไหวของน้อง ๆ เยาวชน ของพวกเราทั่วประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือรายชื่อเยาวชนนักเคลื่อนไหว และนักศึกษาที่ถูกหมายเรียก หมายจับทั่วประเทศ หากท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะได้ ให้ความกรุณา ท่านจะรับฟังพวกเขาเหมือนที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์นะครับ อยากขอร้อง ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ ได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยกเลิกหมายจับเถอะครับ ยกเลิกหมายจับของเยาวชนทั่วประเทศ ถ้าเกิดขึ้นจริงบรรยากาศ ของประเทศนี้จะผ่อนคลายทันทีครับ แล้วเปิดเวทีให้ลูกหลานเยาวชนของเราเขาเข้ามาเสนอ ข้อเรียกร้องผ่านตัวท่านนายกรัฐมนตรีครับ หยุดคุกคามแต่เปลี่ยนเป็นคุ้มครอง หยุดปิดหู แล้วเปลี่ยนมารับฟัง หยุดปิดกั้นแล้วนำเสนอทางออกร่วมกัน ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรี สามารถที่จะลงมาฟังเด็ก ๆ ลูกหลานเยาวชนของเรา เอาละครับ นั่นก็คือประเด็นสำคัญ ประเด็นเร่งด่วนประเด็นแรกนะครับ

ผมจะขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งของการอภิปรายในครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาหลักของประเทศไทยวันนี้มีอยู่ ๒ ปัญหา นอกเหนือจาก ปัญหาการเมืองที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ก็จะเป็นเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ หลักฐาน เชิงประจักษ์ในวันนี้เขาบอกเลยครับว่าเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศไทยไปเชื่อมโยงกับ การเมือง เพราะการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจ อย่างที่บอกครับ ดูจากตารางเปรียบเทียบประมาณการรายได้ภาษีอากร กับภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามข้อมูลที่ผมนำแสดงบนจอภาพ จะเห็นได้ชัดเลยครับ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๙ ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลจัดเก็บภาษี ได้สูงกว่าประมาณการมาโดยตลอด โดยปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖ จัดเก็บได้สูงกว่า ประมาณการถึงเกือบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๑ แต่พอเราเกิดการยึดอำนาจ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ยึดอำนาจปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา การจัดเก็บภาษีจากนั้น ต่ำกว่าประมาณการ บางปีต่ำเกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยซ้ำไป เศรษฐกิจดูเหมือน จะมาเงยหัวอีกครั้งหนึ่งตอนปี ๒๕๖๒ ซึ่งตอนปี ๒๕๖๒ ต้องบอกว่าพี่น้องประชาชน เขาเกิดความหวัง ก็กำลังจะมีเลือกตั้ง แต่พอเลือกตั้งเสร็จปุ๊บนายกรัฐมนตรีคนเดิมกลับมา เศรษฐกิจก็กลับมาแย่เหมือนเดิม เมื่อไม่กี่วันมานี้คณะรัฐมนตรีเพิ่งจะอนุมัติให้ กระทรวงการคลังนั้นกู้เงินอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพราะว่าคาดการณ์ว่าการจัดเก็บ ภาษีของปี ๒๕๖๓ จะต่ำกว่าประมาณการไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙ หรือมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินคงคลังไม่พอจ่าย สิริรวมตั้งแต่ยึดอำนาจปี ๒๕๕๗-๒๕๖๓ รัฐบาลจัดเก็บภาษีต่ำกว่า ประมาณการไปถึง ๑ ล้านล้านบาทเศษ ซึ่งยังไม่ได้นับการก่อหนี้กู้เงินอีกหลายล้านล้านบาท ทั้งหมดเกิดจากฝีมือของ พลเอก ประยุทธ์ กับพวกนะครับ ซึ่งอย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ข้อมูลนี้ผมเคยพูดมาก่อนหน้านี้ เรื่องเหล่านี้ไม่มีโชค เกิดจาก การกระทำของท่านจริง ๆ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้ลากจูงแผ่นดินอันมั่งคั่งของพวกเรา ให้จมลงสู่กองหนี้สินซึ่งเป็นก้อนมหึมาทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ย้ำอีกครั้งนะครับ วันนี้ผมลุกขึ้นอภิปรายจะไม่มีการใช้วาทะโวหารทางการเมืองเพื่อจะมาเอาชนะคะคานกัน แต่จะพูดด้วยความเป็นห่วงประเทศชาติจริง ๆ แล้วก็จะใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ เป็นตัวชี้แจง ท่านประธานครับ ตัวเลข ๒ ตัว รายจ่ายประจำ ๒.๕๒๖ ล้านล้านบาท กับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ตัวนี้รวมกัน ๒.๖๒๕ ล้านล้านบาท ในขณะที่รายรับก็คือการเก็บภาษี แล้วก็รายรับอื่น ๆ ประเมินไว้ที่ ๒.๖๗๗ ล้านบาท เห็นไหมครับ ใกล้เคียงกันพอดี เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เกิดขึ้นเรายังไม่ได้มีสตางค์ใช้เงินในการลงทุนภาครัฐ แม้แต่บาทเดียว เพราะฉะนั้นนั่นก็หมายถึงการจัดเก็บภาษีจะต้องได้ตามที่ท่านประมาณการ แต่ขณะนี้ฟันธงไปเรียบร้อยแล้วว่าปี ๒๕๖๓ จัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าแน่นอน เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบ ไปยังหนี้สาธารณะที่อาจจะสูงเกินร้อยละ ๖๐ ของจีดีพี (GDP) เรื่องนี้ผมอยากให้ ผู้รับผิดชอบหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พลเอก ประยุทธ์ ท่านต้องชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทราบ เพราะไม่เช่นนั้นผมก็จะต้องบอกกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศผ่านท่านประธานไปว่า โปรดฟังอีกครั้งหนึ่งว่าสภาวะที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้เรียกว่าความล้มละลายทางการคลัง ของประเทศ ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าทำไมรัฐบาล คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จึงไม่มีใครเขายอมมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกำลังจะนำ ประเทศไปสู่ความล้มละลายหรือเปล่า ผมให้โอกาสท่านนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านมาชี้แจง ท่านประธานที่เคารพครับ จากตารางเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายกับผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ หากเปรียบงบประมาณรายจ่ายประจำกับรายจ่ายลงทุนตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๐-๒๕๖๔ จะเห็นว่ารายจ่ายประจำโตขึ้น ๒.๒ เท่า ในขณะที่รายจ่ายลงทุนนั้น เติบโตเพียง ๑.๘ เท่า ซึ่งแสดงว่ารายจ่ายประจำไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ มีสัดส่วนการเติบโตสูงกว่ารายจ่าย เพื่อการลงทุน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวบอกอย่างชัดเจน อย่างมีนัยสำคัญว่าสาเหตุที่เกิดขึ้น รัฐราชการขณะนี้กำลังเติบโตแล้วก็เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องเรียนผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ครับ ท่านต้องมีนโยบายที่จะจริงจัง ขณะนี้ รัฐราชการโตเหลือเกิน เราก็ต้องใช้เงินภาษีราษฎรนี่แหละครับเป็นการเข้าไปอุดหนุน ระบบราชการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้ประเทศของเรานั้นไม่มีโอกาสได้ลงทุนอะไรใหม่ ๆ อนาคตของประเทศก็จะแย่ลงไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างชัดเจนที่เราเห็นว่าท่านยังให้ความสำคัญ กับการขยายระบบรัฐราชการ ก็ไปดูที่กองทัพก็ได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมด้วย ทั้งพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ไปขยายอำนาจหน้าที่ของกองทัพออกไป อย่างกว้างขวางก็ส่งผลทำให้จำนวนข้าราชการกระทรวงกลาโหมมีจำนวนสูงมากขึ้น แล้วก็ การทำงานก็ไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานต่าง ๆ ท่านประธานทราบไหมครับ ขณะนี้จำนวน กำลังพลของกระทรวงกลาโหมของเรารวมกันมากกว่า ๓ กองทัพของประเทศใหญ่ ๆ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมัน รวมกันก็ยังมีข้าราชการไม่เท่าเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง การที่เรามีสัดส่วนจำนวนข้าราชการต่องาน รับผิดชอบสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในขณะนี้เป็นภาระต่อการคลังของประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้อง กำหนดเป้าหมายของประเทศในทางเศรษฐกิจที่จะตอบสนองความต้องการของโลก แล้วก็ ต้องอยู่บนศักยภาพและบริบทของประเทศ เพื่อที่จะเป็นฐานรายได้ใหม่ทดแทนฐานรายได้เดิม ที่กำลังจะหมดไป ท่านประธานคงจำได้ สมัยก่อนประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีรายได้จากภาคการเกษตร เราส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ เราส่งออกป่าไม้ เราส่งดีบุก แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป ทรัพยากรที่เคยทำรายได้หลักให้กับประเทศวันนี้มันหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเปลี่ยนแนวความคิดมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เราก็มีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) เกิดขึ้น ก็พิจารณา สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าเวิร์ก (Work) ครับ ประเทศไทยของเราก็กลายเป็นฐานการผลิต เรามีรายได้ที่มาจากการส่งออกสูงถึงร้อยละ ๗๐ ประเทศไทยเป็นประเทศที่เราเรียกว่าเอกซ์พอร์ตเลด โกรท อีโคโนมี (Export-led Growth Economy) ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตามสมัยโน้นนักลงทุนตัดสินใจมาลงทุน ในประเทศไทยเพราะในภูมิภาคของเราในอาเซียน (ASEAN) เรา ประเทศไทยของเรา ได้เปรียบประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนโน้นประเทศเวียดนามเพิ่งจบจากสงคราม ก็ยังไม่มีศักยภาพในการที่จะเป็นฐานการลงทุน เพราะฉะนั้นปัจจัยเกื้อกูลประกอบกับ แรงจูงใจของบีโอไอ (BOI) ทำให้นักลงทุนแห่ เรียกว่าเข้ามาลงทุนกันในประเทศไทย จนกระทั่งประเทศไทยเป็นนิก (NIC) นิว อินดัสทรี คันทรี (New Industry Country) น่าภาคภูมิใจครับ เราเป็นผู้ผลิตรถยนต์กระบะ ขนาด ๑ ตัน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มียอดการส่งออก จีดีพี (GDP) ตรงนี้ ๑ ล้านล้านบาท นั่นยังไม่นับรวมไปถึงสินค้า อุตสาหกรรมอื่น ๆ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตามประเทศไทยไม่ได้ มีความได้เปรียบแบบเดียวกันนี้ตลอดไป การได้เปรียบเหล่านี้ตอนนี้สิ้นสุดครับ สิทธิพิเศษ ต่าง ๆ ที่เคยเกื้อหนุนต่อการส่งออกคือจีเอสพี (GSP) ก็ต้องมีการสิ้นสุด รัฐบาลก่อน ๆ เล็งเห็นสิ่งที่กำลังจะหายไป เขาก็มีการเร่งเจรจาเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เพื่อให้ไทยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากประเทศคู่ค้า อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็พยายามที่จะสร้าง แรงจูงใจให้นักลงทุนยังคงมาลงทุนในประเทศไทย แต่ว่าน่าเสียดายครับ รัฐบาลอื่น ๆ พยายามทำอย่างยิ่งแต่พอเรามีกองทัพออกมาปฏิวัติยึดอำนาจ ทำให้สิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการ เลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลของประชาชนที่เตรียมการเอาไว้มีวิสัยทัศน์ยาวไกล จบข่าวครับ การเจรจาการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าที่สำคัญหลังจากที่ประเทศตกอยู่ ในสภาวะที่ถูกการยึดอำนาจมีกองทัพมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล เขาก็ไม่เจรจาด้วย ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานว่าตอนนั้นเป็นต้นทุนที่ประเทศชาติและประชาชนต้องจ่ายให้กับ ระบบเผด็จการ วันนี้ความได้เปรียบของประเทศไทยหมดไปเป็นที่เรียบร้อย ทั้งปัจจัยที่เรา เคยได้จากธรรมชาติและเกิดจากการกระทำของเราเอง ขณะนี้ประเทศในอาเซียน (ASEAN) หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเวียดนาม ประชากรเขา ๙๕ ล้านคน มีกำลังซื้อ มีค่าแรงที่ถูกกว่า เพราะฉะนั้นปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะที่ลำบาก เรื่องนี้ก็ต้องสะท้อนปัญหาผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี เราจะต้องเตรียมการ เรื่องดังกล่าวกับสิ่งที่จะต้องขาดหายไปอย่างไร

เรื่องที่ ๒ ที่กังวลกว่าเรื่องแรกก็คือรัฐบาลไทยยังไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องของ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ขณะนี้พอประเทศไทยของเราไม่มีความได้เปรียบที่จะดึงดูดนักลงทุน ให้มาลงทุนในประเทศไทย สิ่งซึ่งเราไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งแต่รัฐบาลกำลังทำก็ยิ่งทำให้การ ตัดสินใจในการลงทุนของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนเขาถอย ก็คือการที่เราไม่ค่อยเคารพ สิทธิมนุษยชน ทุกเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีตัดสินใจไปทำ จะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ จะเป็น เรื่องของการปิดเหมืองทองก็ดี จะเป็นเรื่องของการไม่เคารพสิทธิพื้นฐานของพี่น้องประชาชน รวมไปถึงเรื่องของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ แล้วทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ทั้งหมดก็ส่งผ่านตัวชี้วัดนั่นแหละครับ ก็คือการจัดเก็บภาษีที่ผมบอกว่าท่านจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๖๓ นอกจากนี้สถานการณ์โควิด (COVID) ก็ทำให้ความต้องการของโลกเปลี่ยนไป ขณะนี้พี่น้องประชาชนคนทั้งโลกเขาสนใจกับเรื่องของสุขภาพอนามัย แล้วก็เรื่องของ ความสะอาด ประกอบกับความได้เปรียบฐานการผลิตอุตสาหกรรมของประเทศไทยกำลัง จะหมดไป สิ่งเหล่านี้ผมก็อยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปว่าเมื่อเรา พิจารณาถึงขีดความสามารถ ผลผลิตที่ประเทศสามารถนำไปต่อยอดเพื่อการลงทุน ความถนัดของประเทศและความต้องการของโลก สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญที่การจัดสรร งบประมาณ การลงทุนภาครัฐจะต้องตอบสนองต่อการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่จะรองรับ การผลิตตามเป้าหมายใหม่ ฟังยากนิดหนึ่งแต่สั้น ๆ ก็คือเรื่องของการลงทุนในส่วนของ ภาครัฐท่านต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เหล่านี้เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับอนาคต ของประเทศ ผมเลยต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านเคยคิด เรื่องเหล่านี้ไว้หรือไม่ นอกเหนือไปจากการบริหารอำนาจของท่าน อย่างที่เรียนไปแล้ว ท่านก็ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านจับกุมคนที่เห็นต่าง สิ่งเหล่านี้ ไม่มีประโยชน์กับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นนี่คือข้อเสนอแนะ ท่านต้องคิดเรื่องนี้

ข้อเสนอสุดท้ายครับ ผมเหลือเวลาอีกประมาณ ๑๐ นาที คือการบริหาร ต้องเน้นเป้าหมาย ต้องเอาเป้าหมายนำกระบวนการ นักบริหารทั่วโลกเขาเข้าใจกับคำนี้ แต่ผมไม่ทราบว่าอาจจะเป็นเพราะท่านนายกรัฐมนตรีมาจากระบบราชการหรือเปล่า โดยเฉพาะท่านมาจากสถาบันทหารที่เน้นระเบียบและวิธีการ เพราะฉะนั้นความคุ้นชิน เหล่านี้ท่านจึงสะท้อนออกมาในรูปแบบของการบริหารที่เน้นกระบวนการโดยไม่มีเป้าหมาย ผมไม่ได้พูดมั่วนะครับ หลักฐานเชิงประจักษ์ก็คือยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีที่ท่านนายกรัฐมนตรี กำหนดให้ทุกคนในประเทศนี้เขาปฏิบัติตาม แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้เลย เอาแค่การเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ยุทธศาสตร์ของ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้ นอกจากการใช้ ยุทธศาสตร์ส่วนตัวของท่านอันเดียวก็คือกู้ กู้ กู้ กู้จนกระทั่งหนี้สาธารณะของประเทศ กำลังจะชนเพดานความยั่งยืนทางการคลังไปเป็นที่เรียบร้อย ผมได้พิจารณายุทธศาสตร์ชาติ ผมดูทั้งเล่มไม่เจออะไรเลย ไม่มีอะไรมากไปกว่าระเบียบวิธีการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องกำหนดเป้าหมายของประเทศเอาไว้ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เป็น นามธรรม ถามเถอะครับ จับต้องตรงไหนได้บ้าง การกำหนดเป้าหมายของประเทศ จะต้องอยู่บนความเป็นไปได้ ต้องคำนึงถึงศักยภาพและบริบทของประเทศ ทั้งยังต้อง ตอบสนองความต้องการของโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ดอนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเขาพูดเลยครับ ยุทธศาสตร์เขาคืออเมริกัน เฟิสต์ (American first) เป้าหมายของประเทศจีน สี จิ้นผิง เขาบอกว่าต้องใช้เศรษฐกิจรุกโลก ผ่านเส้นทางสายไหม ทั้งหมดเขาดำรงความมุ่งหมาย แต่การกำหนดยุทธศาสตร์ของ ประเทศไทย เจออะไรบ้างครับ ผมคิดไม่ออกจริง ๆ วันนี้ถ้าท่านจะกำหนดยุทธศาสตร์ ต้องมีเป้าหมายชัดเจน อะไรที่ไม่ตอบสนองยุทธศาสตร์ก็ยกเลิก เช่นท่านฟันธงไปเลยครับ ยกเลิกการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติของ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เกิดประโยชน์ คือนอกจากนำมาใช้ไม่ได้แล้วยังเป็นอุปสรรคขัดขวาง การทำงานของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน เห็นไหมครับ มันสอดคล้อง มันเชื่อมโยงกันหมด ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายแล้วครับ กระผมมีข้อเสนอแนะผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับ ถึงความจำเป็นที่ประเทศจะต้องเร่งดำเนินการ ผมมีให้ท่าน ๔ ข้อ ข้อ ๑ ลดรายจ่ายประจำ ลดจำนวนข้าราชการที่เกินความเหมาะสม เพื่อที่จะได้นำเอารายจ่ายประจำที่ลดนี้ไปลงทุนในโครงการที่มีผลิตภาพ ที่มีคุณภาพ ข้อ ๒ กำหนดเป้าหมายของประเทศเพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการ ของโลกครับ อยู่ในศักยภาพของประเทศและความพร้อมของวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ ทำได้หรือเปล่าไม่ทราบนะครับ ข้อ ๓ ท่านต้องเปลี่ยนวิธีงบประมาณใหม่ ท่านต้องกำหนด เป้าหมายนำกระบวนการโดยเป้าหมายดังกล่าวนี้จะต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จในเชิงคุณภาพ ของผลิตภาพที่ยั่งยืน และข้อสุดท้ายครับ สำคัญอย่างยิ่งแล้วก็เป็นเรื่องซึ่งเชื่อมโยง ๓ ข้อ ท่านทำไม่สำเร็จถ้าไม่มีข้อ ๔ ท่านต้องเคารพสิทธิเสรีภาพและอำนาจของประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจว่าการเมืองที่ดีมีผลต่อเศรษฐกิจครับ หากประเทศ เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน จะทำให้พี่น้องประชาชน จะทำให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเขาเชื่อมั่นแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจครับ รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจะต้องเลิกใช้อำนาจข่มขู่คุกคามประชาชนและสนับสนุน ให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญที่มีประชาชนเป็นผู้ร่างของเขาเองครับ ทั้งหมดคือข้อเสนอที่เกิด จากความหวังดีต่อบ้านเมืองของพรรคเพื่อไทยครับ ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง และผมหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะได้นำเอาข้อเสนอที่ผม ได้กราบเรียนไปพิจารณาด้วยความจริงใจ นอกเหนือจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ภาพรวม ที่ผมอภิปรายพร้อมให้ข้อเสนอแนะไปแล้วนั้น หลังจากนี้เป็นต้นไปท่านผู้อภิปรายจาก พรรคเพื่อไทยก็จะมาลงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ในแต่ละเซกเตอร์ (Sector) ให้ท่านประธาน ได้รับทราบเป็นลำดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การส่งออก เอสเอ็มอี (SMEs) รวมไปถึงด้านการเมืองต่าง ๆ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การคุกคามสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน รวมไปถึงเรื่องของแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็อีกหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ ที่ได้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็พี่น้องประชาชน ที่ติดตามการถ่ายทอดสดอยู่ในขณะนี้ครับ

สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา ผมเชื่อว่าเกิดจากการสืบทอดอำนาจของหัวหน้าคณะปฏิวัติ ในปี ๒๕๕๗ ซึ่งวันนี้ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านมาจากการยึดอำนาจ แล้วก็ เขียนกติกาให้กับตัวเอง รักษาเก้าอี้มาจนกระทั่งถึงวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนเขาไม่ได้อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้รวมทั้งพวกพ้องของท่านบริหาร บ้านเมืองนี้ต่อไป เพราะจริง ๆ ถ้าท่านบริหารประเทศแล้วพี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขก็โอเค (OK) ครับ แต่วันนี้ปัญหาบ้านเมืองมากมาย แล้วคนไทยก็ไม่ได้กินดีอยู่ดี วันนี้ประเทศมีหนี้สินล้นพ้นตัว อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นะครับ ท่านทำให้ แผ่นดินอันมั่งคั่ง แผ่นดินขวานทองของเรากำลังจมลงสู่กองหนี้ก้อนมหึมา คนส่วนใหญ่ ของประเทศนี้วันนี้ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทุกหย่อมหญ้า ปัญหามากมายหลายปัญหาที่เกินเยียวยาแล้ว จริง ๆ มีข้อเสนออีกข้อหนึ่งครับ เป็นข้อเสนอ ข้อสุดท้ายก็แล้วกัน แล้วผมคิดว่าข้อเสนอข้อนี้ถ้าทำนะครับ ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากจะช่วยเหลือคนไทย อยากจะช่วยเหลือประเทศไทยจริง ๆ ตามที่ท่านได้พร่ำพูด มาตลอด ทำง่ายนิดเดียวครับ แต่ผมก็เชื่อว่าท่านไม่ทำครับ เพราะอำนาจมันหอมหวาน มันเย้ายวนเหลือเกิน แต่ไม่พูดก็ไม่ได้ครับ เพราะสิ่งที่ผมพูด ผมพูดจากเสียงสะท้อน จากเสียงเรียกร้องของคนไทยทั้งประเทศครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ท่านลาออกเลยครับ ถ้าชายชาติทหารอย่างท่านกล้าหาญเหมือนกับเยาวชนที่เขาออกมาต่อสู้ เรียกร้องความถูกต้องอยู่ในขณะนี้ พอพวกผมอภิปรายกันจบ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศ ลาออกปุ๊บ ประเทศไทยปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดในประเทศนี้จะหายไปทันทีครับ แล้วคนไทยทั้งประเทศเช่นเดียวกัน เขาจะปรบมือโห่ร้อง แสดงความยินดีกันทั้งประเทศ ลาออกเถอะครับท่านนายกรัฐมนตรี กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน